ตอนที่ 16 — เหมันต์ ผนึกวิญญาณ ม่านหมอกแห่งมาร
จอมเทพบุตรทลายภพ · 30 ตอน
เหมันต์ยืนนิ่งดุจรูปสลักหินอ่อน กลางซากปรักหักพังของนครแห่งแสงที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้ถูกกลืนกินด้วยความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด อากาศเย็นยะเยือกกรีดผ่านผิวหนัง ราวกับถูกคมมีดน้ำแข็งพันทับ แต่ความหนาวเหน็บนั้นหาใช่สิ่งใดเมื่อเทียบกับความหนักอึ้งในอก ความเงียบที่ปกคลุมทั่วบริเวณนั้นยิ่งกว่าเสียงกู่ร้องของทวยเทพที่ล่วงลับ กลิ่นอายแห่งความตายที่คลุ้งตลบอบอวล ชวนให้ขนลุกซู่ ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนเศษอิฐและซากอาคารที่เคยงดงาม บัดนี้กลับกรีดร้องอย่างเจ็บปวดภายใต้เงาของหายนะ
แสงจันทร์สีเงินที่ควรจะเป็นเครื่องนำทาง กลับถูกบดบังจนมิดด้วยม่านหมอกสีดำทะมึนที่แผ่ปกคลุมทั่วทุกอณู ราวกับผ้าห่อศพผืนใหญ่ที่กำลังโอบกอดนครแห่งนี้ไว้ในอ้อมกอดแห่งความสิ้นหวัง กลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังนั้นคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ไม่ได้มีเพียงแค่กลิ่นคาวเลือดหรือเศษซากของชีวิตที่ถูกพรากไป แต่ทว่ามันคือกลิ่นอายของพลังอำนาจอันดำมืดที่กำลังแผ่ขยาย บดขยี้ทุกสรรพสิ่งให้มลายหายไป
"ข้า...จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเช่นนี้ไม่ได้" เสียงของเหมันต์ดังขึ้นในความเงียบอันน่าสะพรึงกลัว แววตาคมกริบของเขาฉายประกายมุ่งมั่น แม้จะถูกความสิ้นหวังพยายามกัดกิน แต่จิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขาก็ยังคงยืนหยัด เขาจะไม่มีวันยอมให้ความมืดนี้กลืนกินทุกสิ่งที่มีค่าไป
ทันใดนั้นเอง ม่านหมอกสีดำที่ปกคลุมอยู่ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว มันค่อยๆ ก่อตัวขึ้น รูปร่างของมันบิดเบี้ยว เปลี่ยนแปลงไปมาอย่างน่าขนลุก ในไม่ช้า มันก็ปรากฏร่างที่แท้จริงออกมา เป็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความอำมหิต ดวงตาสีแดงฉานลุกวาวราวกับถ่านเพลิง ร่างกายของมันปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิทที่สะท้อนแสงจันทร์ที่แทบจะมองไม่เห็น มันคือ "อัคคีมาร" พญามารผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนมาร ผู้ที่สาบสูญไปนานนับพันปี บัดนี้ได้หวนคืนมาพร้อมกับกองทัพเงาอันมืดมิด
"แก...คือผู้กล้าที่ข้าเฝ้ารอคอยงั้นรึ?" เสียงทุ้มต่ำอันน่ารังเกียจของอัคคีมารดังขึ้น ราวกับเสียงคร่ำครวญของวิญญาณนับพันที่ถูกทรมาน "ช่างน่าสมเพชเสียจริง กล้าดียังไงมาเหยียบย่ำดินแดนที่ข้าครอบครอง!"
เหมันต์ไม่ตอบ เขากระชับดาบศักดิ์สิทธิ์ในมือ "เจ้าคือต้นเหตุของความมืดที่กลืนกินนครแห่งนี้สินะ"
"ฮ่าฮ่าฮ่า!" อัคคีมารหัวเราะเสียงดังราวกับฟ้าผ่า "ใช่แล้ว! ข้าคือผู้ที่ทำให้ความรุ่งเรืองของพวกแกมลายหายไป! ข้าคือผู้ที่จะนำพาทุกสิ่งไปสู่นรกภูมิ! และแก...ก็จะเป็นรายต่อไป!"
พลัน ร่างของอัคคีมารก็พุ่งเข้าใส่เหมันต์ด้วยความเร็วสูง ราวกับสายฟ้าสีดำที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้า เหมันต์หลบหลีกได้อย่างหวุดหวิด ดาบศักดิ์สิทธิ์ในมือฟาดฟันออกไป ปะทะเข้ากับเกล็ดสีดำสนิทของอัคคีมาร เกิดประกายไฟสีดำลุกวาวไปทั่ว
การต่อสู้ที่ดุเดือดเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางซากปรักหักพังของนครแห่งแสง เหมันต์ต้องเผชิญหน้ากับพญามารผู้ทรงพลัง พลังอันมหาศาลของอัคคีมารแผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน และเศษซากอาคารที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ก็ถูกแรงสะเทือนจนพังทลายลงมา
"แก...แข็งแกร่งเกินกว่าที่ข้าคาดไว้" อัคคีมารกล่าวขณะถอยกลับไปตั้งหลัก "แต่นั่นก็ไม่สามารถหยุดยั้งข้าได้!"
ว่าแล้ว อัคคีมารก็ยกแขนขึ้นท้องฟ้า ม่านหมอกสีดำก็ยิ่งหนาทึบขึ้นไปอีก ร่างกายของมันสว่างวาบด้วยพลังอันดำมืด เกล็ดสีดำสนิทบนร่างของมันค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ราวกับลาวาที่กำลังจะปะทุ
"จงรับไป! เพลิงโลกันตร์!"
เปลวเพลิงสีดำทะมึนพุ่งออกมาจากปากของอัคคีมาร มันมีอุณหภูมิที่สูงเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ เปลวเพลิงนั้นไม่เพียงแต่เผาไหม้ทุกสิ่งให้เป็นจุล แต่ยังดูดกลืนพลังชีวิตของทุกสรรพสิ่งรอบข้าง
เหมันต์รู้ดีว่านี่คือการโจมตีที่อันตรายถึงชีวิต เขาจึงรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ปลุกพลังศักดิ์สิทธิ์ในกายขึ้นมา แสงสีเงินบริสุทธิ์เปล่งประกายรอบกายเขา ดาบศักดิ์สิทธิ์ในมือส่องแสงเจิดจ้า
"ม่านปราการแห่งแสง!"
เหมันต์ตวัดดาบไปข้างหน้า ม่านปราการสีเงินอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้น ปะทะเข้ากับเปลวเพลิงสีดำของอัคคีมาร เกิดเสียงระเบิดอันกึกก้องไปทั่วบริเวณ เปลวเพลิงสีดำพยายามบดขยี้ม่านปราการแห่งแสง แต่พลังอันบริสุทธิ์ของเหมันต์ก็ยังคงต้านทานไว้ได้
"เป็นไปไม่ได้!" อัคคีมารตะโกนด้วยความโกรธ "พลังของแก...มาจากไหนกัน!?"
"ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งแสง! และข้าจะไม่มีวันยอมให้ความมืดครอบงำ!" เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป เหมันต์และอัคคีมารแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างดุเดือด ทุกการเคลื่อนไหวของทั้งคู่เต็มไปด้วยพลังอำนาจอันมหาศาล ซากปรักหักพังของนครแห่งแสงถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ กลายเป็นเพียงผุยผงที่ปลิวไปตามสายลม
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้เงามืดของป่าต้องสาป เหล่าวิญญาณร้ายที่ถูกปลุกขึ้นมาโดยอัคคีมาร กำลังเคลื่อนพลไปยังปราสาทแห่งพญามาร เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย
"ถึงเวลาแล้ว" เสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืด เป็นเสียงของ "ม่านหมอก" จอมมารผู้เป็นสหายสนิทของอัคคีมาร "การรวมพลังของพวกเราจะทำให้โลกนี้สั่นสะเทือน!"
ม่านหมอกมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ร่างกายของมันโปร่งแสงราวกับหมอกสีเทาเข้ม ดวงตาของมันไร้แวว แต่กลับฉายประกายแห่งความอำมหิต มันคือผู้มีพลังในการควบคุมเงาและวิญญาณร้าย
"ท่านอัคคีมาร คงกำลังสนุกกับการเล่นสนุกกับผู้กล้าอยู่สินะ" ม่านหมอกกล่าว "แต่เมื่อถึงเวลา เราจะต้องผนึกกำลังกัน เพื่อทำลายทุกสิ่ง!"
กลับมาที่สนามรบกลางนครแห่งแสง เหมันต์เริ่มรู้สึกถึงพลังที่ค่อยๆ ลดลง การต่อสู้กับอัคคีมารนั้นกินพลังงานไปมากโข และม่านหมอกสีดำก็ยังคงแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ บั่นทอนพลังชีวิตของเขา
"เจ้าจะหมดแรงแล้ว ผู้กล้า" อัคคีมารกล่าวเย้ยหยัน "ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องพบกับจุดจบ!"
อัคคีมารรวบรวมพลังอีกครั้ง คราวนี้พลังของมันดูรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า เปลวเพลิงสีดำที่พวยพุ่งออกมาดูราวกับพายุหมุนแห่งความตาย
เหมันต์รู้ว่าเขาไม่สามารถต้านทานการโจมตีนี้ได้อีกต่อไป เขาตัดสินใจใช้ไม้ตายสุดท้าย เขาหลับตาลง รวบรวมพลังทั้งหมดที่มี พลังศักดิ์สิทธิ์ที่หลับใหลในจิตวิญญาณถูกปลุกขึ้นมาจนถึงขีดสุด
"หากข้าไม่อาจหยุดยั้งเจ้าได้... ข้าก็จะผนึกเจ้าไว้!"
ทันใดนั้นเอง แสงสีเงินสว่างจ้าก็เปล่งประกายออกมาจากร่างของเหมันต์ แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมดา แต่เป็นแสงแห่งการผนึกวิญญาณ มันแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินม่านหมอกสีดำที่ปกคลุมอยู่
อัคคีมารตกใจกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน "นี่...แกกำลังทำอะไร!?"
"ข้าจะผนึกวิญญาณของเจ้าไว้ที่นี่! เพื่อไม่ให้เจ้าสามารถทำร้ายใครได้อีก!" เหมันต์ตะโกน เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความพยายาม
ร่างของเหมันต์ค่อยๆ จมลงไปในม่านหมอกสีดำ เมื่อร่างของเขาเข้าใกล้กับอัคคีมาร แสงสีเงินก็ยิ่งสว่างจ้าขึ้น ราวกับกำลังดูดกลืนพญามารเข้าไป
อัคคีมารพยายามดิ้นรน แต่พลังแห่งการผนึกวิญญาณของเหมันต์นั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะต้านทานได้ ร่างของมันค่อยๆ ถูกดึงเข้าไปในแสงสีเงิน
"ไม่! ปล่อยข้าไป! ข้าจะกลับมา! ข้าจะกลับมาแก้แค้น!" อัคคีมารกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
ในที่สุด ร่างของอัคคีมารก็ถูกผนึกเข้าไปในแสงสีเงินบริสุทธิ์นั้นอย่างสมบูรณ์ ม่านหมอกสีดำที่ปกคลุมนครแห่งแสงก็ค่อยๆ สลายไป เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามที่กลับคืนมาอีกครั้ง
เหมันต์ทรุดตัวลงกับพื้น เขาหมดสิ้นพลังงานทั้งหมด แต่เขาก็สามารถหยุดยั้งอัคคีมารได้สำเร็จ
แต่เหมันต์หารู้ไม่ว่า การผนึกวิญญาณนี้ ไม่ใช่การทำลายล้าง แต่เป็นการกักขัง และเมื่อเวลาผ่านไป พลังแห่งการผนึกก็จะค่อยๆ อ่อนแอลง... และในขณะเดียวกัน ณ ปราสาทแห่งพญามาร ม่านหมอกก็กำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ...
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก