ตอนที่ 23 — เสียงกระซิบของความสิ้นหวัง

ตอนที่ 23 — เสียงกระซิบของความสิ้นหวัง

จอมเทพบุตรทลายภพ · 30 ตอน

ลมเย็นยะเยือกกรีดผ่านผิวหนังของเหมันต์ราวกับคมมีดน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บที่เคยเป็นเพียงสัมผัสภายนอก บัดนี้มันได้แทรกซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่กัดกินไปทั่วสรรพางค์กาย แต่สิ่งเหล่า...ที่แท้จริงคือความรู้สึกบางอย่างที่กำลังกัดกินหัวใจของเขาต่างหาก

ภาพเบื้องหน้าของเหมันต์ไม่ใช่เมืองที่คุ้นเคยอีกต่อไป ตึกระฟ้าที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้กลับบิดเบี้ยวผิดรูปราวกับถูกปั้นโดยมือของปีศาจ ผิวหนังคอนกรีตถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์สีดำสนิทที่เลื้อยเลื้อยพันเกี่ยวทุกสิ่งไว้ราวกับอสรพิษร้าย ‌ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ฝีมือของธรรมชาติ หากแต่เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากพลังอำนาจของพญามารที่แผ่ขยายอาณาเขตเข้ามา

“พวกมัน...กำลังกลืนกินทุกอย่าง” เสียงกระซิบแหบพร่าของสตรีปริศนาที่ปรากฏตัวขึ้นข้างกายเหมันต์ดังขึ้น นางสวมชุดสีขาวสะอาดตาที่ตัดกับบรรยากาศหดหู่ตรงหน้าได้อย่างน่าประหลาด เรือนผมสีดำขลับยาวสยายราวกับเงาของราตรี ดวงตาคู่งามทอประกายเศร้าสร้อยมองไปยังเบื้องหน้า

เหมันต์หันไปมองนางด้วยความประหลาดใจ สตรีผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นราวกับสายลมโดยไม่มีเสียง ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นนางมาก่อนในระหว่างการต่อสู้กลางเมืองนี้ ​“ท่านเป็นใคร?” เขาถามเสียงทุ้ม แม้ภายในใจจะรู้สึกถึงความเย็นที่ไม่ใช่เพียงอุณหภูมิ

“ข้า...คือเสียงสะท้อนของความหวังที่กำลังจะเลือนหาย” นางตอบ นัยน์ตาจับจ้องไปยังกลุ่มเงาที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ “นี่คือดินแดนที่ถูกสาป...ทุกย่างก้าวที่เจ้าเดินเข้าไป จะมีแต่ความสิ้นหวังรออยู่”

เหมันต์กระชับมือที่ถือดาบศักดิ์สิทธิ์ของเขาให้แน่น ความเย็นที่สัมผัสได้ ‍ไม่ใช่แค่ความหนาวกาย แต่เป็นความเย็นที่กำลังจะกัดกินจิตวิญญาณของเขา นี่คือผลกระทบจากพลังงานของพญามารอย่างแท้จริง พลังที่บิดเบือนทุกสิ่งให้ผิดรูป ผิดร่าง และที่ร้ายกาจที่สุดคือมันบ่อนทำลายกำลังใจของผู้คน

“ข้ามาที่นี่เพื่อหยุดยั้งมัน” เหมันต์ประกาศก้อง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ‌แม้จะรู้สึกถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ซ่านเข้ามา

“เจ้ามาถูกที่แล้ว…แต่ทางที่เจ้ากำลังจะเดินนั้น เต็มไปด้วยอุปสรรคที่ยากจะก้าวผ่าน” สตรีผู้นั้นกล่าวต่อ “ทุกชีวิตที่เคยเข้ามา ณ ที่แห่งนี้ ล้วนแต่พบกับจุดจบอันน่าสลด…พลังของพญามารไม่ได้แค่ฆ่าฟัน แต่ยังกัดกินความหวัง ‍บั่นทอนจิตวิญญาณ จนผู้คนยอมจำนนต่อความมืดมิด”

เหมันต์มองไปยังกลุ่มเงาเหล่านั้น มันคือเหล่าสิ่งมีชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ แต่บัดนี้กลับกลายสภาพเป็นเพียงอสูรกายที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเกลียดชังและความสิ้นหวัง ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยว ผิวหนังหยาบกร้านเต็มไปด้วยแผลเน่าเปื่อย ดวงตาแดงก่ำสะท้อนแสงริบหรี่ราวกับถ่านไฟที่กำลังจะมอดไหม้

“ข้าไม่เคยกลัว” เหมันต์กล่าว ​“ความสิ้นหวัง...คือสิ่งที่ข้าจะต้องทำลาย”

“ความกล้าหาญของเจ้าเป็นที่น่าชื่นชม…แต่เพียงลำพัง เจ้าอาจจะต้านทานได้ไม่นาน” สตรีผู้นั้นเอ่ยเสียงแผ่ว “เงาแห่งพญามารมันลึกล้ำเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการ พลังแห่งความมืดนี้สามารถแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของสรรพสิ่ง แม้แต่จิตใจที่แข็งแกร่งที่สุด ก็อาจจะอ่อนแอลงได้เมื่อต้องเผชิญกับมันอย่างต่อเนื่อง”

เหมันต์สัมผัสได้ถึงความจริงในคำพูดของนาง ความเย็นเยียบที่กัดกินกายนั้นกำลังเริ่มส่งผลต่อสติสัมปชัญญะของเขา ​ทำให้รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน อยากจะล้มตัวลงนอน และปล่อยให้ความมืดกลืนกินไปเสีย

“ข้า...จะไม่ยอมแพ้” เขาพยายามข่มความรู้สึกนั้นไว้

“เจ้ามาที่นี่เพื่อตามหาสิ่งใด…บนเส้นทางแห่งความสิ้นหวังนี้?” สตรีผู้นั้นถาม

“ข้ามาเพื่อหยุดยั้งพญามาร! เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่โลกนี้!” เหมันต์ตอบอย่างหนักแน่น

“พญามาร...เปรียบเสมือนรากแก้วแห่งความมืดมิด มันหยั่งรากลึกอยู่ในใจกลางของดินแดนต้องสาปแห่งนี้” ​นางชี้ไปยังเบื้องหน้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของปราสาทสีดำทะมึนที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมอกหนาทึบ “ปราสาทแห่งพญามาร…ที่นั่นคือศูนย์รวมแห่งพลังอำนาจของมัน”

“ข้าจะต้องไปที่นั่น” เหมันต์กล่าวอย่างไม่ลังเล

“แต่ก่อนที่เจ้าจะไปถึงปราสาทแห่งนั้น เจ้าจะต้องผ่าน “ป่าแห่งเสียงกระซิบ”” สตรีผู้นั้นเอ่ย “ป่าแห่งนั้น...คือบททดสอบที่แท้จริง เสียงกระซิบแห่งความสิ้นหวังจะถาโถมเข้าใส่จิตใจของเจ้า มันจะย้ำเตือนถึงความล้มเหลวในอดีต ความผิดพลาดที่ผ่านมา และความหวังอันริบหรี่ที่จะไปถึงจุดหมาย”

เหมันต์ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ สัมผัสได้ถึงพื้นดินที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์สีดำสนิทที่บิดเบี้ยวราวกับเส้นเลือดที่กำลังจะแตก

“เหล่าผู้ถูกสาป...พวกเขาเคยเป็นเหมือนเจ้า” สตรีผู้นั้นกล่าวต่อ “พวกเขามีความหวัง มีความฝัน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสียงกระซิบเหล่านั้น...จิตใจของพวกเขาก็เริ่มอ่อนแอลง…ยอมจำนนต่อความมืด”

“ข้าไม่ใช่พวกเขา” เหมันต์กล่าว “ข้าจะใช้พลังแห่งแสงสว่างของข้า...เพื่อทำลายเสียงกระซิบเหล่านั้น”

“แสงสว่างที่เจ้ามี...จะเพียงพอหรือไม่?” สตรีผู้นั้นเอ่ยท้าทาย “ในดินแดนแห่งนี้...แม้แต่แสงตะวันก็ยังถูกกลืนกิน…ข้าเห็นมามากแล้ว...ผู้กล้าหาญมากมายที่เข้ามา...แต่กลับไม่เคยได้ออกไป”

ความรู้สึกเย็นเยียบที่กัดกินกายของเหมันต์เริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เขาเริ่มได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมา...เสียงที่ไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นเสียงแห่งความรู้สึก...เสียงที่คล้ายจะบอกว่า “ไม่มีทาง...เจ้าทำไม่ได้...เจ้าจะตายที่นี่...”

“จงระวัง...เหมันต์” สตรีผู้นั้นกล่าวเตือน “พญามารไม่ได้มีเพียงพลังกายอันมหาศาล แต่ยังมีจิตใจที่บิดเบี้ยว สามารถชักจูงและล่อลวงได้ แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด”

เหมันต์หลับตาลงชั่วครู่ เขาพยายามรวบรวมสมาธิ ปัดเป่าเสียงกระซิบที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ในหัว

“ถ้าข้ายังคงยึดมั่นในความถูกต้อง...ในความหวัง...ข้าก็จะผ่านมันไปได้” เขาพึมพำกับตัวเอง

“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น...” สตรีผู้นั้นกล่าว เสียงของนางค่อยๆ จางหายไป ราวกับถูกกลืนกินไปกับสายลมเย็นยะเยือก

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เหมันต์พบว่าสตรีผู้นั้นได้หายไปแล้ว เหลือเพียงเขาเพียงลำพัง กับเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด และเสียงกระซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ

“ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?” เสียงกระซิบแว่วเข้ามาในหูของเหมันต์ เป็นเสียงที่คุ้นเคย…เสียงของบิดา

“พ่อ...” เหมันต์อุทานเบาๆ

“เจ้าคิดว่าเจ้าแข็งแกร่งพอจะสู้กับมันได้งั้นหรือ?” เสียงนั้นถามต่อ “เจ้ายังเด็กเกินไป...เจ้าจะตายที่นี่...เหมือนที่พ่อเคยทำ”

ภาพของบิดาที่กำลังล้มลงต่อหน้าต่อตาปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเหมันต์ ความทรงจำอันเลวร้ายนั้นถาโถมเข้ามาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ไม่! นั่นไม่ใช่พ่อ! นี่มันเป็นเพียงภาพลวงตา!” เหมันต์ตะโกน พยายามสะบัดหัวเพื่อไล่ภาพเหล่านั้นออกไป

“ภาพลวงตาหรือ? หรือความจริงที่เจ้าไม่อยากยอมรับ?” เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงของมารดา “ลูกรัก…กลับบ้านเถอะ...ที่นี่อันตรายเกินไป”

น้ำตาเริ่มคลอเบ้าของเหมันต์ ภาพของมารดาที่กำลังกอดเขาด้วยความรักปรากฏขึ้น ภาพเหล่านั้นช่างงดงาม ช่างอบอุ่น...แต่เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่ของจริง

“ข้า…ข้าไม่สามารถกลับไปได้” เหมันต์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ “ข้ามีหน้าที่ที่ต้องทำ”

“หน้าที่อะไรกัน?” เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงของสหายที่เคยร่วมรบ “พวกเราทุกคนพยายามแล้ว...แต่เราก็ล้มเหลว...เจ้าก็จะต้องล้มเหลวเช่นกัน”

ภาพของสหายที่บาดเจ็บล้มตายในสนามรบปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกผิดและความเจ็บปวดถาโถมเข้าใส่เหมันต์

“ข้า…ข้าจะไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย!” เหมันต์กำหมัดแน่น ดาบศักดิ์สิทธิ์ในมือของเขากระจายแสงสว่างสีขาวจางๆ ออกมา

“แสงสว่างของเจ้า...มันช่างริบหรี่เหลือเกิน” เสียงกระซิบหัวเราะเยาะ “ในความมืดมิดนี้...แสงสว่างจะไม่มีความหมาย”

เหมันต์ก้าวเดินต่อไปอย่างเชื่องช้า แม้เสียงกระซิบจะดังอื้ออึงอยู่ในโสตประสาท แต่เขาก็พยายามรวบรวมกำลังใจที่มีอยู่ทั้งหมด

“ข้ามาที่นี่เพื่อทำลายความสิ้นหวัง” เขากล่าว “และข้าจะทำลายมันให้จงได้!”

เบื้องหน้าของเขา คือทางเข้าสู่ “ป่าแห่งเสียงกระซิบ” ที่มีต้นไม้สีดำสนิทปกคลุมหนาทึบ ยิ่งเข้าใกล้เท่าไหร่ เสียงกระซิบก็ยิ่งดังขึ้น จนแทบจะกลบเสียงความคิดของเขาเอง

เหมันต์สูดลมหายใจลึก เขาเตรียมพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับบททดสอบที่โหดร้ายที่สุดในชีวิต

จะมีสิ่งใดรอเขาอยู่ในป่าแห่งนั้น? เขาจะสามารถฝ่าฟันเสียงกระซิบแห่งความสิ้นหวังไปได้หรือไม่? หรือเขาจะกลายเป็นอีกหนึ่งเหยื่อของพญามาร?

หน้านิยาย
หน้านิยาย

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!