ลมเย็นยะเยือกกรีดผ่านผิวหนังของเหมันต์ราวกับคมมีดน้ำแข็ง ความหนาวเหน็บที่เคยเป็นเพียงสัมผัสภายนอก บัดนี้มันได้แทรกซึมลึกเข้าไปถึงกระดูก สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่กัดกินไปทั่วสรรพางค์กาย แต่สิ่งเหล่า...ไม่…มันไม่ใช่สิ่งเหล่าอีกต่อไป ชายหนุ่มกึ่งทรุดตัวลง เสียงหอบหายใจดังแผ่วเบา ใบหน้าซีดเผือดบ่งบอกถึงความทรมานอย่างแสนสาหัส พลังความมืดอันบิดเบี้ยวจาก "อาณาเขตแห่งรัตติกาล" ที่พญามารสร้างขึ้น บัดนี้ได้แผ่ขยายครอบคลุมไปทั่วทั้งปราสาทแห่งความมืดมิด ยิ่งกว่าครั้งใดที่เหมันต์เคยเผชิญมา
"นี่มัน…พลังของมัน…มันแปรเปลี่ยนไป" เหมันต์พึมพำ เสียงแหบพร่า เขาพยายามบังคับกายให้ยืนหยัด แต่แรงโน้มถ่วงอันบิดเบี้ยวของอาณาเขตแห่งนี้กลับถ่วงรั้งเขาไว้ราวกับมีโซ่ตรวนมองไม่เห็นผูกมัด "ความเย็น…มันไม่ใช่แค่ความเย็น…แต่มันคือ…ความสิ้นหวัง…ที่กัดกินจิตวิญญาณ"
ความมืดที่เคยเป็นเพียงเงาที่บดบังทัศนวิสัย บัดนี้มันมีมวลสารที่สัมผัสได้ มันเกาะกินทุกอณูของอากาศ จนแทบจะหายใจไม่ออก กลิ่นสาบสางของความตายและกลิ่นสนิมเลือดคละคลุ้งอยู่ทั่วทุกหนแห่ง เหมันต์หลับตาลงครู่หนึ่ง เขาเพ่งสมาธิพยายามระลึกถึงพลังที่เคยสงบเงียบอยู่ในตัว สมาธิอันแหลมคมของเขาดุจใบมีดที่กรีดผ่านม่านหมอกแห่งความหวาดกลัว
"ไม่…ข้าไม่ยอมให้ความมืดนี้กลืนกินข้า" เสียงของเหมันต์ดังขึ้น ชัดเจนและหนักแน่นกว่าเดิม เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เคยฉายแววอ่อนล้า บัดนี้กลับสุกสกาวราวกับดาวฤกษ์ที่ท้าทายความดำมืด
ทันใดนั้นเอง ผนังหินสีดำสนิทของปราสาทมารพลันสั่นสะเทือน ราวกับว่ามันกำลังมีชีวิต ผิวหน้าของผนังบิดเบี้ยวราวกับกำลังเดือดปุดๆ แล้วกลุ่มเงาดำทะมึนก็พลันพวยพุ่งออกมาจากกำแพงเหล่านั้น มันมีรูปร่างคล้ายอสูรกายที่บิดเบี้ยว รูปร่างของมันแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา บางครั้งก็ดูเหมือนหนวดปลาหมึกอันยาวเหยียด บางครั้งก็ดูเหมือนกรงเล็บอันแหลมคม บ้างก็ปรากฏเป็นใบหน้าอันน่าสยดสยองที่เต็มไปด้วยดวงตาอันไร้แวว
"มาสิ! จงแสดงพลังที่แท้จริงของเจ้าออกมา!" เหมันต์ตะโกนสุดเสียง เขาชักดาบศักดิ์สิทธิ์ "สุริยัน" ออกมาจากฝัก แสงสีทองเจิดจรัสพลันสว่างวาบขึ้น ดุจดวงอาทิตย์ยามอุทัย สาดส่องไล่ความมืดมิดที่เกาะกินไปทั่ว
เงาอสูรกายเหล่านั้นกรีดร้องโหยหวนเมื่อต้องแสงแห่งดาบสุริยัน มันพยายามถอยร่น แต่พลังแห่งอาณาเขตแห่งรัตติกาลกลับขับดันมันให้เข้ามาประจันหน้ากับเหมันต์
"พวกเจ้า…มันเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังอันแท้จริง" เหมันต์กล่าวอย่างเยือกเย็น เขาเหวี่ยงดาบสุริยันเป็นวงกว้าง แสงสีทองแผ่กระจายเป็นคลื่นกระแทกเข้าใส่เงาอสูรกายเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เสียงกรีดร้องของมันดังระงมไปทั่วโถงปราสาท
"พลังแห่งแสง…จะขับไล่ความมืดมิดทั้งปวง!" เหมันต์ตะโกนอีกครั้ง เขาเริ่มร่ายรำเพลงดาบอันสง่างาม แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดขาด ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยพลัง ทุกการเคลื่อนไหวของดาบสุริยันคือการฟาดฟันคลื่นพลังที่มองไม่เห็น
เงาอสูรกายเหล่านั้นพยายามจะเข้ามาประชิดตัวเหมันต์ พวกมันพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือแสง บางตนโจมตีจากเบื้องบน บางตนก็โผล่มาจากพื้น บางตนก็พุ่งทะลวงออกมาจากกำแพง แต่ทุกครั้งที่พวกมันเข้าใกล้เหมันต์มากเกินไป แสงสีทองจากดาบสุริยันก็จะสาดส่องออกมาเป็นวงกว้าง สร้างกำแพงแห่งแสงที่มิอาจทะลวงผ่านได้
"เจ้าไม่เข้าใจ…พลังที่แท้จริง…มันไม่ได้อยู่ที่การทำลายล้าง" เหมันต์กล่าวขณะที่เขากระโดดหลบหนีการโจมตีของเงาอสูรกายตนหนึ่งได้อย่างฉิวเฉียด "มันอยู่ที่การปกป้อง…การเยียวยา…และการมอบความหวัง"
เมื่อกล่าวจบ เหมันต์ก็หลับตาลงอีกครั้ง สมาธิของเขาลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เขาสัมผัสได้ถึงประกายไฟแห่งพลังภายในที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่ประกายไฟแห่งความโกรธแค้น หรือความเดือดดาล แต่เป็นประกายไฟแห่งความมุ่งมั่น ที่จะปกป้องทุกชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่
"มารร้าย…เจ้าใช้ความสิ้นหวังสร้างอาณาเขตแห่งนี้…แต่ข้า…จะเติมเต็มมันด้วย 'เพลิงบรรลัยกัลป์'!"
ทันใดนั้น เปลวเพลิงสีทองสว่างไสวพลันปะทุขึ้นจากร่างของเหมันต์! เปลวเพลิงเหล่านี้มิได้แผดเผาด้วยความร้อน แต่กลับส่องสว่างเจิดจ้าจนไม่อาจมองตรงๆ ได้ มันแผ่กระจายออกไปรอบกายเหมันต์ ดุจรัศมีแห่งทวยเทพ
เงาอสูรกายเหล่านั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส เมื่อเปลวเพลิงแห่งแสงเข้าสัมผัส พวกมันเริ่มละลาย หายไปในอากาศราวกับหิมะที่ต้องแสงตะวัน
"นี่มัน…เป็นไปได้อย่างไร!" เสียงทุ้มลึกกึกก้องดังมาจากส่วนลึกของปราสาท มันคือเสียงของพญามาร "พลังแห่งความสิ้นหวังของข้า…มิอาจถูกลบล้างด้วยเปลวเพลิงอันโง่เขลา!"
"โง่เขลาหรือ?" เหมันต์ยิ้มมุมปาก "เจ้ารู้จักแต่การสร้างความทุกข์ทรมาน…เจ้าไม่เคยเข้าใจ…ว่าประกายไฟแห่งความหวัง…มันสามารถลุกโชนขึ้นมาได้เสมอ…แม้ในความมืดมิดที่สุด!"
เปลวเพลิงสีทองรอบกายเหมันต์ยิ่งลุกโชนรุนแรงขึ้น มันเริ่มแผ่ขยายออกไปทั่วทั้งโถงปราสาท กำแพงหินสีดำสนิทที่เต็มไปด้วยพลังความมืด เริ่มร้าวเป็นแนวกว้าง เมื่อเปลวเพลิงสัมผัส ผนังหินเหล่านั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นฝุ่นละอองสีดำที่จางหายไป
"เพลิงบรรลัยกัลป์…ไม่ใช่เพียงการทำลาย…แต่มันคือการชำระล้าง!" เหมันต์กล่าว เขาเหวี่ยงดาบสุริยันขึ้นสู่เบื้องบน เปลวเพลิงพลันพวยพุ่งสูงเสียดฟ้า ราวกับจะทลายเพดานของปราสาท
"เจ้าคิดว่าพลังแห่งความมืดของเจ้าจะครอบงำทุกสิ่งได้งั้นหรือ?" เหมันต์มองตรงไปยังเบื้องลึกของปราสาท ที่ซึ่งเขารับรู้ได้ถึงแหล่งพลังของพญามาร "ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น…ว่าพลังที่แท้จริง…มันอยู่เหนือกาลเวลา…และเหนือทุกสรรพสิ่ง!"
ร่างของเหมันต์พลันพุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบน เขาทะลุผ่านเพดานที่ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ไปอย่างง่ายดาย ทิ้งให้เบื้องล่างคือโถงปราสาทที่กำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเหมันต์ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน เขาก็พบกับภาพที่น่าตกตะลึง ดวงอาทิตย์ถูกบดบังด้วยม่านเมฆสีดำทะมึนขนาดมหึมา พลังงานความมืดอันบริสุทธิ์กำลังก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่ ใจกลางของพายุนั้นคือดวงตาขนาดมหึมาของพญามาร มันจ้องมองลงมายังเหมันต์ด้วยความอาฆาตแค้น
"เจ้ากล้าดียังไง…กล้าแตะต้องอาณาเขตแห่งข้า!" เสียงของพญามารดังก้องไปทั่วทุกทิศทาง "เจ้าจะถูกบดขยี้…เป็นผุยผง…ไปตลอดกาล!"
"เจ้ามันก็เป็นเพียงภาพลวงตา…ที่สร้างขึ้นจากความสิ้นหวังของผู้อื่น" เหมันต์กล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน "ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น…ว่าแม้แต่ภาพลวงตานี้…ก็มิอาจยืนหยัดต่อ 'เพลิงบรรลัยกัลป์' ของข้าได้!"
เหมันต์กระชับดาบสุริยันในมือ เขาหลับตาลงอีกครั้ง รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีอยู่ภายในตัว ประกายไฟสีทองพลันลุกโชนขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้เพียงแค่ล้อมรอบร่างของเหมันต์ แต่กลับรวมตัวกันเป็นลูกบอลพลังงานขนาดมหึมา สีทองสว่างไสวราวกับดวงอาทิตย์ย่อส่วน
"ทุกสรรพสิ่ง…ล้วนมีจุดเริ่มต้น…และมีจุดสิ้นสุด" เหมันต์กล่าวเสียงดังกังวาน "และสำหรับเจ้า…จุดสิ้นสุดนั้น…กำลังจะมาถึง!"
เขาพลันเหวี่ยงลูกบอลพลังงานสีทองนั้นออกไป พุ่งตรงไปยังใจกลางของพายุหมุนแห่งความมืดมิด
"เพลิงบรรลัยกัลป์…จงทลายภพ!"
แสงสีทองอันเจิดจ้าพลันสว่างวาบขึ้น กลืนกินทุกสิ่งรอบกาย แรงปะทะมหาศาลสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาเขตแห่งรัตติกาล…
จุดที่น่าติดตาม:

จอมเทพบุตรทลายภพ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก