ท่ามกลางสายฟ้าฟาดที่โหมกระหน่ำจนผืนป่าราวกับถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ เพลิงพิรุณ นักดาบหนุ่มผู้มีแววตาคมปลาบราวกับประกายสายฟ้าในยามที่เขาปลดปล่อยพลัง กระชากมือของปิ่นปักเข้ามาแนบกายแน่นยิ่งกว่าเดิม เสียงลมพายุที่พุ่งโกรธเกรี้ยวราวกับเสียงคำรามของอสุรกายยามราตรี บดบังเสียงร้องหวีดหวิวของแมลงและสัตว์ป่าที่แตกกระเจิงไปคนละทิศละทาง เม็ดฝนที่เย็นเยียบและหนักหน่วงสาดกระหน่ำลงมาราวกับจะล้างบางทุกสิ่งบนผืนพิภพนี้ แต่สำหรับเพลิงพิรุณแล้ว พายุเหล่านี้เป็นเพียงสิ่งรบกวนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ
“ท่านเพลิงพิรุณ! ทางนั้น!” เสียงของปิ่นปักที่ตะโกนผ่านเสียงพายุมาอย่างยากลำบาก ชี้ไปยังทิศทางที่สายฟ้าสีเขียวมรกตฉายแสงวูบวาบผิดปกติ แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมชาติ เป็นแสงแห่งพลังงานบางอย่างที่รุนแรงและแฝงเร้นไปด้วยความมืดมิด
เพลิงพิรุณหันไปมองตามนิ้วเรียวของปิ่นปัก ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปยังจุดนั้นอย่างไม่กะพริบ แสงสีเขียวมรกตนั้นสั่นไหวราวกับมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ผืนดิน “ข้ารับรู้แล้ว” เขาตอบเสียงห้วน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหนักแน่นที่ยากจะสั่นคลอน แม้ในยามที่ธรรมชาติกำลังบ้าคลั่งที่สุด
“เราต้องไปจากที่นี่!” ปิ่นปักเอ่ยเสียงสั่นเครือ รู้สึกได้ถึงความน่ากลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากทิศทางนั้น
“เราจะไป แต่เราจะไปพร้อมกับความจริง” เพลิงพิรุณกล่าว พลางออกแรงดึงปิ่นปักให้ขยับตาม “เจ้าเห็นแสงนั่นหรือไม่? นั่นไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ มันคือสัญญาณ”
“สัญญาณของอะไรคะ?” ปิ่นปักถามด้วยความสงสัยระคนหวาดหวั่น
“สัญญาณของการมาเยือน” เพลิงพิรุณตอบ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังแสงประหลาดนั้น “มาเยือนของสิ่งที่มิควรจะอยู่บนโลกมนุษย์”
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของทั้งคู่ก็สะเทือนอย่างรุนแรงราวกับมีบางสิ่งที่ใหญ่โตมโหฬารกำลังโผล่ขึ้นมาจากใต้พิภพ เสียงครืดคราดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วป่า เสียงกิ่งไม้แห้งแตกหักระเนนระนาด เสียงใบไม้ที่ปลิวว่อนเสียดสีกันดังราวกับเสียงกระซิบแห่งความตาย
“ระวัง!” เพลิงพิรุณตะโกน พร้อมกับออกแรงผลักปิ่นปักให้ถอยหลังไปหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ยักษ์อย่างรวดเร็ว เขาเองก็ชักดาบยาวสีเงินวาวที่สลักลายคลื่นสายฟ้าโบราณออกมาจากฝัก ดาบเล่มนั้นส่งเสียงครืดคราดราวกับกระหายเลือด
จากพื้นดินที่แตกแยก แสงสีเขียวมรกตก็พลุ่งพล่านขึ้นมาเป็นลำแสงขนาดมหึมา ท่ามกลางแสงนั้น ร่างกายที่ดูคล้ายมนุษย์แต่เต็มไปด้วยเกล็ดสีเขียวเข้มเหมือนตะไคร่น้ำโบราณค่อยๆ ลอยขึ้นมา ร่างนั้นสูงใหญ่กว่าต้นไม้สองสามต้นรวมกัน ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวผิดรูปราวกับถูกบีบคั้นด้วยความเจ็บปวด ดวงตาของมันมีเพียงเบ้าตาว่างเปล่าที่สะท้อนแสงสายฟ้าอันบ้าคลั่ง
“นั่นมัน... ตัวอะไร?” ปิ่นปักอุทานเสียงหลง พยายามแง้มมองจากหลังต้นไม้
“อสูรแห่งมิติ” เพลิงพิรุณตอบเสียงหนักแน่น เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อย ตั้งท่าเตรียมพร้อม ดาบในมือสั่นระริกราวกับมีชีวิต “สิ่งที่หลุดรอดจากการผนึก”
อสูรตนนั้นส่งเสียงคำรามที่แหบพร่าจนน่าขนลุก เสียงนั้นไม่ใช่เสียงที่มาจากลำคอของสิ่งมีชีวิต แต่มันคือเสียงที่ดังสะท้อนมาจากห้วงมิติอันมืดมิดที่ไร้ซึ่งแสงใดๆ แรงสั่นสะเทือนจากเสียงคำรามนั้นทำให้ต้นไม้รอบตัวสั่นคลอนอย่างรุนแรง
“เจ้ามาเพื่ออะไร?” เพลิงพิรุณตะโกนถามด้วยเสียงกังวานราวกับเสียงฟ้าผ่า เขาไม่รู้ว่าอสูรตนนี้จะเข้าใจภาษาของมนุษย์หรือไม่ แต่เขาก็ต้องถาม
อสูรตนนั้นไม่ตอบ มันเพียงกวัดแกว่งแขนอันใหญ่โตของมันราวกับจะคว้าจับอากาศ ก่อนที่มือที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีเขียวจะพุ่งตรงมายังที่ที่ปิ่นปักหลบอยู่!
“ปิ่นปัก!” เพลิงพิรุณร้องเสียงหลง เขาไม่ทันได้คิดถึงอะไรอีกแล้ว นอกจากต้องปกป้องนาง เขาพุ่งตัวออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าที่ผ่าลงมาด้วยความเร็วสูงสุด ใช้ดาบของเขาปัดป้องการโจมตีของอสูร
เคร้ง! เสียงดาบกระทบเข้ากับเกล็ดของอสูรดังสนั่นหวั่นไหว เกิดประกายไฟสีฟ้าอ่อนๆ ปะทุขึ้นมา แรงปะทะนั้นมหาศาลจนแขนของเพลิงพิรุณชาไปทั้งแถบ แต่เขาก็ยังยืนหยัดอยู่ได้
“เจ้ามิอาจแตะต้องนางได้!” เพลิงพิรุณตะโกนเสียงดัง ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีฟ้าเจิดจ้า พลังงานบางอย่างเริ่มไหลเวียนไปทั่วร่างของเขา
อสูรตนนั้นชะงักไปชั่วขณะ ราวกับประหลาดใจกับการตอบโต้ของมนุษย์ตัวเล็กๆ เบื้องหน้ามัน ก่อนที่มันจะคำรามอีกครั้ง และกวัดแกว่งแขนอีกข้างเข้าโจมตี
เพลิงพิรุณรู้ดีว่าเขาไม่สามารถยืนหยัดรับการโจมตีตรงๆ แบบนี้ได้นาน เขาจึงใช้ความคล่องแคล่วของตนเอง เคลื่อนที่หลบหลีกไปตามแรงลมและสายฝนราวกับนักเต้นที่ร่ายรำอยู่ท่ามกลางพายุ เขาพยายามหาช่องว่างเพื่อโจมตีจุดอ่อนของอสูรตนนี้
“หนีไปปิ่นปัก! ไปให้เร็วที่สุด!” เพลิงพิรุณตะโกนสั่งขณะที่เขาหลบหลีกการโจมตีอย่างฉิวเฉียด
ปิ่นปักเห็นดังนั้นก็ลังเล นางไม่สามารถทิ้งเพลิงพิรุณไว้เพียงลำพังได้ แต่เมื่อเห็นประกายตาที่มุ่งมั่นของเขา นางก็รู้ว่านี่คือคำสั่งที่นางต้องทำตาม นางกลั้นใจ หันหลังวิ่งหนีเข้าไปในป่าที่มืดมิด หวังเพียงว่าเพลิงพิรุณจะสามารถเอาตัวรอดได้
เพลิงพิรุณมองตามแผ่นหลังของปิ่นปักที่หายลับเข้าไปในความมืดมิดด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อหันกลับมาเผชิญหน้ากับอสูรอีกครั้ง ความห่วงใยนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่น เขาต้องสู้!
“มานี่สิ อสูรแห่งมิติ!” เพลิงพิรุณตะโกนท้าทาย เขากระชับดาบในมือ แสงสีฟ้าจากดวงตาของเขาก็เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ลวดลายสายฟ้าบนดาบส่องประกายราวกับมีชีวิต “พิรุณจะดับสูญเจ้า!”
ทันใดนั้น สายฟ้าสีฟ้าสดใสก็ผ่าลงมาจากฟากฟ้าโดยตรง โอบล้อมร่างของเพลิงพิรุณไว้ราวกับเป็นชุดเกราะ พลังงานอันมหาศาลแผ่กระจายออกมา ทำให้เม็ดฝนที่กระหน่ำลงมาถึงกับระเหยกลายเป็นไอ เขาเงยหน้ามองสายฟ้าที่โอบล้อมตนเองราวกับจะรวมพลังเข้าไว้ด้วยกัน
“นี่คือพลังของ... พิรุณ!” เขาตะโกน พร้อมกับพุ่งเข้าใส่ร่างมหึมาของอสูรตนนั้นด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาจะมองตามได้
การต่อสู้ที่ดุเดือดดำเนินไปท่ามกลางพายุที่ยังคงไม่ยอมสงบ เพลิงพิรุณใช้พลังที่เขาเพิ่งปลุกขึ้นมาจากการเผชิญหน้ากับอสูรตนนี้ ต่อกรกับอสูรแห่งมิติอย่างไม่ลดละ เขาโจมตีอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมาไม่ยั้ง ฝ่ายอสูรก็ตอบโต้กลับด้วยพละกำลังอันมหาศาลและพลังงานสีเขียวมรกตที่ดูน่าสะพรึงกลัว
ขณะที่เพลิงพิรุณกำลังต่อสู้อย่างสุดกำลังนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ แสงสีเขียวมรกตที่สาดส่องมาจากร่างของอสูรนั้น ไม่ใช่แค่พลังโจมตี แต่มันกำลังแทรกซึมเข้าไปในผืนดินรอบตัวเขา ราวกับจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่ผืนพิภพนี้
“ไม่!” เพลิงพิรุณอุทาน เขาเข้าใจถึงอันตรายที่แท้จริงแล้ว อสูรตนนี้ไม่ได้มาแค่เพื่อทำลายล้าง แต่มันกำลังจะเปิดทางให้สิ่งอื่นตามมาอีก!
ทันใดนั้นเอง มือข้างหนึ่งของอสูรตนนั้นก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพื่อโจมตีเพลิงพิรุณ แต่เพื่อทุบลงไปบนพื้นดินตรงหน้ามัน!
โครม! พื้นดินแยกออกเป็นวงกว้างกว่าเดิมหลายเท่า แสงสีเขียวมรกตสว่างวาบขึ้นมาจากรอยแยกนั้นอย่างรุนแรง ร่างกายของเพลิงพิรุณเซถอยหลังไปเล็กน้อย เขาตั้งใจจะโจมตีเพื่อหยุดยั้งการกระทำนั้น แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
จากรอยแยกบนพื้นดินนั้น สิ่งมีชีวิตอีกหลายรูปร่างเริ่มค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมา บางตนมีลักษณะคล้ายแมงมุมยักษ์ที่มีดวงตาหลายคู่ บางตนมีปีกเหมือนค้างคาวขนาดมหึมา และบางตนก็มีรูปร่างที่บิดเบี้ยวผิดเพี้ยนจนเกินกว่าจะอธิบายได้ ทั้งหมดล้วนมีแสงสีเขียวมรกตเรืองรองอยู่รอบตัว
“นี่มัน... ไม่ใช่แค่อสูรตนเดียว” เพลิงพิรุณกัดฟันแน่น รู้สึกได้ถึงความสิ้นหวังที่เริ่มคืบคลานเข้ามา เขามองไปยังทิศทางที่ปิ่นปักวิ่งหนีไปอย่างเป็นห่วง
“นางต้องปลอดภัย” เขาปลอบใจตัวเอง “ข้าต้องสู้ต่อ”
แต่เมื่อเขากลับมามองยังร่างของอสูรตนแรกที่ยืนคุมเชิงอยู่เหนือรอยแยกนั้น ดวงตาที่ว่างเปล่าของมันก็หันมามองเขา ราวกับกำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่าง
“แล้ว... ข้าเล่า?” เพลิงพิรุณพึมพำกับตัวเอง “ข้าจะสู้ต่อไปอย่างไร?”
สายฟ้ายังคงฟาดเปรี้ยงปรายไปทั่วผืนป่า แต่ความมืดมิดที่แท้จริงกำลังจะคืบคลานเข้ามา...

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก