ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง

ตอนที่ 3 — แสงดาวนำทาง: สุ้มเสียงแห่งโชคชะตา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 983 คำ

ท่ามกลางสายฟ้าฟาดที่โหมกระหน่ำจนผืนป่าราวกับถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ เพลิงพิรุณ นักดาบหนุ่มผู้มีแววตาคมปลาบราวกับประกายสายฟ้าในยามที่เขาปลดปล่อยพลัง กระชากมือของปิ่นปักเข้ามาแนบกายแน่นยิ่งกว่าเดิม เสียงลมที่คำรามราวกับเสียงอสูรร้ายพยายามพรากพาเธอไปจากอ้อมแขนของเขา แต่เขายืนหยัดมั่นคง ประหนึ่งภูผาที่ต้านทานพายุ

“อย่าปล่อยมือข้า!” เสียงปิ่นปักขาดห้วงด้วยแรงลม ‌แต่แววตาของเธอยังคงฉายประกายแห่งความหวัง มองมาที่เพลิงพิรุณอย่างไว้วางใจ

เพลิงพิรุณไม่ตอบ เพียงแต่เบิกเนตรมองไปยังเบื้องหน้า ลมพายุและสายฝนไม่อาจทำให้เขาหวั่นไหว สายตาของเขามุ่งตรงไปยังเงาดำทะมึนที่กำลังคืบคลานเข้ามาจากความมืดมิดของผืนป่า เงาเหล่านั้นไม่ได้มีรูปร่างที่ชัดเจนนัก แต่สัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายที่แผ่ออกมา มันกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า ​แต่เปี่ยมด้วยพลังอำมหิต

“พวกมันมาแล้ว” เพลิงพิรุณเอ่ยเสียงเรียบ แต่หนักแน่น แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ยากจะปฏิเสธ

“พวกไหนหรือเพลิงพิรุณ?” ปิ่นปักถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แม้จะพยายามเข้มแข็ง แต่สภาวะรอบตัวก็ชวนให้หวาดหวั่น

“สิ่งมีชีวิตแห่งความมืด” เพลิงพิรุณตอบพลางปลดเปลื้องผ้าคลุมที่เปียกชุ่มออก ‍เผยให้เห็นชุดนักรบสีดำสนิทที่แนบกาย มันดูเหมือนจะกลืนกินแสงสว่างรอบตัว “พวกมันถูกดึงดูดมายังพลังงานบางอย่างที่กำลังจะตื่นขึ้น”

“พลังงาน… อะไรหรือ?”

“บางสิ่งที่สำคัญต่อโลกใบนี้… และเป็นเป้าหมายของพวกมัน” เพลิงพิรุณพยายามอธิบายให้เธอเข้าใจเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ต้องการให้เธอตระหนกจนเกินไป

ทันใดนั้น เสียงคำรามที่ต่ำลึกก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า ‌ไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ป่าธรรมดา แต่เป็นเสียงที่เกิดจากความอาฆาตแค้นและความกระหายที่ไร้ที่สิ้นสุด เงาสองสามเงาก็ปรากฏตัวขึ้นช้าๆ จากความมืด พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่ผอมเกร็ง ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำราวกับถ่านเพลิงที่กำลังจะมอดไหม้ มือที่ยาวเรียวเปราะบาง ‍แต่ปลายนิ้วแหลมคมราวกับกรงเล็บ

“อสูรเงา…” ปิ่นปักพึมพำ ชื่อที่เธอเคยได้ยินจากตำนานเก่าแก่

“ใช่” เพลิงพิรุณพยักหน้า “แต่ไม่ใช่พวกกระจอกตามชายป่า พวกนี้คืออสูรเงาชั้นสูง สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งสายฟ้า… น่าจะมาจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น”

เขาค่อยๆ ​ดึงมือของปิ่นปักออกเล็กน้อย แต่ยังคงประคองเธอไว้ใกล้ๆ พลางก้าวเท้าไปข้างหน้าเล็กน้อย เป็นการแสดงเจตจำนงที่จะปกป้อง

“เจ้าถอยไปอยู่ข้างหลังข้า” เพลิงพิรุณสั่งเสียงเข้ม

“ไม่” ปิ่นปักตอบทันควัน “ข้าจะอยู่ที่นี่กับท่าน”

“อย่าประมาท”

“ข้าไม่ได้ประมาท แต่ข้าไม่เคยปล่อยให้คนที่ข้ารักต้องเผชิญหน้ากับอันตรายเพียงลำพัง” ​คำพูดของเธอหนักแน่น จนเพลิงพิรุณถึงกับชะงักเล็กน้อย เขาหันมาสบตาเธออย่างประหลาดใจ

“เจ้า… รู้ได้อย่างไร?”

“ข้ารู้สึกได้… ในใจของข้า” ปิ่นปักตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ แม้จะยังมีความกังวล แต่แววตากลับฉายประกายแห่งความกล้าหาญที่น่าทึ่ง

เพลิงพิรุณมองเข้าไปในดวงตาของเธอ ​เขาเห็นบางสิ่งบางอย่างที่มากกว่าความหวาดกลัว เห็นถึงความรักและความห่วงใยที่บริสุทธิ์ ความรู้สึกนี้ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“ถ้าอย่างนั้น… จงยืนเคียงข้างข้า” เพลิงพิรุณเอ่ยน้ำเสียงอ่อนโยนลงเล็กน้อย พร้อมกับคว้ามือของเธออีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการประสานมือกันอย่างมั่นคง

อสูรเงาทั้งสามตัวเริ่มแยกวงเข้ามาใกล้ เสียงลมที่กระโชกแรงขึ้น ราวกับจะพัดพาทุกสิ่งทุกอย่างให้ปลิวหายไป ดวงตาเรืองแสงสีแดงของพวกมันจ้องมองมาที่ทั้งคู่ราวกับเหยื่ออันโอชะ

“พวกเจ้ากำลังเล่นกับไฟ” เพลิงพิรุณกล่าวเสียงเย็นยะเยือก “แต่ไฟที่แท้จริง… ไม่ได้มีเพียงเท่าที่พวกเจ้าเห็น”

ทันใดนั้น เขาก็ปลดปล่อยพลังบางอย่างออกมา มือข้างหนึ่งที่จับมือปิ่นปักไว้ยังคงมั่นคง ส่วนอีกข้างหนึ่งค่อยๆ ยกขึ้น ปลายนิ้วเรียวสวยเริ่มมีประกายสีฟ้าอ่อนๆ สว่างวาบขึ้นมา มันเป็นแสงที่อ่อนโยน ไม่ได้ดุดันเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้า แต่แฝงไว้ด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์

“นี่คือ… พลังของสายฟ้า?” ปิ่นปักอุทานด้วยความตกตะลึง

“นี่คือ… สายฟ้าที่ถูกกลั่นกรอง” เพลิงพิรุณอธิบาย “เป็นพลังที่ข้าได้รับมอบหมายมา”

ประกายสีฟ้าอ่อนๆ ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ มันเริ่มไล่ขับไล่ความมืดมิดรอบตัว พวกอสูรเงาที่เคยฮึกเหิมก็เริ่มมีอาการถอยกรูดเล็กน้อย ราวกับจะถูกแสงสว่างนั้นเผาไหม้

“พวกเจ้าไม่เข้าใจ… พลังที่กำลังจะตื่นขึ้น… ไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะควบคุมได้” เพลิงพิรุณกล่าวพลางปลายนิ้วที่สว่างไสวก็เริ่มหมุนวนเป็นวงเล็กๆ

“แต่… เจ้าจะสู้กับพวกมันได้อย่างไร?” ปิ่นปักถาม พลังของเพลิงพิรุณนั้นน่าทึ่ง แต่ศัตรูก็ดูร้ายกาจไม่น้อย

“ข้าไม่ได้จะสู้… ด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว” เพลิงพิรุณยิ้มบางๆ “ข้าจะใช้ ‘เสียง’ ของมัน”

“เสียง?”

“ใช่… เสียงแห่งโชคชะตา… เสียงที่จะนำทาง… และขับไล่ความมืด”

ขณะที่เพลิงพิรุณกล่าวจบ ประกายสีฟ้าอ่อนๆ ที่ปลายนิ้วของเขาก็พลันระเบิดออกเป็นแสงสีขาวนวลตา แสงนั้นสว่างจ้าจนทำให้เหล่าอสูรเงาต้องหรี่ตาลง พวกมันคำรามด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะเข้าใกล้

แล้วเสียงเพลงที่แผ่วเบาแต่ไพเราะราวกับเสียงกระซิบของสายลมก็ดังขึ้น มันไม่ได้มาจากลำคอของเพลิงพิรุณ แต่มาจากรอบกายของเขา ราวกับว่าผืนป่าทั้งป่ากำลังขับขานบทเพลงแห่งแสงสว่าง

เสียงเพลงนั้นค่อยๆ ดังขึ้น ชัดเจนขึ้น และทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่แค่เสียงดนตรี แต่เป็นเสียงที่สามารถสัมผัสได้ถึงโชคชะตา เสียงที่สามารถเยียวยาจิตใจ และขับไล่สิ่งชั่วร้าย

เหล่าอสูรเงาร้องเสียงแหลมโหยหวน พวกมันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ราวกับว่าเสียงเพลงนั้นกำลังเผาไหม้ดวงวิญญาณของพวกมัน แสงสีขาวนวลตาที่แผ่ออกมาจากเพลิงพิรุณก็ยิ่งสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ขับไล่เงาที่มืดมิดออกไปทีละน้อย

“นี่มัน… ไม่ใช่แค่เพลง… มันคือ… คำสาป!” อสูรเงาตัวหนึ่งส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว

“นี่คือ… การปลดปล่อย!” เพลิงพิรุณตอบ ดวงตาของเขาสะท้อนประกายสีฟ้าอ่อนๆ

เสียงเพลงแห่งโชคชะตาค่อยๆ ขับไล่เหล่าอสูรเงาให้ถอยร่น พวกมันกรีดร้องโหยหวนอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในความมืดมิดของผืนป่า เหลือเพียงเสียงลมที่ยังคงพัดแรงและสายฝนที่ยังคงโปรยปราย

เมื่อเงาเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว เพลิงพิรุณก็ค่อยๆ ดึงพลังที่แผ่ออกมากลับคืน แสงสว่างสีขาวนวลตาก็หรี่ลง เหลือเพียงประกายสีฟ้าอ่อนๆ ที่ปลายปลายนิ้วของเขา

“พวกเขาไปแล้ว” ปิ่นปักกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงแผ่วเบา

“ใช่… ชั่วคราว” เพลิงพิรุณตอบ พลางปล่อยมือของเธอออก เขาก้มลงมองฝ่ามือของตัวเอง ที่ยังมีประกายสีฟ้าอ่อนๆ สว่างไสวอยู่

“เมื่อกี้… มันคืออะไรกันแน่?” ปิ่นปักถาม

“มันคือ… พลังแห่งการนำทาง” เพลิงพิรุณอธิบาย “เมื่อถึงเวลา… พลังงานบางอย่างจะถูกปลุกขึ้นมา… และสิ่งชั่วร้ายก็จะพยายามเข้ามาครอบครอง… ข้าต้องใช้พลังนี้… เพื่อปกป้องมัน”

“แล้ว… พลังงานนั้นคืออะไร?”

เพลิงพิรุณเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจางๆ เมฆดำทะมึนเริ่มคลี่คลายออก เผยให้เห็นดวงดาวที่ยังคงระยิบระยับอยู่บนฟากฟ้า

“ดวงดาว… ที่กำลังจะปรากฏขึ้น… นั่นแหละ… คือสิ่งที่กำลังจะตื่นขึ้น”

เขาหันมามองปิ่นปัก ดวงตาของเขามีประกายบางอย่างที่ลึกล้ำ ยากจะหยั่งถึง “และ… เจ้า… ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันเช่นกัน”

คำพูดของเขาทำให้ปิ่นปักประหลาดใจ เธอไม่เข้าใจเลยว่าเธอจะเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติเช่นนี้ได้อย่างไร

“ข้า… หรือ?”

“ใช่” เพลิงพิรุณพยักหน้า “โชคชะตา… ได้ถักทอพวกเราเข้าด้วยกันแล้ว… ทั้งเจ้า… และพลังที่กำลังจะตื่นขึ้น… และข้า… คือผู้ที่จะต้องปกป้องทุกสิ่ง”

เขามองไปยังผืนป่าที่เริ่มสงบลง แต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความตึงเครียดบางอย่างที่แฝงเร้นอยู่

“การเดินทางของเรา… เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น… ปิ่นปัก”

สายตาของเพลิงพิรุณจับจ้องไปยังทิศทางหนึ่ง ราวกับมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไกลเกินกว่าที่มนุษย์ทั่วไปจะมองเห็นได้ แสงดาวที่เริ่มส่องประกายเจิดจ้าขึ้นบนท้องฟ้า ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณบางอย่างที่กำลังจะนำพาพวกเขาไปสู่สิ่งที่ไม่เคยคาดฝัน

บทสรุปของตอนนี้จะจบลงด้วยการที่เพลิงพิรุณและปิ่นปักยืนอยู่ท่ามกลางผืนป่าที่เพิ่งสงบลงจากการต่อสู้ แสงดาวเริ่มปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณถึงพลังงานที่กำลังจะตื่นขึ้น โดยมีปิ่นปักเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ ทำให้เกิดคำถามที่น่าติดตามว่าพลังงานนั้นคืออะไร และชะตากรรมของทั้งสองจะเป็นอย่างไรต่อไป

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!