ท่ามกลางม่านฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย สายฟ้ายังคงฟาดเปรี้ยงปร้างเป็นระยะ ราวกับธรรมชาติกำลังสำแดงเดชอันเกรี้ยวกราด เพลิงพิรุณกระชับอ้อมแขนที่โอบรอบร่างบอบบางของปิ่นปักให้แน่นขึ้น พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้ ท่ามกลางสายฟ้าฟาดที่โหมกระหน่ำ พระเอกในร่างมนุษย์คว้ามือปิ่นปักไว้แน่น พร้อมเผชิญหน้ากับความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
“ปิ่นปัก เจ้าไม่เป็นอะไรนะ” เสียงทุ้มแหบพร่าของเพลิงพิรุณดังแทรกผ่านเสียงลมและฝน มืออีกข้างของเขาประคองใบหน้าที่เปียกชื้นของหญิงสาว ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แม้ภายนอกจะดูราวกับมนุษย์ทั่วไป แต่ภายใต้ร่างนั้นคือพลังแห่งมหาเทพที่กำลังเดือดพล่านพร้อมจะปกป้อง
ปิ่นปักสั่นสะท้าน เธอซบหน้าลงกับอกของเพลิงพิรุณ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากกายของเขา มันเป็นความอบอุ่นที่แตกต่างจากที่เคยได้รับจากมนุษย์ทั่วไป ราวกับเป็นเปลวไฟที่โอบล้อมเธอไว้จากความหนาวเย็นของพายุ “ท่านเพลิง... ข้า... ข้าไม่เป็นอะไร” เสียงของเธอแผ่วเบาแทบจะกลืนหายไปกับเสียงฟ้าคะนอง
“ดีแล้ว” เพลิงพิรุณพึมพำ เขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวนั้นดังมาจาก เงาตะคุ่มกำลังก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางแสงฟ้าแลบที่สว่างวาบเป็นพักๆ มันไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วไปแน่นอน พลังงานอันชั่วร้ายกำลังแผ่ออกมาอย่างชัดเจน
“นั่นคืออะไรกันคะท่านเพลิง” ปิ่นปักเงยหน้าขึ้นถาม ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เมื่อเห็นเงาเหล่านั้นเริ่มปรากฏรูปร่างชัดเจนขึ้น เป็นรูปร่างคล้ายอสูรกายขนาดมหึมา ลำตัวดำทะมึนเหมือนแร่เหล็ก มีดวงตาสีแดงฉานราวกับถ่านเพลิงที่กำลังลุกไหม้
“อสูรแห่งพายุ” เพลิงพิรุณตอบเสียงเย็น “พวกมันถูกดึงดูดมาโดยพลังงานที่ผิดปกติในผืนป่าสนธยาแห่งนี้” เขากระชับมือที่กุมมือปิ่นปักไว้ให้แน่นขึ้น ราวกับจะถ่ายทอดพลังงานแห่งความมั่นคงให้กับเธอ “แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
ขณะที่เขาพูด สายฟ้าก็ฟาดลงมาอีกครั้ง คราวนี้ใกล้เข้ามาจนแทบจะมองเห็นประกายไฟระยิบระยับบนพื้นดิน แสงสว่างวาบนั้นเผยให้เห็นร่างของอสูรกายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น มันมีขนาดมหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อม ร่างกายถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำขลับที่สะท้อนแสงฟ้าแลบวูบวาบ ปีกทั้งสองข้างกางออกกว้างราวกับจะบดบังท้องฟ้า ดวงตาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟสีแดงฉานจ้องมองมายังพวกเขาด้วยความอาฆาต
“ท่านจะสู้กับมันอย่างไรคะ” ปิ่นปักถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เธอไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตใดน่ากลัวเท่านี้มาก่อน
เพลิงพิรุณยิ้มบางๆ “ข้าไม่ใช่แค่ชายหนุ่มธรรมดาอย่างที่เจ้าเห็นหรอกนะ ปิ่นปัก” เขาปล่อยมือข้างหนึ่งออก แล้วยกขึ้นช้าๆ มือของเขากลายเป็นประกายแสงสีน้ำเงินเข้มระยิบระยับ ราวกับถูกรวมเข้ากับสายฟ้าที่กำลังฟาดลงมา “ข้าคือผู้ที่ถูกเลือก”
ทันใดนั้น พลังงานอันมหาศาลก็ปะทุออกมาจากร่างของเพลิงพิรุณ แสงสีน้ำเงินเข้มสว่างจ้าจนแทบจะกลืนกินความมืดมิดของพายุ ประกายแสงเหล่านั้นไม่ได้ทำให้ปิ่นปักรู้สึกแสบตา แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ราวกับแสงสว่างที่นำทางเธอออกจากความมืดมิด
“นี่มัน... พลังอะไรกันคะ” ปิ่นปักอุทานด้วยความตกตะลึง เธอมองเห็นเส้นสายของพลังงานสีฟ้าอ่อนๆ ที่กำลังไหลเวียนไปทั่วร่างของเพลิงพิรุณ เส้นสายเหล่านั้นดูเหมือนเส้นเลือดที่กำลังเต้นระบำไปตามจังหวะของพายุ
“พลังแห่งสายฟ้า” เพลิงพิรุณตอบ ดวงตาของเขากลายเป็นประกายสีน้ำเงินเข้ม “ข้าคือผู้ที่สามารถควบคุมมันได้”
อสูรกายแห่งพายุส่งเสียงคำรามกึกก้อง มันไม่เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตใดที่มีพลังอำนาจเท่านี้มาก่อน มันไม่เข้าใจว่าทำไมพลังงานที่ควรจะควบคุมมันได้ กลับกลายเป็นสิ่งที่ต่อต้านมันเสียเอง
“เจ้ากล้าดียังไงมาขวางทางข้า” เสียงของอสูรกายนั้นดังราวกับเสียงฟ้าผ่า มันสั่นสะเทือนไปทั่วผืนป่า
“เจ้าต่างหากที่กล้าดียังไงมาบุกรุกอาณาเขตของข้า” เพลิงพิรุณสวนกลับ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจที่มิอาจปฏิเสธได้ “ผืนป่าแห่งนี้คือที่ที่ข้าต้องปกป้อง”
ว่าแล้ว เขาก็หมุนข้อมือเบาๆ แสงสีน้ำเงินเข้มที่อยู่รอบตัวเขาก็รวมตัวกันเป็นลำแสงทรงพลัง พุ่งตรงไปยังอสูรกายแห่งพายุ ลำแสงนั้นรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับสายฟ้าที่ถูกยิงออกมาจากสวรรค์
อสูรกายแห่งพายุพยายามหลบหลีก แต่มันก็ไม่สามารถหนีพ้นลำแสงแห่งพลังงานนั้นไปได้เต็มที่ ลำแสงสีน้ำเงินเข้มเฉี่ยวเข้าที่ปีกข้างหนึ่งของมัน เกิดเสียงฉีกขาดอันน่าสยดสยอง อสูรกายร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“เป็นไงล่ะ” เพลิงพิรุณยิ้มอย่างผู้ชนะ “พลังของข้าไม่ใช่สิ่งที่จะมาต่อกรด้วยได้ง่ายๆ”
“ไม่จริง... เป็นไปไม่ได้” อสูรกายแห่งพายุตะโกนก้อง พลังของมันเริ่มอ่อนแรงลง สายฟ้าที่เคยฟาดเปรี้ยงปร้างก็เริ่มแผ่วเบาลง “ข้าจะกลับมา... เจ้าไม่มีทางหนีพ้น!”
ว่าแล้ว มันก็พยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ กางปีกที่ยังเหลืออยู่ แล้วทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆดำมืด มันหายลับไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงเสียงคำรามที่ยังคงก้องกังวานอยู่เบาๆ
เมื่ออสูรกายจากไป พายุที่โหมกระหน่ำก็เริ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว เมฆดำที่ปกคลุมท้องฟ้าเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นแสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมาบนพื้นป่าที่เปียกชื้น หยาดฝนที่เคยเทกระหน่ำก็กลายเป็นเพียงละอองฝนที่โปรยปรายเบาๆ
ปิ่นปักยังคงยืนนิ่งอึ้ง เธอมองเพลิงพิรุณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความเคารพ เธอไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชายหนุ่มที่เธอเพิ่งรู้จัก จะมีความสามารถอันน่าทึ่งถึงเพียงนี้
“ท่าน... ท่านคือใครกันแน่คะ” เธอถามเสียงแผ่วเบา
เพลิงพิรุณคลายอ้อมแขนออก เขาเดินเข้าไปหาเธออีกครั้ง รอยยิ้มที่อบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า “ข้าบอกเจ้าแล้วไง ว่าข้าไม่ใช่แค่ชายหนุ่มธรรมดา” เขาโน้มตัวลงมา กระซิบข้างหูเธอ “ข้าคือมหาเทพจำแลง”
คำพูดนั้นทำให้ปิ่นปักยิ่งตกตะลึงเข้าไปอีก มหาเทพจำแลง? นี่มันเรื่องราวในตำนานชัดๆ!
“แต่... แต่ทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่” เธอถาม พยายามรวบรวมสติ “แล้วทำไมอสูรตนนั้นถึงปรากฏตัวขึ้น”
“ข้าอยู่ที่นี่เพื่อทำหน้าที่” เพลิงพิรุณตอบ ดวงตาของเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของปิ่นปัก “และอสูรตนนั้น... พวกมันถูกดึงดูดมาโดย ‘บางสิ่ง’ ที่อยู่ในตัวเจ้า”
คำพูดนั้นทำให้ปิ่นปักตัวแข็งทื่อ “ในตัวข้า? หมายความว่าอย่างไรคะ”
เพลิงพิรุณกุมมือของเธอไว้เบาๆ “อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ปิ่นปัก” เขาพยายามปลอบโยน “ข้าจะอธิบายทุกอย่างให้เจ้าฟังในภายหลัง ตอนนี้... เราควรจะหาที่พักก่อน พายุเพิ่งจะสงบลง ยังมีอันตรายอีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในผืนป่าสนธยาแห่งนี้”
เขาเดินนำปิ่นปักไปยังทิศทางหนึ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ปิ่นปักยังคงเดินตามเขาไปอย่างงุนงง แต่ในใจเธอกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่ความกลัวอีกต่อไป แต่มันคือความสงสัยใคร่รู้ และความรู้สึกบางอย่างที่บอกเธอว่า ชีวิตของเธอหลังจากนี้ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไป จู่ๆ ก็มีเสียงแว่วมาจากพุ่มไม้ด้านหน้า “ถอยไปซะ! อย่ามายุ่งกับเรา!”
เพลิงพิรุณชะงัก เขาหันไปมองยังทิศทางของเสียงนั้น ปิ่นปักก็ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ เขา
“ใครน่ะ” เพลิงพิรุณถามเสียงดัง
เงาตะคุ่มอีกกลุ่มหนึ่งค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากในพุ่มไม้ พวกเขาเป็นกลุ่มนักเดินทาง ดูเหมือนจะกำลังตกอยู่ในอันตรายบางอย่าง ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“พวกเจ้าเป็นใคร” เพลิงพิรุณถามอีกครั้ง
หัวหน้ากลุ่มนักเดินทาง หรือชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำ ชี้มาที่เพลิงพิรุณและปิ่นปักด้วยท่าทีไม่ไว้ใจ “พวกเจ้าเข้ามาทำอะไรในที่แห่งนี้! เราไม่ต้องการความยุ่งยาก!”
เพลิงพิรุณขมวดคิ้ว “พวกเราก็แค่ผ่านมา” เขาตอบ “แล้วพวกเจ้าล่ะ กำลังเจอกับอะไรอยู่”
ชายหนุ่มผู้นำกลุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “เรากำลังถูกตามล่า” เขาพูดเสียงเบา “พวกมัน... พวกมันไม่ใช่คนธรรมดา”
“ใครกำลังตามล่าพวกเจ้า” ปิ่นปักถามด้วยความสงสัย
“พวกของเงา” ชายหนุ่มผู้นำกลุ่มตอบ “พวกมันปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อคืนนี้ และคอยตามล่าพวกเราไม่หยุดยั้ง”
เพลิงพิรุณมองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มผู้นำกลุ่มชี้ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอันชั่วร้ายบางอย่างที่กำลังแผ่ออกมาอย่างแผ่วเบา มันไม่ใช่พลังของอสูรกายแห่งพายุ แต่เป็นพลังที่แตกต่างออกไป มันมีความเย็นยะเยือกและซ่อนเร้น
“พวกของเงาอย่างนั้นเหรอ” เพลิงพิรุณพึมพำกับตัวเอง “นี่มันเริ่มจะยุ่งยากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ”
เขากวาดสายตาไปมองปิ่นปัก แล้วกลับมามองกลุ่มนักเดินทาง “พวกเจ้าตามเรามา เราจะพาพวกเจ้าไปที่ปลอดภัย”
กลุ่มนักเดินทางมองหน้ากันไปมาด้วยความไม่แน่ใจ แต่เมื่อเห็นแววตาอันแน่วแน่ของเพลิงพิรุณ พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะเชื่อเขา
“ขอบคุณมาก” ชายหนุ่มผู้นำกลุ่มกล่าว “ถ้าไม่มีพวกเจ้า... พวกเราคงแย่แน่”
เพลิงพิรุณเพียงพยักหน้า เขากระชับมือของปิ่นปักอีกครั้ง “เตรียมตัวให้พร้อมนะ ปิ่นปัก” เขาพูดเสียงเบา “อันตรายที่แท้จริง... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น”
เขาหันหลังกลับ แล้วก้าวเดินนำหน้าไป กลุ่มนักเดินทางก็เดินตามมาติดๆ ปิ่นปักเดินเคียงข้างเพลิงพิรุณ หัวใจของเธอเต้นระรัว เธอไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอพวกเขาอยู่ข้างหน้า แต่เธอรู้เพียงสิ่งเดียว คือเธอจะอยู่เคียงข้างเขา
ความเงียบกลับมาปกคลุมผืนป่าสนธยาอีกครั้ง แต่คราวนี้ มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข แต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ราวกับจะบอกใบ้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้กว่าเดิม…

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก