ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง

ตอนที่ 10 — พายุคลั่ง ปฐมบทแห่งการเปิดเผย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,086 คำ

ท่ามกลางม่านฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย สายฟ้ายังคงฟาดเปรี้ยงปร้างเป็นระยะ ราวกับธรรมชาติกำลังสำแดงเดชอันเกรี้ยวกราด เพลิงพิรุณกระชับอ้อมแขนที่โอบรอบร่างบอบบางของปิ่นปักให้แน่นขึ้น พร้อมกับขยับเข้าไปใกล้ราวกับจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ความหนาวเหน็บของลมฝนไม่ได้สัมผัสถึงกายของปิ่นปักเสียเท่าไรนัก เพราะไออุ่นจากร่างของเพลิงพิรุณที่โอบประคองเธออยู่ อ้อมแขนแกร่งนั้นเป็นดั่งกำแพงที่แข็งแกร่งที่สุด ‌ป้องกันเธอจากทุกสิ่ง

“อีกไม่นาน ฝนคงจะซา” เสียงทุ้มลึกของเพลิงพิรุณดังขึ้นข้างใบหูของปิ่นปัก แม้จะแผ่วเบา ทว่ากลับมีความมั่นคงแฝงอยู่ ราวกับคำมั่นสัญญาที่เขาจะรักษาไว้

ปิ่นปักซบหน้ากับอกของเพลิงพิรุณ สูดกลิ่นกายที่หอมอ่อนๆ เย็นสบาย ​ผสมผสานกับกลิ่นดิน กลิ่นฝน เธอรู้สึกถึงแรงเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอของเขา เป็นจังหวะที่ปลอบประโลมจิตใจที่กำลังหวาดหวั่น “ข้า... ข้าไม่เคยเจอพายุที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อนเลย”

“ธรรมชาติย่อมมีฤทธิ์เดชของมัน” เพลิงพิรุณตอบ เสียงของเขายังคงสงบนิ่ง ‍“แต่ทุกอย่างย่อมผ่านไปเสมอ”

สายตาคมกริบของเพลิงพิรุณกวาดมองไปรอบบริเวณ ท่ามกลางแสงวาบของสายฟ้าที่สาดส่องเป็นครั้งคราว เขาเห็นเงาตะคุ่มเคลื่อนไหวอยู่ริมป่า เงาเหล่านั้นไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา แต่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ทว่าใหญ่โตและผิดรูปผิดร่าง ความรู้สึกถึงอันตรายแผ่ซ่านขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ

“เตรียมตัวให้ดี” ‌เพลิงพิรุณกระซิบเสียงต่ำ “มีบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามา”

“อะไรหรือเพลิงพิรุณ?” ปิ่นปักเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาฉายแววหวาดหวั่น

“ศัตรู” เขาตอบสั้นๆ พลางผละออกจากเธอเล็กน้อย เพื่อให้เธอได้เห็นทัศนียภาพรอบตัวชัดขึ้น ‍“พวกเขาอาจจะเข้ามาในตอนที่ทุกคนอ่อนแอที่สุด”

เงาเหล่านั้นเริ่มขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของพวกมันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ มีพละกำลังมหาศาลที่สัมผัสได้ผ่านแรงสั่นสะเทือนที่พื้นดิน ดวงตาของพวกมันเรืองแสงสีแดงฉานน่ากลัว สัตว์ร้ายในตำนานที่ปิ่นปักเคยได้ยินเพียงในนิทาน เรื่องเล่า บัดนี้กลับปรากฏต่อหน้าต่อตา

“พวกมันคือ... ปีศาจ” ​ปิ่นปักเอ่ยเสียงสั่นพร่า

“ใช่” เพลิงพิรุณยืนขึ้นเต็มความสูง ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปราย ร่างกายกำยำของเขาดูราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากพายุ เขาไม่แสดงท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ดวงตาของเขากลับทอประกายแห่งความมุ่งมั่นดุจสายฟ้า

“เจ้าอยู่ในนี้อย่างปลอดภัย” เพลิงพิรุณหันมาพูดกับปิ่นปัก ​“ข้าจะจัดการพวกมันเอง”

“ไม่!” ปิ่นปักรีบคว้าแขนเสื้อของเขาไว้แน่น “ข้าจะไปด้วย”

“ปิ่นปัก เจ้าไม่เข้าใจ” เพลิงพิรุณพยายามคลายมือเธอออก “นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาเกี่ยวข้อง”

“แล้วใครเล่าที่จะมาเกี่ยวข้อง?” ปิ่นปักเชิดหน้าขึ้น ใบหน้าของเธอเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ​แต่ดวงตาของเธอฉายแววเด็ดเดี่ยว “บ้านเมืองของเรากำลังถูกคุกคาม ผู้คนของเรากำลังตกอยู่ในอันตราย ข้าไม่ใช่สตรีที่อ่อนแอจนต้องหลบซ่อน”

เพลิงพิรุณมองเข้าไปในดวงตาของปิ่นปัก เขาเห็นความกล้าหาญที่ส่องประกายออกมา ไม่ใช่เพียงความกลัว แต่เป็นความเสียสละและความรับผิดชอบ เขายอมรับว่าเขาประเมินเธอต่ำไป

“ถ้าเจ้ายืนกรานเช่นนั้น” เพลิงพิรุณถอนหายใจเบาๆ “จงอยู่ใกล้ข้าเสมอ เข้าใจไหม? อย่าได้ก้าวออกไปไหนเด็ดขาด”

“ข้าสัญญา” ปิ่นปักกล่าวอย่างหนักแน่น

เสียงคำรามกึกก้องดังมาจากทิศทางของป่า ร่างกายของพวกปีศาจปรากฏตัวออกมาจากเงามืดอย่างสมบูรณ์ พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่แขนขายาวผิดปกติ ผิวหนังของพวกมันมีสีเขียวคล้ำเหมือนตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามโขดหิน มีเขี้ยวแหลมคมยื่นยาวออกมาจากริมฝีปาก ดวงตาที่ลุกไหม้ด้วยไฟสีแดงราวกับถ่านเพลิง

“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวดังขึ้นจากหมู่บ้านที่อยู่ห่างออกไป ชาวบ้านเริ่มวิ่งหนีกันอลหม่าน ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ

เพลิงพิรุณก้าวออกมาข้างหน้า ยืนประจันหน้ากับพวกปีศาจที่กำลังรุกคืบเข้ามา “ถอยไปเสีย เจ้าพวกอสูรกาย!” เสียงของเขาดังก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง

ปีศาจตนหนึ่งที่ดูเหมือนหัวหน้าพวกมัน ยืดตัวสูงขึ้นกว่าตัวอื่น มันหัวเราะเสียงแหบพร่า “มนุษย์ผู้โง่เขลา เจ้าคิดว่าเจ้าจะหยุดพวกเราได้หรือ? พลังแห่งความมืดกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง!”

“พลังแห่งความมืดจะไม่มีวันมีชัยเหนือแสงสว่าง” เพลิงพิรุณกล่าวตอบ ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังพวกปีศาจอย่างไม่เกรงกลัว

ทันใดนั้น เพลิงพิรุณก็ยกมือขึ้น ปลายนิ้วของเขาส่องประกายสีฟ้าอ่อนๆ ราวกับแสงหิ่งห้อยในคืนเดือนเพ็ญ เขาเพ่งสมาธิ และในพริบตาเดียว ลำแสงสีฟ้าก็พุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา พุ่งเข้าใส่ปีศาจตนหนึ่งอย่างแม่นยำ

“พรึ่บ!”

ลำแสงนั้นไม่ได้มีลักษณะเหมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมาจากฟากฟ้า แต่มีความอ่อนโยนและอบอุ่นกว่า มันพุ่งเข้าใส่ร่างของปีศาจตนนั้น และเมื่อสัมผัสถูก ร่างของปีศาจก็เริ่มสลายกลายเป็นละอองสีดำที่ปลิวไปกับสายลม

“อะไรนะ!?” ปีศาจตนอื่นๆ ส่งเสียงร้องอย่างตกตะลึง

ปิ่นปักมองภาพนั้นด้วยความตะลึงงัน เธอไม่เคยเห็นพลังเช่นนี้มาก่อน มันไม่ใช่พลังของมนุษย์ธรรมดา แต่เป็นพลังที่เหนือกว่านั้น ราวกับเทพเจ้า

“เจ้า... เจ้าคือใครกันแน่?” หัวหน้าปีศาจเงยหน้ามองเพลิงพิรุณ ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดกลัว

เพลิงพิรุณเพียงยิ้มมุมปาก “คนที่เจ้าไม่ควรยุ่งเกี่ยว”

เขากระชับมือที่กำแน่น และในชั่วพริบตา ร่างกายของเขาก็พลันเปล่งประกายสีฟ้าสว่างจ้าออกมา แสงนั้นสว่างกว่าสายฟ้าที่ฟาดลงมาเสียอีก มันสว่างไสวจนบดบังแสงทุกสิ่งรอบตัว ปิ่นปักต้องยกมือขึ้นมาบังตา

“อ๊ากกก!” เสียงร้องโหยหวนของพวกปีศาจดังขึ้น เมื่อแสงนั้นสาดส่องมาถึง พวกมันพยายามเอามือปัดป้อง แต่ไม่เป็นผล ร่างกายของพวกมันเริ่มสลายไปทีละน้อย ราวกับถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงแห่งแสงสว่าง

“นี่มัน... เป็นไปได้อย่างไร!” หัวหน้าปีศาจร้องด้วยความสิ้นหวัง

เพลิงพิรุณก้าวเดินต่อไป ท่ามกลางแสงสว่างที่แผ่กระจายออกไปจากตัวเขา ร่างกายของเขาดูราวกับถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากแสงสว่างบริสุทธิ์ เมื่อเขาเคลื่อนไหว สายฟ้าสีฟ้าก็พาดผ่านไปรอบๆ ตัวเขาอย่างอ่อนโยน ไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพลังอันมหาศาล

“ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง” เพลิงพิรุณประกาศก้อง เสียงของเขาดังก้องไปทั่วผืนดิน “และไม่มีที่ว่างสำหรับความมืดในโลกนี้!”

เมื่อเขาพูดจบ เขาก็ยกมือขึ้นสูงอีกครั้ง และคราวนี้ ลำแสงสีฟ้าก็พุ่งออกมาจากฝ่ามือของเขาอย่างรวดเร็วและทรงพลัง พุ่งเข้าใส่พวกปีศาจที่เหลือทั้งหมด

“พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!”

เสียงสลายดังขึ้นพร้อมกันหลายครั้ง ร่างกายของพวกปีศาจทั้งหมดสลายกลายเป็นละอองสีดำที่ปลิวหายไปกับสายลม ไม่มีปีศาจตนใดเหลือรอด

พายุเริ่มสงบลงทีละน้อย เมฆดำทะมึนที่ปกคลุมท้องฟ้าเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางความเงียบสงบที่กลับคืนมา

ปิ่นปักมองเพลิงพิรุณด้วยความตะลึงและประหลาดใจอย่างที่สุด แสงสว่างที่เคยเปล่งประกายออกจากร่างของเขาค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงรูปลักษณ์ของเพลิงพิรุณที่ดูสง่างามและทรงพลังกว่าเดิม

“ท่าน... ท่านคือใครกันแน่?” ปิ่นปักถามเสียงแผ่วเบา

เพลิงพิรุณหวนกลับมามองเธอ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา “ข้าบอกเจ้าแล้วไง... ข้าคือคนที่เจ้าไม่ควรกังวล”

แต่คำตอบนั้นกลับยิ่งทำให้ปิ่นปักสับสน ดวงตาของเธอจับจ้องไปยังใบหน้าของเพลิงพิรุณ พยายามค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้น

“ท่านไม่ใช่คนธรรมดาใช่หรือไม่?” ปิ่นปักถามด้วยความคาดเดา

เพลิงพิรุณเพียงเดินเข้ามาหาเธออีกครั้ง และประคองใบหน้าของเธอไว้ด้วยมืออันอบอุ่น “บางที... ข้าอาจจะมากกว่าที่เจ้าคิด”

คำพูดนั้นทิ้งปริศนาไว้ในใจของปิ่นปัก และเมื่อเธอเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง เธอก็เห็นประกายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของเขา ประกายที่เหมือนกับแสงของดวงดาว ประกายที่ราวกับจะบอกเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เธอเคยจินตนาการ

“ข้าจะอธิบายทุกอย่างให้เจ้าฟัง” เพลิงพิรุณกระซิบเสียงนุ่ม “แต่ไม่ใช่ตอนนี้”

เขาค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ปิ่นปักรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่รดต้นคอของเธอ สัมผัสที่อ่อนโยนของริมฝีปากที่แตะลงบนหน้าผากของเธอ ทิ้งไว้ซึ่งความรู้สึกอุ่นวาบและประหลาดใจ

“เราต้องรีบกลับหมู่บ้าน” เพลิงพิรุณผละออกเล็กน้อย “พวกเขากำลังรอคอยเราอยู่”

ปิ่นปักพยักหน้า เธอเข้าใจว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะคาดคั้นหาคำตอบ แต่ในใจของเธอ ภาพของเพลิงพิรุณที่เปล่งประกายราวกับเทพเจ้ายังคงติดตรึงอยู่ และความสงสัยเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขาก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณ

เมื่อพวกเขาเดินกลับไปยังหมู่บ้าน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่เริ่มส่องสว่าง ชาวบ้านที่ออกมาต้อนรับต่างมีสีหน้าโล่งอก แต่แววตาของพวกเขาก็ฉายแววตกตะลึงเมื่อมองไปยังเพลิงพิรุณ

พวกเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเขา การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เขากลายเป็นมากกว่าชายหนุ่มผู้สง่างามที่พวกเขาเคยรู้จัก

“ชายาสายฟ้า... ผู้พิทักษ์แห่งแสงสว่าง” มีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากหมู่ชาวบ้าน

ปิ่นปักได้ยินคำเหล่านั้น และยิ่งทำให้เธอแน่ใจว่า เพลิงพิรุณที่เธอรู้จัก ไม่ใช่เพียงมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป

คืนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของเขา และปิ่นปักเองก็เป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรมที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เธอเคยคาดคิด...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!