ท่ามกลางสายฟ้าที่ยังคงฟาดเปรี้ยงปร้าง สาดแสงวาบให้เห็นเงาตะคุ่มของป่าดึกดำบรรพ์ที่ดูมืดมนและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม เพลิงพิรุณกระชับอ้อมแขนที่โอบรอบร่างบอบบางของปิ่นปักให้แน่นขึ้นอีกครั้ง หัวใจของเขาเต้นระส่ำ ไม่ใช่เพราะความกลัวในอันตรายเบื้องหน้า หากแต่เป็นความหวั่นเกรงต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับหญิงสาวผู้เป็นดั่งดวงหทัยของเขา
“ปิ่นปัก เจ้ายังไหวอยู่หรือไม่” เสียงของเพลิงพิรุณแหบพร่าท่ามกลางเสียงฟ้าร้องที่ดังราวกับพายุลูกใหญ่กำลังโหมกระหน่ำ เขาโน้มใบหน้าลงมากระซิบถามข้างใบหูที่เปียกชื้นของหญิงสาว
ปิ่นปักสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเขา ดวงตาคู่สวยที่ฉายแววเหนื่อยอ่อนและหวาดหวั่น จ้องมองใบหน้าคมคายที่เปื้อนน้ำฝนและรอยกร้านของสายลม “หม่อมฉัน...ไหวเพคะ ท่านเพลิงพิรุณ” เสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย แต่ก็พยายามตอบให้มั่นคง
“ดีแล้ว” เพลิงพิรุณพึมพำ เขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่เขารับรู้ได้ถึงพลังงานอันแปลกประหลาดที่แผ่ซ่านออกมา ยิ่งใกล้วันที่เขาจำต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันดำมืดเท่าไหร่ พลังแห่งฟ้าร้องฟ้าผ่าก็ยิ่งสำแดงเดช ราวกับจะเตือนเขาถึงชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง
“ท่านรู้สึกถึงมันหรือไม่” ปิ่นปักเอ่ยถาม เสียงของนางแผ่วเบาลง “พลังงานบางอย่าง...มันเหมือนจะดึงดูดหม่อมฉันไปทางนั้น” นางผงกศีรษะไปทางป่าลึกที่ดูมืดมิดกว่าเดิม
เพลิงพิรุณพยักหน้า “ข้าสัมผัสได้ มันคือพลังแห่งกาลเวลา...และเป็นสิ่งที่ข้าต้องเผชิญ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักอึ้ง “แต่ก่อนอื่น เราต้องหาที่หลบภัยให้เจ้าก่อน”
“ไม่เพคะ” ปิ่นปักรีบปฏิเสธ “หม่อมฉันจะอยู่เคียงข้างท่าน” ดวงตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว “ถึงแม้ว่าข้างหน้าจะเป็นสิ่งใด หม่อมฉันก็จะเผชิญหน้าไปพร้อมกับท่าน”
เพลิงพิรุณมองเข้าไปในดวงตาของนาง เห็นความจริงใจและความกล้าหาญที่ไม่ยอมแพ้ ท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายนี้ ความคิดที่จะปกป้องปิ่นปักให้พ้นจากทุกสิ่งยังคงเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็อดชื่นชมความเข้มแข็งของนางไม่ได้ “เจ้าแน่ใจหรือ”
“แน่ใจเพคะ” นางตอบรับทันที “ถ้าท่านไม่รังเกียจ”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเพลิงพิรุณ “ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้าเลยปิ่นปัก” เขาเอ่ยพลางกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น “เอาล่ะ ถ้าเจ้าอยากเผชิญหน้ากับพายุไปกับข้า ก็จงเตรียมใจให้พร้อม”
ทันใดนั้น เสียงฟ้าผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหว ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ แสงสีขาวสว่างจ้าท่วมไปทั่วบริเวณราวกับมีอะไรบางอย่างกำลังถูกปลดปล่อยออกมาจากใจกลางของป่าทึบนั้น เสียงร้องของสัตว์ป่าดังระงมด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายไปตามๆ กัน
“นั่นมัน...” เพลิงพิรุณอุทานเบาๆ เขาจ้องมองไปยังทิศทางของแสงวาบนั้นด้วยความระแวง
“เหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจะถูกเปิดออก” ปิ่นปักกล่าวเสริม เสียงของนางเต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้าว่าเราคงต้องเข้าไปดู” เพลิงพิรุณตัดสินใจ เขาไม่สามารถปล่อยให้พลังงานที่ไม่ทราบที่มานี้เป็นอันตรายต่อผู้บริสุทธิ์ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดอันคุ้นเคยที่มาจากจุดนั้น ราวกับมันกำลังเรียกหาเขา
“ท่านหมายถึง...เข้าไปในนั้น?” ปิ่นปักถามด้วยความกังวล
“ใช่” เพลิงพิรุณหันกลับมามองนาง “ข้าต้องเข้าไป ข้าสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเกี่ยวข้องกับอดีตของข้า”
“ถ้าเช่นนั้น หม่อมฉันก็จะไปด้วย” ปิ่นปักกล่าวอย่างแน่วแน่
“ปิ่นปัก เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้างหน้าอาจจะมีอันตรายถึงชีวิต” เพลิงพิรุณพยายามเตือน
“หม่อมฉันรู้เพคะ” นางตอบกลับอย่างหนักแน่น “แต่การอยู่เฉยๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการรอความตายเช่นกัน และที่สำคัญ หม่อมฉันไม่ต้องการทิ้งท่านไว้เพียงลำพัง”
คำพูดของปิ่นปักทำให้เพลิงพิรุณรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด เขาคว้ามือของนางมาประสานกันแน่น “ก็ได้ ถ้าเจ้าตัดสินใจเช่นนั้น ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
ทั้งสองเดินเคียงข้างกัน มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าทึบภายใต้สายฝนที่ยังคงเทกระหน่ำ แสงวาบจากฟากฟ้ายังคงปรากฏขึ้นเป็นระยะๆ แต่ยิ่งเข้ามาลึกเท่าไหร่ แสงนั้นก็ยิ่งดูรางเลือนไป ราวกับกำลังถูกกลืนกินโดยความมืด
“ที่นี่...มันดูแปลกไป” ปิ่นปักเอ่ยขึ้น ขณะที่พวกเขาเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ที่บิดเบี้ยวผิดรูป “ราวกับเวลาได้หยุดนิ่ง”
เพลิงพิรุณพยักหน้าเห็นด้วย “พลังที่นี่เข้มข้นกว่าที่เราคิด” เขากล่าว “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเทพเจ้าโบราณ...และบางอย่างที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด”
ทันใดนั้น เมื่อพวกเขาเดินมาถึงลานกว้างกลางป่า ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทำให้ทั้งสองถึงกับผงะ!
เบื้องหน้าพวกเขาคือแท่นหินโบราณขนาดมหึมา สลักเสลาด้วยลวดลายที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวา แสงสีฟ้าสว่างเรืองรองกำลังเปล่งประกายออกมาจากใจกลางของแท่นหินนั้น ราวกับเป็นประตูสู่มิติอื่น
“นี่มัน...” ปิ่นปักเอ่ยเสียงสั่น
“แท่นแห่งกาลเวลา...” เพลิงพิรุณพึมพำด้วยความตกตะลึง เขารู้จักแท่นหินนี้ดี มันคือสถานที่ที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา สถานที่ที่เหล่ามหาเทพในอดีตเคยใช้เพื่อเดินทางข้ามผ่านมิติและกาลเวลา
“ท่านรู้จักสิ่งนี้หรือเพคะ?” ปิ่นปักถาม
“รู้จัก” เพลิงพิรุณตอบ “นี่คือสิ่งที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันของข้า...และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง”
ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปใกล้แท่นหินนั้น แสงสีฟ้าก็พลันสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง และปรากฏร่างเงาตะคุ่มขึ้นมาท่ามกลางแสงนั้น ร่างเงาค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เผยให้เห็นบุรุษผู้หนึ่ง สวมชุดนักรบโบราณที่ดูสง่างาม ผิวพรรณผ่องใสราวกับดวงจันทร์ แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววเย็นชาและอำมหิต
“ผู้ใดบังอาจรบกวนการหลับใหลของข้า!” เสียงของบุรุษผู้นั้นดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับสายฟ้าที่กำลังพิโรธ
เพลิงพิรุณชะงักกึก เขาจ้องมองไปยังบุรุษผู้นั้นด้วยความตกใจ ใบหน้าของเขากลับกลายเป็นซีดเผือด
“ท่านเพลิงพิรุณ...มีอะไรรึ?” ปิ่นปักรู้สึกถึงความผิดปกติของเขา จึงเอ่ยถาม
เพลิงพิรุณไม่ตอบ เขาเพียงแค่จ้องมองไปยังบุรุษตรงหน้า ราวกับมองเห็นภาพสะท้อนของตนเองในอดีต
“เจ้านั่นเอง” บุรุษลึกลับเอ่ยขึ้น ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่เพลิงพิรุณ “ในที่สุด...ข้าก็ได้พบเจ้าอีกครั้ง”
“ท่านคือใคร!” เพลิงพิรุณถาม เสียงของเขาแข็งกร้าวขึ้น แต่ก็แฝงไว้ด้วยความสับสน
“ข้าคืออดีตของเจ้า” บุรุษลึกลับยิ้มอย่างเย้ยหยัน “คือเงาที่เจ้าพยายามจะหนี...คือสายฟ้าแห่งความแค้นที่เจ้าเคยปลดปล่อย”
ปิ่นปักเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ?” บุรุษลึกลับเอ่ยถาม ราวกับเย้าแหย่ “จำไม่ได้จริงๆ หรือ...มหาเทพแห่งสายฟ้า...เพลิงพิรุณ?”
เพลิงพิรุณยืนนิ่ง แสงจากแท่นหินสะท้อนเข้าตาเขา ทำให้เขารู้สึกปวดร้าวอย่างแสนสาหัส ภาพความทรงจำอันเลือนรางในอดีตเริ่มผุดขึ้นมาทีละน้อย ภาพของความโกรธแค้น ความสูญเสีย และพลังอันมหาศาลที่เขาเคยครอบครอง
“ข้า...ข้าจำได้” เพลิงพิรุณเอ่ยเสียงแผ่วเบา “ท่านคือ...ท่านคือตัวข้าเอง...ในอีกชาติหนึ่ง”
ปิ่นปักแทบจะทรุดลงกับพื้น เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าบุรุษตรงหน้าจะเป็นตัวตนอีกภาคหนึ่งของเพลิงพิรุณ
“ใช่แล้ว” บุรุษลึกลับพยักหน้า “ข้าคือเพลิงพิรุณ...ในยุคที่ความแค้นและความอำมหิตคือสิ่งที่หล่อหลอมข้า...ยุคที่ข้าได้ทำในสิ่งที่จะติดตรึงอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้าตลอดไป”
“ท่านมาทำไม?” เพลิงพิรุณถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความเสียใจ
“ข้ามาเพื่อทวงคืนในสิ่งที่ข้าสูญเสียไป” บุรุษลึกลับเอ่ย “และเพื่อสอนให้เจ้าได้รู้ว่า...พลังแห่งสายฟ้าที่แท้จริงนั้น...มันรุนแรงเพียงใด”
ทันใดนั้น บุรุษลึกลับก็ยกมือขึ้น แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับสายฟ้าเส้นมหึมาที่พุ่งเข้าใส่เพลิงพิรุณ ราวกับจะทดสอบพลังของเขา
เพลิงพิรุณกัดฟันแน่น พยายามรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อป้องกันตนเอง แต่พลังจากอดีตของเขานั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะต้านทานได้ง่ายๆ
“ท่านเพลิงพิรุณ!” ปิ่นปักตะโกนด้วยความตกใจ
สายฟ้าพุ่งเข้าใส่เพลิงพิรุณอย่างจัง ร่างของเขาเซถลาไปด้านหลัง แต่ก็ยังยืนหยัดได้อย่างหวุดหวิด
“เจ้ายังไม่แข็งแกร่งพอ” บุรุษลึกลับกล่าวอย่างเหยียดหยาม “เจ้าได้ละทิ้งพลังที่แท้จริงของเจ้าไป...และนั่นคือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด”
เพลิงพิรุณเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว เขาไม่ยอมแพ้
“ข้าอาจจะเคยเป็นเช่นนั้น” เพลิงพิรุณกล่าว “แต่ตอนนี้...ข้าคือคนละคน”
“จริงหรือ?” บุรุษลึกลับยิ้มเยาะ “เราจะได้เห็นกัน”
ทันใดนั้น แสงจากแท่นหินก็พลันสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรงกว่าเดิม และร่างของบุรุษลึกลับก็พลันเลือนหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะอันเยือกเย็นที่ยังคงก้องกังวานอยู่ในป่า
“ไม่!” เพลิงพิรุณตะโกน เขารู้สึกถึงบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ท่านเพลิงพิรุณ!” ปิ่นปักรีบเข้ามาประคองเขา
“ข้า...ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว” เพลิงพิรุณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “เหมือนกับว่า...มันกำลังจะดึงเอาอะไรบางอย่างกลับคืนมา”
ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของทั้งสองก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าจากแท่นหินก็พลันสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง และภาพของอดีตอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันปรากฏขึ้นมาในม่านหมอกแสงนั้น ราวกับว่ามันกำลังจะฉายซ้ำอีกครั้ง...
(จบตอนที่ 11)

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก