สายฟ้ายังคงฟาดเปรี้ยงปร้างลงมาไม่ขาดสาย ราวกับฟากฟ้ากำลังร่ำไห้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แสงวาบสาดส่องให้เห็นความมืดมิดของป่าดึกดำบรรพ์ที่ดูยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เพลิงพิรุณกระชับอ้อมแขนที่โอบรอบร่างบอบบางของปิ่นปักแน่นยิ่งขึ้น สัมผัสเย็นเฉียบของหยาดฝนที่แทรกซึมเข้าเนื้อผ้าบ่งบอกถึงความหนาวเหน็บที่คืบคลานเข้ามา แต่ความหนาวเหน็บภายนอกนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความหนาวเหน็บที่กำลังก่อตัวขึ้นในใจของเขา
“ท่านยังไหวอยู่หรือไม่?” เสียงของเพลิงพิรุณแหบพร่าเล็กน้อย เขาพยายามเปล่งเสียงให้ดังพอที่จะแข่งกับเสียงฟ้าร้องอันเกรี้ยวกราด ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังดวงหน้าซีดเผือดของหญิงสาวที่ซบอยู่บนอกเขา
ปิ่นปักกระแอมไอเบาๆ เธอพยายามยันตัวขึ้นเล็กน้อย แต่แรงสั่นสะเทือนจากฟ้าคะนองที่กำลังประทุอยู่รอบกาย ทำให้ร่างของเธออ่อนปวกเปียก ร่างกายที่บอบช้ำจากการต่อสู้เมื่อครู่ยังคงส่งสัญญาณประท้วงเป็นระยะ “หม่อมฉัน...ไหวเพคะ” เสียงของเธอแผ่วเบาจนเกือบจะสูญหายไปกับเสียงลมและฝน
“อย่าฝืน” เพลิงพิรุณพึมพำ เขาบีบไหล่เธอเบาๆ “เราต้องหาที่หลบภัยก่อน”
ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบบริเวณ ป่าทึบเบื้องหน้าดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง แสงวาบของสายฟ้าทำให้เห็นเงาไม้ที่บิดเบี้ยวผิดรูป ราวกับอสุรกายในตำนานกำลังจ้องมองพวกเขากลับมา สัญชาตญาณอันแหลมคมของเพลิงพิรุณเตือนให้เขารู้ว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเขาจะอยู่นานได้
“ทางนั้น!” จู่ๆ เพลิงพิรุณก็ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งที่พอจะมองเห็นช่องว่างระหว่างต้นไม้ใหญ่ “ดูเหมือนจะเป็นถ้ำ”
ปิ่นปักเงยหน้ามองตาม เขาบอกถูก บนเชิงเขาหินที่อยู่ไม่ไกลนัก มีรอยแยกที่ดูเหมือนปากถ้ำเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้หนาทึบ
“แต่...หม่อมฉันเดินไม่ไหว” ปิ่นปักเอ่ยปากอย่างเสียดาย ร่างกายของเธออ่อนล้าเกินกว่าจะฝืนสังขารไปได้ไกลนัก
เพลิงพิรุณมองเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขาย่อตัวลงเล็กน้อย “ขึ้นมาเถอะ”
ปิ่นปักมองเขาอึ้งๆ “ไม่เป็นไรเพคะ ท่านแบกหม่อมฉันไม่ไหวหรอก”
“อย่าพูดไร้สาระ” เพลิงพิรุณตัดบท ดวงตาของเขาฉายแววหนักแน่น “ข้าจะแบกเจ้าไปจนกว่าจะถึงที่ปลอดภัย”
เขาช้อนร่างของปิ่นปักขึ้นมาอุ้มในท่าเจ้าสาว ปิ่นปักตกใจเล็กน้อยกับสัมผัสที่แนบชิด แต่ด้วยความเหนื่อยล้าและแรงดึงดูดของร่างที่แข็งแกร่งของเพลิงพิรุณ ทำให้เธอผ่อนคลายลง ร่างกายของเขาอบอุ่น แม้จะเปียกปอนไปด้วยสายฝน แต่สัมผัสแห่งความปลอดภัยก็แผ่ซ่านเข้ามา
“ท่าน...หนักนะเพคะ” ปิ่นปักพึมพำ พยายามลดภาระของเขา
เพลิงพิรุณหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “สำหรับเจ้า เจ้าก็เหมือนขนนก”
คำพูดนั้นทำให้ปิ่นปักหน้าแดงเล็กน้อย ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ เธอก็อดที่จะรู้สึกถึงความสุขเล็กๆ ไม่ได้ ความเข้มแข็งและความเด็ดเดี่ยวของเพลิงพิรุณทำให้เธอรู้สึกมั่นคงอย่างประหลาด
เขาเริ่มก้าวเดินอย่างรวดเร็ว ฝ่าม่านฝนและพงหนามที่พยายามขวางกั้น เขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพายุนี้ ดวงตาของเขายังคงสอดส่องไปรอบๆ เพื่อระวังภัย
“ท่านเคยมาที่นี่มาก่อนหรือเพคะ?” ปิ่นปักถาม
“ไม่เคย” เพลิงพิรุณตอบ “แต่ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างในบริเวณนี้ มันบอกให้ข้ามาที่นี่”
ปิ่นปักพยักหน้า เธอเชื่อในสัมผัสของเขา พลังงานที่เพลิงพิรุณกล่าวถึง เธอเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่แผ่ออกมาจากใจกลางของป่าแห่งนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่พายุที่โหมกระหน่ำ แต่มีบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นกำลังก่อตัวขึ้น
เมื่อเข้าใกล้เชิงเขา เพลิงพิรุณก็เห็นช่องปากถ้ำชัดเจนขึ้น มันไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็พอที่จะให้พวกเขาทั้งสองหลบฝนและสายฟ้าได้
“ถึงแล้ว” เขาเอ่ยพลางก้าวเข้าไปในถ้ำ
ภายในถ้ำเย็นเฉียบและชื้นแฉะ แต่ก็ยังคงอบอุ่นกว่าภายนอกมาก เพลิงพิรุณวางปิ่นปักลงบนพื้นหินแห้ง เขาจัดเสื้อผ้าให้เธออย่างเบามือ
“ท่าน...ขอบคุณมากนะเพคะ” ปิ่นปักกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“เป็นหน้าที่ของข้า” เพลิงพิรุณตอบ เขาเดินไปสำรวจรอบๆ ถ้ำเล็กๆ แห่งนี้อย่างรวดเร็ว
“ที่นี่ดูเหมือนจะปลอดภัยดี” เขาหันกลับมามองปิ่นปัก “แต่เราคงอยู่รอจนกว่าพายุจะสงบไม่ได้”
“ทำไมหรือเพคะ?” ปิ่นปักถามด้วยความสงสัย
เพลิงพิรุณเดินกลับมานั่งลงข้างๆ เธอ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขึ้น “ข้ารู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก ยิ่งกว่านั้น...ข้ารู้สึกได้ถึงพลังงานที่กำลังดึงดูดพวกมันมาที่นี่”
“พวกมัน?” ปิ่นปักเบิกตากว้าง “หมายถึง...ตัวตนที่เคยโจมตีเราเมื่อครู่นี้หรือเพคะ?”
“ใช่” เพลิงพิรุณพยักหน้า “และพวกมันไม่ได้มาเพียงลำพัง”
เสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้ดูเหมือนจะใกล้กว่าเดิม ราวกับจะสั่นสะเทือนไปถึงก้นบึ้งของโลก
“นั่นคือสัญญาณ” เพลิงพิรุณพูดเสียงเบา “สัญญาณว่าพวกมันกำลังจะมา”
ปิ่นปักตัวสั่นสะท้าน เธอจับมือของเพลิงพิรุณแน่น
“ไม่ต้องกลัว” เพลิงพิรุณบีบมือเธอตอบ “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
เขาดึงดาบเล่มยาวที่พาดอยู่บนหลังออกมา มันส่องประกายวาววับแม้ในความมืดภายในถ้ำ สัมผัสเย็นเฉียบของเหล็กกล้าทำให้ปิ่นปักรู้สึกมั่นใจขึ้น
“ท่าน...ท่านคือใครกันแน่เพคะ?” ปิ่นปักถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “พลังของท่าน...มันไม่ใช่พลังของมนุษย์ธรรมดา”
เพลิงพิรุณมองเข้าไปในดวงตาของปิ่นปัก แววตาของเขาอ่อนลง แต่ก็ยังคงมีความลึกลับซ่อนอยู่ “เจ้าก็ไม่ใช่คนธรรมดาเช่นกัน”
“หม่อมฉัน...เพียงแต่...หม่อมฉันก็ไม่เข้าใจตัวเอง” ปิ่นปักยอมรับ
“ความจริง...บางครั้งก็เป็นสิ่งที่ยากจะรับได้” เพลิงพิรุณกล่าว “แต่เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เจ้าจะเข้าใจ”
เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปยืนที่ปากถ้ำ มองออกไปนอกม่านฝนที่โปรยปราย
“พวกมันกำลังมา” เขากล่าวเน้นย้ำ “และคราวนี้...พวกมันมาเพื่อสังหาร”
แสงวาบของสายฟ้าสาดส่องไปทั่วผืนป่า เผยให้เห็นเงาดำทะมึนหลายเงากำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ เงาเหล่านั้นไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ มันดูเหมือน...สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว
ปิ่นปักมองตามภาพที่ปรากฏตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น มือของเธอเย็นเฉียบ
“ท่านแน่ใจหรือเพคะว่าเราจะรับมือไหว?” เธอถาม
เพลิงพิรุณหันกลับมามองปิ่นปัก เขายิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและความมุ่งมั่น
“ไม่ว่าพวกมันจะเป็นใคร หรือจะแข็งแกร่งเพียงใด” เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น “ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้ใครก็ตามมาทำร้ายเจ้า”
เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับภัยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง แสงประกายสีฟ้าสว่างวาบขึ้นรอบตัวเขา เป็นแสงที่ทรงพลังและน่าเกรงขาม
“เตรียมตัวให้พร้อม” เขาบอกปิ่นปัก “สงครามครั้งนี้...เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”
เสียงคำรามของอสุรกายดังมาจากภายนอก ถ้ำแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ และปริศนาที่ค่อยๆ คลี่คลาย…หรือบางที อาจจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก