สายฟ้ายังคงฟาดเปรี้ยงปร้างลงมาไม่ขาดสาย ราวกับฟากฟ้ากำลังร่ำไห้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แสงวาบสาดส่องให้เห็นความมืดมิดของป่าดึกดำบรรพ์ที่ดูยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เพลิงพิรุณกระชับอ้อมแขนที่โอบรอบร่างบอบบางของปิ่นปักแน่นขึ้นอีกครั้ง เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องจนพื้นดินสะเทือน เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำทะมึนที่ถูกฉีกขาดเป็นริ้วด้วยสายฟ้าสีขาวอมม่วง ราวกับกำลังประจันหน้ากับอำนาจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจ
“เจ้าปลอดภัยดีนะ ปิ่นปัก” เสียงของเขาหนักแน่น แต่แฝงไปด้วยความห่วงใย
ปิ่นปักซบหน้ากับอกของเพลิงพิรุณ สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งและอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างของเขา แม้ภายนอกจะเต็มไปด้วยพายุที่โหมกระหน่ำ แต่ภายในอ้อมกอดนี้กลับเป็นเหมือนเกราะกำบังอันปลอดภัยที่สุด
“เพลิง… เราควรจะทำอย่างไรดี” น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ความกลัวที่ถูกปลุกขึ้นมาด้วยพลังของธรรมชาติทำให้หัวใจของนางเต้นระรัว
“อย่าได้กังวลไปเลย” เพลิงพิรุณปลอบโยน “ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
พลัน! สายฟ้าลูกหนึ่งที่รุนแรงผิดปกติก็ฟาดเปรี้ยงลงมายังต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ กับที่ทั้งสองยืนอยู่ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว สะเก็ดไฟและเศษไม้กระเด็นกระจัดกระจายไปทั่ว บริเวณโดยรอบพลันสว่างวาบขึ้นมาจนมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจน ชั่วพริบตาเดียว ต้นไม้ใหญ่ก็ลุกไหม้โชนขึ้นมาเปลวไฟสีส้มแดงลุกท่วมขึ้นไปบนท้องฟ้า ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำ
“อันตราย!” เพลิงพิรุณร้องเตือน ก่อนจะกระชับร่างปิ่นปักให้แน่นขึ้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่กระจายออกมาจากสายฟ้าลูกนั้น เป็นพลังงานที่คุ้นเคย… ทว่าแฝงไปด้วยความบิดเบี้ยว
“นั่นมัน… สายฟ้าสวรรค์” เสียงของปิ่นปักแผ่วเบา พลางชะเงยหน้ามองเพลิงพิรุณด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
“เจ้าจำได้หรือ” เพลิงพิรุณเอ่ยถาม พลางเหลือบมองไปยังกองเพลิงที่กำลังลุกไหม้
“ข้าเคยอ่านจากตำราโบราณ… สายฟ้าสวรรค์ไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่เป็นพลังงานที่หล่อเลี้ยงโลก… ทว่าหากถูกบิดเบือน ก็จะกลายเป็นหายนะ”
“บิดเบือน…” เพลิงพิรุณพึมพำ เขาเองก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติของสายฟ้านี้ มันไม่ได้มาด้วยเจตนาของธรรมชาติ แต่กลับมีแรงผลักดันบางอย่างแฝงอยู่
ทันใดนั้น ร่างเงาตะคุ่มๆ ก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางเปลวไฟและม่านฝน เป็นร่างที่ดูบิดเบี้ยวผิดรูป ผิวหนังของมันสะท้อนแสงจากสายฟ้าเป็นประกายสีเขียวอมม่วง มันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงก่ำราวกับถ่านเพลิง จ้องมองมายังเพลิงพิรุณและปิ่นปัก
“นั่นมันอะไรน่ะ!” ปิ่นปักอุทานด้วยความตกใจ
“สิ่งมีชีวิตที่ถูกความมืดกลืนกิน” เพลิงพิรุณตอบ เสียงของเขาเย็นชาลง “มันกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยพลังที่ชั่วร้าย”
เงาประหลาดนั้นค่อยๆ ย่างก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยอำนาจที่น่าสะพรึงกลัว เสียงฝนและเสียงฟ้าร้องดูเหมือนจะเบาลงไปเมื่อเทียบกับเสียงกรอบแกรบของสิ่งที่มันกำลังเหยียบย่ำ
“มันกำลังเข้ามา” เพลิงพิรุณเอ่ยบอก “อยู่ข้างหลังข้า อย่าขยับไปไหน”
เขาค่อยๆ วางปิ่นปักลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง สัมผัสของมือที่เย็นเฉียบของนางบนแขนของเขายังคงอยู่ แต่ตอนนี้เขาต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่มองเห็นได้
“เจ้าเป็นใคร!” เพลิงพิรุณตะโกนถาม ท้าทายไปยังเงาร่างนั้น
ร่างประหลาดนั้นไม่ตอบ มันเพียงแต่ส่งเสียงครางต่ำๆ ในลำคอ เป็นเสียงที่เหมือนสัตว์ป่าที่กำลังหิวโหย ทว่าแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวด
“ข้าถามเจ้า! จงตอบมา!” เพลิงพิรุณเน้นเสียง
ทันใดนั้น เงาร่างนั้นก็พุ่งเข้าใส่! มันเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าที่คาดคิดอย่างมาก ร่างกายที่ดูบิดเบี้ยวกลับมีความคล่องแคล่วผิดธรรมชาติ ปลายนิ้วของมันที่เรียวยาวและแหลมคมเหมือนกรงเล็บ ฉีกผ่านอากาศเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เพลิงพิรุณยกแขนขึ้นปัดป้อง ปลายเล็บของเงาร่างนั้นเฉียดผ่านแขนเสื้อของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แฝงมากับแรงปะทะนั้น
“ฝีมือไม่เลว” เพลิงพิรุณเอ่ยอย่างเยือกเย็น เขาขยับตัวหลบหลีกการโจมตีอีกครั้งอย่างคล่องแคล่ว ไม่ได้เคลื่อนไหวแบบมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลราวกับสายน้ำ
“เจ้า… ไม่ใช่คนธรรมดา” เสียงแหบพร่าของเงาร่างนั้นดังขึ้น ราวกับมาจากส่วนลึกของปากเหว
“แล้วเจ้าเล่า… เป็นใครกันแน่” เพลิงพิรุณถามกลับ สายตาของเขาสังเกตการณ์ทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
“ข้า… คือผู้ถูกสาป… ผู้ถูกทอดทิ้ง…” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่น “ข้าถูกพลังแห่งสายฟ้า… ทอดทิ้ง”
“ทอดทิ้ง?” เพลิงพิรุณเลิกคิ้ว
“ใช่! สายฟ้าที่เคยเป็นของข้า… บัดนี้… มันเลือกเจ้า!” เสียงนั้นเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด “มันเลือกมนุษย์ผู้ต่ำต้อย… มาเป็นผู้ครอบครอง!”
พลัน! ร่างเงาประหลาดนั้นก็พุ่งเข้าใส่เพลิงพิรุณอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ได้โจมตีด้วยเล็บ แต่กลับรวบรวมพลังงานสีดำอมม่วงที่ปลายมือ ก่อนจะปล่อยมันออกมาเป็นลำแสงที่พุ่งตรงเข้าใส่เขา
เพลิงพิรุณหลับตาลงชั่วขณะ… เขาไม่ต้องการให้ปิ่นปักเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้น เขาไม่ได้ต้องการให้ใครเห็น
เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง… แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็ปะทุขึ้นจากฝ่ามือของเขา! มันสว่างเจิดจ้าจนกลบแสงแห่งสายฟ้าสีดำอมม่วงนั้นจนสิ้น!
“นี่คือ… สายฟ้าแห่งการชำระล้าง” เพลิงพิรุณเอ่ยเสียงเรียบ
พลังงานสีขาวบริสุทธิ์ของเขาปะทะเข้ากับพลังงานสีดำอมม่วงของอีกฝ่าย เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แรงปะทะนั้นรุนแรงจนพื้นดินรอบกายสั่นสะเทือน ต้นไม้ที่อยู่ใกล้เคียงสั่นคลอนอย่างรุนแรง
ร่างเงาประหลาดนั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ราวกับว่าแสงแห่งการชำระล้างนั้นกำลังเผาผลาญมันจากภายใน
“เป็นไปไม่ได้…! มนุษย์… จะมีพลังเทียบเท่าข้าได้อย่างไร!” มันตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
“ข้าไม่ใช่แค่มนุษย์” เพลิงพิรุณตอบ “และสายฟ้าของข้า… ไม่ได้มาจากการครอบครอง… แต่มาจากการเชื่อมโยง”
เขาค่อยๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้า ปล่อยพลังงานสีขาวบริสุทธิ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง สายฟ้าแห่งการชำระล้างของเขาค่อยๆ กลืนกินพลังงานสีดำอมม่วงของอีกฝ่าย
“เจ้า… เจ้าคือ…!” ร่างเงาประหลาดนั้นพยายามจะพูด แต่เสียงของมันกลับขาดหายไป
แสงสีขาวบริสุทธิ์นั้นสว่างวาบขึ้นอีกครั้ง… และเมื่อมันจางหายไป… ร่างเงาประหลาดนั้นก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงกลิ่นอายของความมืดที่ค่อยๆ เลือนหายไปกับสายฝน
ปิ่นปักมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตะลึงงัน นางไม่เคยเห็นพลังอันมหาศาลเช่นนี้มาก่อน พลังที่บริสุทธิ์และรุนแรงจนน่าเกรงขาม
เพลิงพิรุณหันกลับมามองปิ่นปัก แววตาของเขาอ่อนโยนลงทันที รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก
“ปลอดภัยแล้ว” เขาเอ่ย
ปิ่นปักรีบวิ่งเข้าไปกอดเขาแน่น น้ำตาแห่งความโล่งใจไหลอาบแก้ม
“เพลิง… ข้ากลัวเหลือเกิน”
“ข้ารู้” เพลิงพิรุณลูบหลังนางเบาๆ “แต่เจ้าแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิด”
เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวของเขา พลังที่แรงกล้าขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าการเผชิญหน้าครั้งนี้ได้ปลุกบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลอยู่ภายใน
“เมื่อครู่… เจ้าใช้พลังของเทพสวรรค์จริงๆ หรือ” ปิ่นปักถามด้วยความสงสัย
เพลิงพิรุณมองไปยังท้องฟ้าที่ยังมีสายฟ้าฟาดเป็นระยะๆ แต่ดูเหมือนความรุนแรงจะลดลงไปแล้ว
“พลังนั้น… เป็นส่วนหนึ่งของข้า… และข้าก็เป็นส่วนหนึ่งของมัน” เขาตอบอย่างอ้อมค้อม “มันไม่ใช่พลังที่ข้าได้มา… แต่เป็นพลังที่ข้าคือมัน”
“แต่… ข้าไม่เข้าใจ… เหตุใดสายฟ้าสวรรค์ถึงได้ถูกบิดเบือนเช่นนั้น”
“บางที… อาจมีบางสิ่งบางอย่างที่กำลังพยายามแทรกแซง… พลังแห่งสรวงสวรรค์” เพลิงพิรุณกล่าว “เพื่อสร้างความวุ่นวาย… หรือเพื่อเป้าหมายอื่นที่ข้ายังไม่เข้าใจ”
เขากระชับอ้อมแขนรอบร่างของปิ่นปักแน่นขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและความรับผิดชอบต่อปิ่นปักได้ก่อตัวขึ้นในใจของเขาอย่างชัดเจน
“ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร… ข้าจะไม่ยอมให้มันมาทำอันตรายเจ้า” เขาสาบาน
ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายและเสียงฟ้าร้องที่ค่อยๆ จางหายไป เพลิงพิรุณกุมมือปิ่นปักไว้แน่น เขารู้สึกถึงพันธะบางอย่างที่ผูกมัดเขาไว้กับนาง ไม่ใช่เพียงแค่การปกป้อง แต่เป็นบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น… พันธะที่อาจจะถือกำเนิดขึ้นจากสายฟ้าและพายุลูกนี้
เขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่เงาร่างประหลาดนั้นเคยอยู่… ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่า นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหญ่… การต่อสู้เพื่อปกป้องไม่ใช่แค่ปิ่นปัก แต่รวมถึงโลกใบนี้จากพลังงานที่มืดมิดซึ่งกำลังคืบคลานเข้ามา
“เราต้องรีบไปจากที่นี่” เพลิงพิรุณกล่าว “ก่อนที่สิ่งอันตรายอื่นจะปรากฏตัวขึ้น”
ปิ่นปักพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางมองดูเพลิงพิรุณด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
“เพลิง… ข้าเชื่อใจท่าน”
คำพูดนั้นราวกับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกายบางอย่างในตัวของเพลิงพิรุณ ความมุ่งมั่นที่จะปกป้องนางมีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ก้าวเท้าออกไป… เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นมาจากรอบตัว… เป็นเสียงที่ไร้ทิศทาง… เหมือนเสียงกระซิบของลม… ทว่าเต็มไปด้วยคำพูดที่ชวนขนลุก…
“สายฟ้า… ของข้า… เจ้า… จะต้อง… คืนให้… ข้า…”
ใบหน้าของเพลิงพิรุณเคร่งขรึมขึ้นทันที เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่กำลังแผ่กระจายเข้ามาอีกครั้ง… แต่มันแตกต่างจากพลังของเงาร่างประหลาดนั้น… พลังงานนี้… เก่าแก่กว่า… และน่ากลัวยิ่งกว่า…
“อะไรนั่น…” ปิ่นปักถามเสียงสั่น
“บางที… เราอาจจะยังไม่พ้นอันตราย…” เพลิงพิรุณเอ่ย พลางกระชับมือของปิ่นปักให้แน่นยิ่งขึ้น… ดวงตาของเขาสอดส่ายไปรอบทิศทาง… พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่มองไม่เห็น… ที่กำลังคืบคลานเข้ามา… ในท่ามกลางพายุที่ยังคงโหมกระหน่ำ…

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก