สายฟ้ายังคงฟาดเปรี้ยงปร้างลงมาไม่ขาดสาย ราวกับฟากฟ้ากำลังร่ำไห้ด้วยความโกรธเกรี้ยว แสงวาบสาดส่องให้เห็นความมืดมิดของป่าดึกดำบรรพ์ที่ดูยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เพลิงพิรุณกระชับอ้อมแขนที่โอบรอบร่างบอบบางของปิ่นปักแน่นยิ่งขึ้น ลมพายุพัดกระหน่ำจนกิ่งไม้ใหญ่สั่นไหวราวจะหักโค่น เสียงฟ้าร้องกึกก้องจนแผ่นดินสะเทือน แต่ในท่ามกลางความโกลาหลนี้ สายตาคมกริบของเพลิงพิรุณยังคงจับจ้องไปยังสิ่งมีชีวิตที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
มันคืออสูรกายในตำนาน ร่างสูงใหญ่ราวต้นพฤกษ์ใหญ่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีดำสนิทสะท้อนแสงสายฟ้าจนวาววับ ดวงตาแดงก่ำเปล่งประกายอาฆาตราวกับถ่านไฟที่ลุกโชน มันมีเขาแหลมคมสองข้างที่บิดโค้งไปด้านหลัง หางยาวระยางโบกสะบัดอย่างเกรี้ยวกราด ปากกว้างเผยอออก เผยให้เห็นฟันแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งที่ขวางหน้า
“เจ้ามนุษย์ผู้บังอาจ!” เสียงคำรามแหบพร่าราวกับก้อนหินเสียดสีกันดังขึ้นจากลำคอของอสูรกาย “เจ้ากล้าดียังไงมาเหยียบย่างในอาณาเขตของข้า!”
เพลิงพิรุณยื่นมืออีกข้างหนึ่งออกไปป้องบังปิ่นปักจากละอองฝนที่สาดกระเซ็น “ข้ามาที่นี่เพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป” เสียงของเขาหนักแน่น ทรงพลัง แม้จะแผ่วเบาแต่ก็แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“ทวงคืน?” อสูรกายหัวเราะเสียงดังราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในชีวิต “เจ้ากำลังพูดถึงสิ่งใดกันแน่? ในป่าแห่งนี้ ไม่มีสิ่งใดเป็นของเจ้า!”
“สิ่งที่ถูกขโมยไปจากนาง” เพลิงพิรุณตอบ ใบหน้าของเขาเย็นชา ไร้อารมณ์ราวกับถูกสลักขึ้นจากหิน แต่ดวงตาของเขากลับสุกสว่างด้วยเปลวเพลิงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ปิ่นปักซบหน้ากับอกของเพลิงพิรุณ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและความมั่นคงจากร่างของเขา สายฟ้าที่ฟาดลงมาใกล้ๆ ไม่ได้ทำให้เธอหวาดกลัวเท่ากับการปรากฏตัวของอสูรกายตนนี้ เธอมั่นใจในตัวเพลิงพิรุณ แต่ก็อดเป็นห่วงความปลอดภัยของเขาไม่ได้
“น่าขัน! ข้าไม่เคยเห็นสิ่งของใดที่มีค่าพอจะถูกพรากไปจากมนุษย์อย่างเจ้า” อสูรกายก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีก กลิ่นสาบสางของมันโชยมาแตะจมูกของทั้งสอง “บอกมาสิ เจ้าต้องการอะไร? หากมันมีค่ามากพอ ข้าอาจจะให้มันเป็นของเล่นชิ้นสุดท้ายของเจ้าก่อนที่จะแหลกสลายไป”
“ข้าต้องการ ‘ดวงตาแห่งวารี’ คืน” เพลิงพิรุณเอ่ยชื่อสิ่งของต้องห้ามนั้นออกมา ชื่อนั้นเองที่ทำให้สายตาของอสูรกายเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะกลายเป็นความพิโรธ
“เจ้า! เจ้าทราบได้อย่างไร!” อสูรกายส่งเสียงคำรามราวกับถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรี “เจ้ามันเป็นใครกันแน่!”
“ข้าคือผู้ที่กาลเวลาจะจดจำ” เพลิงพิรุณตอบนิ่งๆ “และข้าคือผู้ที่จะทวงคืนทุกสิ่งกลับสู่ที่ของมัน”
ทันใดนั้นเอง อสูรกายก็พุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ร่างกายอันใหญ่โตของมันเคลื่อนที่ได้ว่องไวกว่าที่ตาจะมองเห็น เขาแหลมคมของมันพุ่งตรงมาที่เพลิงพิรุณ หวังจะขยี้ร่างของเขาให้แหลกละเอียด
แต่เพลิงพิรุณไม่ได้หลบ เขาเพียงแค่ยกแขนข้างหนึ่งขึ้น ประสานกับข้อมือของปิ่นปักไว้แน่นก่อนที่จะปล่อยมือข้างนั้นออกไป
“ถอยไปเสียปิ่นปัก” เขาพูดเสียงเบา แต่มีความเด็ดขาดแฝงอยู่
ปิ่นปักมองเขาด้วยความกังวล “แต่เพลิงพิรุณ…”
“เชื่อข้า” เขาตอบ ดวงตาของเขาสบกับดวงตาของเธอเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับอสูรกาย
ขณะที่เขาพูดจบ แขนของเพลิงพิรุณก็พลันเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าออกมา แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมดา แต่เป็นแสงที่รวมเอาพลังงานจากสายฟ้าฟาดที่กำลังโหมกระหน่ำอยู่รอบตัวเขา แสงสีทองนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งรอบกายของเขา
เมื่อเขาปลดปล่อยพลัง สายฟ้าที่ฟาดลงมากลับเปลี่ยนทิศทางอย่างน่าอัศจรรย์ มันไม่โจมตีเขาอีกต่อไป แต่กลับไหลวนมารวมกันที่แขนข้างนั้น ราวกับว่าฟากฟ้าเองกำลังมอบพลังให้กับเขา
อสูรกายที่กำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง ชะงักกึกกลางอากาศด้วยความตกตะลึง เขาที่แหลมคมของมันปะทะเข้ากับเกราะแสงสีทองที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับภูเขาถล่ม
“เป็นไปไม่ได้!” อสูรกายร้องเสียงหลง
“พลังแห่งสายฟ้า… ผสานกับพลังแห่งไฟ… นี่มัน…”
เพลิงพิรุณไม่ตอบ เขากระชับกำปั้นที่เปล่งแสงสีทองจ้าขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับดวงดาวที่กำลังจะระเบิดออกมา “เจ้าคิดว่าเจ้ามีเพียงอำนาจแห่งความมืดงั้นหรือ? ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น ว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร!”
ก่อนที่อสูรกายจะได้ตั้งตัว เพลิงพิรุณก็ระเบิดพลังออกมา ร่างกายของเขาพลันลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงสีทองอร่าม เปลวเพลิงนั้นไม่ได้แผดเผา แต่กลับส่องสว่างราวกับดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน มันแผ่กระจายออกไปรอบตัว ขับไล่ความมืดมิดของป่าและละอองฝนออกไปจนหมดสิ้น
“นี่คือ… ปลายทางของความโลภ!” เสียงของเพลิงพิรุณดังขึ้นราวกับเสียงประกาศิตจากสวรรค์
จากปลายนิ้วของเขา เปลวเพลิงสีทองได้ก่อตัวขึ้นเป็นคมดาบที่แหลมคมและเรืองรอง มันมีขนาดพอดีมือ แต่แผ่พลังอำนาจที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจนอสูรกายต้องถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ
“เจ้า… เจ้าคือ ‘มหาเทพจำแลง’!” อสูรกายอุทานด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
“เจ้าเพิ่งจะรู้ตัวอีกหรือ?” เพลิงพิรุณกล่าวเยาะเย้ย เขากระชับดาบเพลิงในมือ “ข้ามาเพื่อปลดปล่อย ‘ดวงตาแห่งวารี’ และพิพากษาความชั่วร้ายที่เจ้าได้กระทำ!”
อสูรกายพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิง มันพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง คราวนี้มันใช้กรงเล็บที่แหลมคมราวกับใบมีดฟาดฟันเข้าใส่เพลิงพิรุณอย่างบ้าคลั่ง
แต่เพลิงพิรุณก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ดาบเพลิงในมือของเขากวัดแกว่งออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่ากลางเวหา การปะทะกันของคมดาบเพลิงและกรงเล็บอสูรทำให้เกิดประกายไฟสีทองและสีดำสาดกระจายไปทั่วป่า
ทุกครั้งที่ดาบเพลิงของเพลิงพิรุณปะทะเข้ากับกรงเล็บของอสูรกาย เปลวเพลิงสีทองจะลามเลียเข้าไปในบาดแผล ทำให้กรงเล็บของมันไหม้เกรียมและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
“โอ๊ย! ความเจ็บปวดนี้! เจ้า… เจ้าคือมหาเทพแห่งเพลิงพิรุณจริงๆ!” อสูรกายร้องครวญคราง
“ข้าคือผู้ที่นำพาแสงสว่างและความยุติธรรมมาสู่โลกนี้” เพลิงพิรุณกล่าวขณะที่เขาใช้ดาบเพลิงสกัดกั้นหางที่โบกสะบัดมาอย่างรุนแรงของอสูรกาย “และเจ้า… คือสิ่งที่จะต้องถูกกำจัด”
เขาเห็นโอกาส เขาเห็นช่องว่างในการป้องกันของอสูรกาย ขณะที่มันกำลังพยายามสะบัดหางหนีจากเปลวเพลิงที่ลามเลียไปตามกรงเล็บ เพลิงพิรุณก็ระเบิดพลังทั้งหมดที่มีในตัว
“รับไปเสีย! ‘อัสนีเพลิงสังหาร’!”
เปลวเพลิงสีทองที่ลุกโชนอยู่รอบกายของเพลิงพิรุณพลันรวมตัวกันเป็นลูกบอลเพลิงขนาดยักษ์ ที่มีสายฟ้าฟาดสีทองสลับอยู่ภายใน มันมีพลังทำลายล้างมหาศาลราวกับพายุสุริยะ
เพลิงพิรุณผลักลูกบอลเพลิงนั้นออกไปสุดแรง ลูกบอลเพลิงพุ่งตรงไปยังร่างของอสูรกายด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
อสูรกายเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว มันพยายามหลบหนี แต่ร่างอันใหญ่โตของมันกลับเชื่องช้าเกินไปเมื่อเทียบกับความเร็วของ ‘อัสนีเพลิงสังหาร’
“ไม่!!!” มันร้องตะโกนเป็นครั้งสุดท้าย
ลูกบอลเพลิง ‘อัสนีเพลิงสังหาร’ เข้าปะทะเข้ากับร่างของอสูรกายอย่างจัง เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แสงสว่างเจิดจ้าแผ่กระจายออกไปทั่วป่า ทำให้มองเห็นทุกสิ่งราวกับกลางวัน
เมื่อแสงสว่างจางลง เหลือเพียงควันสีดำที่ลอยกรุ่นขึ้นสู่ท้องฟ้า ร่างอันใหญ่โตของอสูรกายได้สลายหายไป เหลือเพียงเถ้าถ่านที่ปลิวกระจายไปตามลม
ปิ่นปักมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความตะลึง เธอไม่เคยเห็นพลังที่น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้มาก่อน เพลิงพิรุณที่ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางละอองควันนั้น ดูราวกับเทพเจ้าที่เพิ่งพิชิตศัตรู
สายฟ้าที่เคยฟาดเปรี้ยงปร้าง บัดนี้ได้สงบลงแล้ว เหลือเพียงเสียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้ และเสียงหยดน้ำที่กระทบกับพื้นดิน
เพลิงพิรุณหันกลับมามองปิ่นปัก ดวงตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยเปลวเพลิง บัดนี้กลับอ่อนโยนลง เขาเดินเข้าไปหาเธอ
“เจ้าปลอดภัยแล้ว” เขาพูดเสียงทุ้ม แต่แฝงไว้ด้วยความอ่อนโยน
ปิ่นปักพยักหน้า เธอจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับกลืนคำพูดนั้นกลับเข้าไปในลำคอ ภาพของเพลิงพิรุณในร่างที่เต็มไปด้วยพลังอำนาจนั้นยังคงติดตาเธออยู่
“ข้า… ข้าไม่รู้จะขอบคุณเจ้าอย่างไร” เธอเอ่ยออกมาในที่สุด
เพลิงพิรุณยิ้มบางๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณข้า” เขาชี้ไปทางที่อสูรกายเคยยืนอยู่ “สิ่งสำคัญที่สุด คือ ‘ดวงตาแห่งวารี’ กำลังจะกลับคืนมา”
เขาเดินไปยังจุดที่อสูรกายสลายไป พลันมีแสงสีฟ้าส่องประกายขึ้นจากพื้นดิน แสงนั้นค่อยๆ สว่างขึ้น เผยให้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน
มันคืออัญมณีสีฟ้าใส ขนาดเท่าไข่นกพิราบ ที่เปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีน้ำไหลอยู่ภายใน เมื่อมองเข้าไปในอัญมณี จะเห็นภาพสะท้อนของท้องฟ้าและผืนน้ำที่งดงาม…
“ดวงตาแห่งวารี…” ปิ่นปักพึมพำด้วยความตื้นตัน
แต่ทันใดนั้นเอง ก่อนที่เพลิงพิรุณจะได้เอื้อมมือไปหยิบมัน เสียงคำรามที่ดังมาจากเบื้องบนก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำเช่นนั้นได้ง่ายๆ งั้นหรือ!”
ทั้งเพลิงพิรุณและปิ่นปักเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า แสงสีดำทะมึนกำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และจากกลางแสงนั้น ร่างของสิ่งมีชีวิตอีกตนหนึ่งก็กำลังปรากฏขึ้น…
มันมีรูปร่างที่คล้ายคลึงกับอสูรกายตนก่อน แต่ใหญ่โตกว่า และมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า…
“มาแล้ว… ผู้ที่จะมาทวงคืนสิ่งที่เจ้าพรากไป!” เสียงนั้นดังก้องไปทั่วป่า.

ชายาสายฟ้า: มหาเทพจำแลง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก