ไอหมอกยามเช้ายังคงเหนียวหนึบ ปกคลุมตรอกซอกซอยอันคับแคบของกรุงศรีวิไล ดุจผืนผ้าป่าที่พยายามกลืนกินทุกสรรพสิ่งให้จมดิ่งสู่ความอับชื้นและกลิ่นสาบสางที่คุ้นเคย พยัคฆ์ก้าวเดินไปอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบของเขาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างไม่วางใจ ทุกซอกมุม ทุกเงาที่ทอดทอดตัวยาวล้วนเป็นที่น่าสงสัย สัญชาตญาณนักล่าที่ถูกหล่อหลอมจากความลำบากและการเอาตัวรอดในโลกอันโหดร้าย คอยเตือนเขาอยู่ตลอดเวลา
เสียงฝีเท้าที่ดังกระทบพื้นดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แฝงไปด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ เขาไม่ได้เดินลึกเข้าไปในตรอกตามลำพังอีกต่อไป ร่างสูงโปร่งของ “บุหลัน” เดินตามหลังเขามาติดๆ แสงตะวันยามเช้าที่เริ่มจะเล็ดลอดผ่านม่านหมอกเข้ามาบ้างแล้ว สะท้อนประกายบนใบหน้าของหญิงสาวที่ซีดเซียว ดวงตาคู่งามยังคงฉายแววความหวาดหวั่น แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่มิอาจมองข้าม
“แน่ใจนะว่าทางนี้” บุหลันเอ่ยถาม เสียงของเธอแผ่วเบา สั่นเครือเล็กน้อย ราวกับว่าหมอกหนาทึบนี้กำลังจะกลืนกินเสียงของเธอไปเสียทั้งหมด
พยัคฆ์หันมามองเธอเล็กน้อย รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นแวบหนึ่ง เป็นรอยยิ้มที่ไม่บ่งบอกถึงความขบขัน แต่เป็นรอยยิ้มของคนที่มั่นใจในตัวเอง “ทางนี้แหละ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบก็ตาม” เขาตอบกลับ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยว
“แต่… ข้ากลัว” บุหลันยอมรับตามตรง ความกลัวที่เคยถูกกดทับไว้เริ่มจะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ภาพของ “ขุนศึก” ผู้โหดเหี้ยม ยิ่งเพิ่มทวีความหวาดระแวงให้แก่เธอ
“ความกลัวมันเป็นสิ่งที่ดี มันจะช่วยให้เราไม่ประมาท” พยัคฆ์พูดปลอบ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อย “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าเป็นอันตราย”
พวกเขาเดินต่อไปอีกไม่นาน ตรอกแคบๆ เริ่มจะขยายออกเล็กน้อย เผยให้เห็นความมืดมิดที่ลึกยิ่งกว่าเดิม ทางเดินถูกบดบังด้วยกองขยะและซากสิ่งของที่ถูกทิ้งร้าง กลิ่นเหม็นสาบยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นจนแทบจะแสบจมูก บุหลันต้องยกมือขึ้นปิดจมูก แต่ก็ยังคงสูดหายใจเอาอากาศอันเน่าเหม็นเข้าไป
“เรามาถึงแล้ว” พยัคฆ์หยุดเดิน เขาชี้ไปยังผนังอิฐเก่าคร่ำคร่าที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ ปกติแล้วมันก็เป็นเพียงผนังธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ในขณะที่สายตาของพยัคฆ์จับจ้องไปยังมัน เขากลับมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น
“นั่น… อะไร?” บุหลันถามตาม เมื่อเห็นว่าพยัคฆ์กำลังจ้องมองไปยังผนังอย่างพิจารณา
“ร่องรอย” พยัคฆ์ตอบสั้นๆ เขาก้าวเข้าไปใกล้ผนังนั้นมากขึ้น ใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามร่องรอยที่มองเห็นได้ยาก ราวกับกำลังอ่านภาษาที่มองไม่เห็น “มีบางอย่างถูกเคลื่อนย้ายไป”
“แล้ว… เราจะทำอย่างไรต่อ?” บุหลันเริ่มจะกระวนกระวาย
“รอ” พยัคฆ์ตอบ พลางถอยออกมาเล็กน้อย “รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม”
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เสียงจากภายนอกเริ่มจะดังขึ้นเรื่อยๆ แสงตะวันสาดส่องลงมามากขึ้น บ่งบอกว่าเช้าวันใหม่ได้เริ่มขึ้นอย่างเต็มที่แล้ว เสียงการค้าขาย เสียงผู้คน เสียงรถลากดังประสานกันเป็นเพลงแห่งชีวิตของกรุงศรีวิไล แต่ในตรอกอันอับชื้นแห่งนี้ กลับมีเพียงความเงียบสงัดและไอหมอกที่ค่อยๆ จางหายไป
ทันใดนั้นเอง ร่างของชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากเงามืดของตรอกที่อยู่ถัดไป พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำทะมึน ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าโพกหัว มีเพียงดวงตาที่ส่อแววอันตราย พวกเขาถืออาวุธครบมือ ทั้งมีดสั้น ดาบ และบางคนมีสนับมือที่ทำจากเหล็ก
“พวกแกเป็นใคร!” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนถาม น้ำเสียงหยาบกระด้าง
พยัคฆ์ไม่ตอบ เขาก้าวไปยืนอยู่ข้างหน้าบุหลันทันที มือข้างหนึ่งยกขึ้นเป็นสัญญาณให้บุหลันถอยหลังไปอยู่ข้างหลังเขา ส่วนอีกข้างหนึ่งกำหมัดแน่น สายตาของเขามองตรงไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นอย่างท้าทาย
“พวกเรามาส่งของ” พยัคฆ์ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ส่งของ? ที่นี่ไม่ใช่ที่ของพวกแก” ชายฉกรรจ์หัวหน้ากลุ่มกล่าวเย้ยหยัน “พวกแกหลงเข้ามาแล้วสินะ”
“บางที… พวกเราอาจจะมาหาของก็ได้” พยัคฆ์กล่าว พลางก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่ง
“หึ! คิดว่าพวกแกจะทำอะไรได้?” ชายฉกรรจ์เหล่านั้นหัวเราะเยาะ พวกเขาเริ่มจะก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น ประสานการเคลื่อนไหวราวกับได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
“สิ่งที่พวกแกไม่ควรจะทำ” พยัคฆ์ตอบ ก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิดออกมา
เขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด หมัดขวาของเขาเหวี่ยงออกไปปะทะเข้ากับใบหน้าของชายฉกรรจ์คนแรกอย่างแม่นยำ เสียง “ปึก” ดังสนั่น ร่างของชายฉกรรจ์คนนั้นกระเด็นไปติดผนังอิฐราวกับตุ๊กตา
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที ชายฉกรรจ์ที่เหลือพุ่งเข้ามาโจมตีพยัคฆ์พร้อมกัน แต่พยัคฆ์ก็ยังคงตอบโต้อย่างไม่สะทกสะท้าน เขาหมุนตัวหลบหลีกการโจมตีของมีดสั้นได้อย่างฉิวเฉียด ก่อนจะใช้ศอกกระทุ้งเข้าที่ท้องของชายฉกรรจ์อีกคนอย่างแรงจนอีกฝ่ายทรุดลงไปกองกับพื้น
บุหลันยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยเห็นการต่อสู้ที่รวดเร็ว ดุดัน และมีประสิทธิภาพเช่นนี้มาก่อน พยัคฆ์ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา เขาเคลื่อนไหวอย่างอิสระราวกับเต้นรำท่ามกลางคมดาบ เสียงอาวุธกระทบกันดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง ใช้ดาบยาวฟันเข้าใส่พยัคฆ์ แต่พยัคฆ์กลับใช้แขนข้างหนึ่งปัดป้องดาบนั้นออกไปอย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่หน้าอกของชายฉกรรจ์คนนั้นอย่างแรงจนกระเด็นไปหลายก้าว
“ระวังหลัง!” บุหลันร้องเตือน เมื่อเห็นชายฉกรรจ์อีกคนกำลังจะใช้มีดสั้นแทงเข้าที่สีข้างของพยัคฆ์
พยัคฆ์หันกลับมาทันเวลา ใช้มือข้างหนึ่งจับข้อมือของชายฉกรรจ์คนนั้นไว้แน่น ก่อนจะบิดข้อมือของเขาอย่างรุนแรงจนมีดสั้นหลุดมือไป เสียงกระดูกลั่นดัง “กร๊อบ!” ชายฉกรรจ์คนนั้นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป พยัคฆ์ไม่เคยเปิดโอกาสให้พวกมันตั้งตัวได้เลย ทุกการเคลื่อนไหวของเขาล้วนเด็ดขาดและแม่นยำ ราวกับมีพลังเหนือมนุษย์
“พวกแก… พวกแกมันไม่ใช่คนธรรมดา!” หัวหน้ากลุ่มตะโกนด้วยความหวาดกลัว เขารู้ดีว่าเจอของแข็งเข้าแล้ว
“ข้าบอกแล้วไง ว่าเรามาส่งของ” พยัคฆ์ตอบ พลางบีบคอชายฉกรรจ์คนหนึ่งจนอีกฝ่ายสำลักอากาศ
“ถ้าพวกแกปล่อยข้าไป ข้าจะให้… ให้ทุกอย่างที่พวกแกต้องการ!” หัวหน้ากลุ่มเสนอ
พยัคฆ์หัวเราะในลำคอ “ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากพวกแก นอกจากความจริง” เขากล่าว พลางปล่อยคอของชายฉกรรจ์คนนั้น
“จริงอันใด?”
“เรื่องของ ‘สมบัติ’ ที่พวกแกกำลังจะเอาไปให้ ‘เจ้านาย’ ของพวกแก” พยัคฆ์พูด ดวงตาของเขามองลึกเข้าไปในดวงตาของหัวหน้ากลุ่มราวกับจะอ่านใจ
หัวหน้ากลุ่มหน้าซีดเผือด เขาไม่คิดว่าพยัคฆ์จะรู้เรื่องนี้มาก่อน
“อย่า… อย่ามายุ่งเรื่องของพวกข้า!”
“ข้าจะยุ่ง!” พยัคฆ์พูดเสียงดัง “และข้าจะเอาสมบัติเหล่านั้นคืนมา”
ก่อนที่หัวหน้ากลุ่มจะทันได้ตอบ พยัคฆ์ก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างรวดเร็ว เขาใช้ฝ่ามือตะปบเข้าที่ใบหน้าของหัวหน้ากลุ่มอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซถอยหลังไป เขาใช้จังหวะนี้ เดินตรงไปยังผนังอิฐที่เขาเคยสำรวจก่อนหน้านี้
“เปิดมันซะ” พยัคฆ์สั่ง
หัวหน้ากลุ่มมองพยัคฆ์อย่างหวาดหวั่น “ข้า… ข้าเปิดไม่ได้”
“โกหก!” พยัคฆ์กล่าว พลางก้าวเข้าไปใกล้ “ถ้าไม่เปิด… ข้าจะทำให้แกเปิดด้วยวิธีที่เจ็บปวดกว่านี้”
หัวหน้ากลุ่มกลืนน้ำลาย เขาหันไปมองพรรคพวกที่เหลือที่นอนสลบไสลอยู่รอบๆ อย่างสิ้นหวัง สุดท้ายเขาก็จำใจเดินไปยังผนังอิฐนั้น
“ตรงไหน?”
“ตรงนี้” พยัคฆ์ชี้ไปยังร่องรอยที่เขาเห็นก่อนหน้านี้
หัวหน้ากลุ่มวางมือลงบนอิฐก้อนหนึ่ง พลางออกแรงกดเล็กน้อย พลันเสียง “คลิก” เบาๆ ก็ดังขึ้น อิฐก้อนนั้นก็ยุบตัวลงไปเล็กน้อย เผยให้เห็นช่องเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่
พยัคฆ์ผลักหัวหน้ากลุ่มออกไป ก่อนจะใช้มือของเขาดันอิฐก้อนนั้นเข้าไปด้านใน อิฐก้อนนั้นก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นทางลับที่มืดมิด
“นี่… นี่คือทางเข้าไป” หัวหน้ากลุ่มพูดเสียงสั่น
“ดี” พยัคฆ์ตอบ พลางหันไปมองบุหลัน “ไปกันเถอะ”
บุหลันก้าวเข้ามาใกล้พยัคฆ์ เธอสูดหายใจลึก ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
พยัคฆ์ก้าวเข้าไปในทางลับนั้นก่อน ตามมาด้วยบุหลันที่ยังคงกุมชายเสื้อของเขาไว้แน่น
เบื้องหน้าของพวกเขาคือความมืดมิดที่ไร้ที่สิ้นสุด แต่ในความมืดนั้น กลับมีความหวังบางอย่างที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น… ความหวังที่จะนำความยุติธรรมกลับคืนสู่แผ่นดินอันคดโกงแห่งนี้

พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก