พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน

ตอนที่ 20 — หมากอันตรายบนกระดานขุนนาง

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,073 คำ

ไพร หรือ พยัคฆ์ ถอนหายใจแผ่วเบา ไอเย็นยะเยือกจากหมอกยามเช้ายังคงเกาะเกี่ยวอยู่ตามซอกหลืบของอาคารไม้เก่าแก่ ยิ่งเพิ่มความหดหู่ให้กับตรอกซอยแคบๆ แห่งนี้ กลิ่นสาบสางที่คุ้นเคยผสมปนเปกับกลิ่นโคลนและขยะเน่าเสียลอยคละคลุ้งอยู่ทุกอณู ‌บดบังแสงตะวันอ่อนๆ ที่พยายามจะส่องลอดมา ทว่าดวงตาคมกริบของไพรยังคงกวาดสำรวจไปรอบทิศทางอย่างไม่ลดละ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกเงาที่ไหววูบ ล้วนอยู่ในสายตาของเขา

หลังจากหลบหนีการตามล่าของเหล่าทหารยามที่ถูกส่งมาโดยขุนนางอัคนี ไพรก็เลือกที่จะใช้ตรอกซอกซอยอันซับซ้อนของกรุงศรีวิไลเป็นที่กำบัง เขาคุ้นเคยกับเส้นทางเหล่านี้ดี ​ราวกับรู้จักทุกอณูของมัน มันคือสนามเด็กเล่นของเขา สนามฝึกฝนที่ลับคมวิชาการต่อสู้และเอาตัวรอดมานานนับปี

“พวกมันยังตามมาไม่หยุด” เสียงกระซิบแหบพร่าดังมาจากเงามืดข้างผนังอิฐผุ พลันมีร่างสูงโปร่งในชุดสีเข้มปรากฏกายออกมา เผยให้เห็นใบหน้าคมคายภายใต้ผ้าคาดศีรษะ นั่นคือ ‘พายัพ’ ‍มือขวาผู้ภักดีและเพื่อนคู่หูของไพร

ไพรหันมามองพายัพ แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิด “ขุนนางอัคนีคงจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่เราเข้าไปกวนถึงคลังของมัน”

พายัพหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่แห้งแล้งคล้ายเสียงกรวดเสียดสีกัน “โกรธสิ ใครจะไปยอมให้ใครมาล้วงคองูเห่าได้ง่ายๆ” เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง ‌“แต่เท่าที่สืบมา พวกมันก็เริ่มกระจายกำลังกันแล้ว ทั้งทหารยามและพวกนักเลงที่ขุนนางจ้างมา”

“แสดงว่าเราเปิดเผยตัวมากเกินไป” ไพรพึมพำ ดวงตาของเขายังคงสอดส่องไปตามตรอกที่ทอดตัวยาวออกไปเบื้องหน้า “แต่ก็ดี อย่างน้อยก็ทำให้พวกมันรู้ว่า ‘พยัคฆ์’ ‍ไม่ใช่แค่เสือซุ่ม”

“แล้วแผนต่อไปของเราคืออะไร” พายัพถาม สายตาของเขามุ่งไปยังไพร รอคอยคำสั่ง

ไพรหยุดยืนนิ่ง สูดลมหายใจลึกรับกลิ่นอายของเมืองหลวงยามเช้าที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาอันหยาบกร้าน “เราได้สิ่งที่เราต้องการมาแล้ว เราต้องทำให้สำเร็จ”

“หมายถึง… บุกเข้าไปในคลังของขุนนางมังกร?” ​พายัพเลิกคิ้ว

“ไม่ใช่แค่บุกเข้าไป” ไพรตอบ เสียงของเขาหนักแน่นขึ้น “แต่ต้องทำให้มันสั่นสะเทือน”

ไพรเดินนำพายัพไปตามตรอกที่คดเคี้ยว แสงแดดเริ่มสาดส่องลงมาเป็นลำ ทำให้มองเห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งในอากาศ บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนจากความอับชื้นมาเป็นความร้อนระอุของวันใหม่ ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ ​เสียงจอแจของผู้คนก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนเริ่มออกมาจับจ่ายซื้อขาย บ้างก็ขนสินค้า บ้างก็พูดคุยเซ็งแซ่

“ขุนนางอัคนีมันฉลาดเกินกว่าจะเก็บของมีค่าไว้ในที่เดียว” ไพรวิเคราะห์ “เราต้องสร้างความปั่นป่วนให้มัน เพื่อให้เรามีเวลาในการค้นหาสิ่งที่เราต้องการจริงๆ”

“แล้วสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร?” ​พายัพถามอีกครั้ง เขาเชื่อมั่นในไพรทุกอย่าง แต่บางครั้งก็อดสงสัยในเป้าหมายที่แท้จริงของเพื่อนไม่ได้

ไพรยิ้มมุมปาก “ความยุติธรรมที่มันขโมยไปต่างหาก”

เมื่อมาถึงบริเวณตลาดสด ไพรและพายัพก็สวมบทบาทเป็นคนธรรมดาที่เดินปะปนไปกับฝูงชน ไพรเปลี่ยนจากชุดสีเข้มที่พรางตัวได้ดี มาเป็นเสื้อผ้าที่ดูธรรมดา แต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความทะมัดทะแมง พายัพก็เช่นกัน

“ดูเหมือนว่าการปล้นคลังเมื่อคืน จะสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านไม่น้อย” พายัพสังเกตเห็นผู้คนบางส่วนที่ดูหวาดระแวงเมื่อเห็นใครแต่งกายคล้ายนักเลง

“นั่นคือผลของการกระทำของพวกมัน” ไพรตอบ “แต่เราจะทำให้มันเป็นผลดีกับพวกเขา”

พวกเขาเดินต่อไปจนถึงมุมหนึ่งของตลาด ที่มีโรงเตี๊ยมชื่อ ‘มังกรหลับ’ ตั้งตระหง่านอยู่ เป็นโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และเสียงดังแก้วกระทบกันดังลอดออกมา

“ขุนนางอัคนี มักจะมาสังสรรค์ที่นี่” ไพรบอก “ที่นี่เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี”

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม กลิ่นเหล้าหมักผสมกับกลิ่นอาหารลอยเข้าจมูก การตกแต่งภายในดูหรูหราตามฐานะของเจ้าของ มีนักเลงหัวไม้กลุ่มหนึ่งนั่งอยู่หัวมุมโต๊ะ ส่งเสียงดังเอะอะ พนักงานเสิร์ฟรีบเข้ามาต้อนรับ

“มีอะไรให้รับใช้ขอรับ?” พนักงานเสิร์ฟหนุ่มหน้าตาคล่องแคล่วถาม

“ขอนั่งที่โต๊ะมุมนั้น” ไพรชี้ไปยังโต๊ะที่ค่อนข้างห่างจากผู้คน แต่ยังสามารถมองเห็นภาพรวมของโรงเตี๊ยมได้ “และขอเหล้าดีที่สุดของที่นี่มาหนึ่งไห”

เมื่อได้ที่นั่งแล้ว ไพรก็สั่งอาหารและเหล้ามาไม่น้อย ขณะที่รออาหาร พายัพก็เริ่มสังเกตการณ์ไปรอบๆ เขาเห็นนักเลงกลุ่มนั้นกำลังพูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ บางครั้งก็หัวเราะเสียงดัง

“พวกนั้นดูจะเป็นคนสนิทของขุนนางอัคนี” พายัพกระซิบ

“ใช่” ไพรตอบ “สังเกตจากเครื่องประดับที่สวมใส่ และท่าทางที่อวดดี”

ไม่นานนัก อาหารและเหล้าก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ไพรเทเหล้าใส่แก้วของตนเองและของพายัพ ก่อนจะยกแก้วขึ้นจรดริมฝีปาก

“เพื่อเป้าหมายของเรา” ไพรกล่าว

“เพื่อเป้าหมายของเรา” พายัพกล่าวตอบ

พวกเขาเริ่มดื่มและพูดคุยกันอย่างออกรส โดยที่ไพรแสร้งทำเป็นไม่สนใจนักเลงกลุ่มนั้น แต่สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องไปที่พวกมันเป็นระยะ

“ได้ยินว่าเมื่อคืนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในเมือง” นักเลงคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้น เสียงดังฟังชัด

“เออ ข่าวว่ามีพวกนอกคอกบุกเข้าไปในคลังของท่านขุนนาง” อีกคนตอบด้วยน้ำเสียงหยามเหยียด “พวกนั้นมันไม่รู้เรื่องรู้ราว คนอย่างท่านขุนนางอัคนี มีใครกล้าแตะต้องได้”

ไพรยกแก้วเหล้าขึ้นจิบ ก่อนจะวางลงเบาๆ เขาหันไปมองนักเลงกลุ่มนั้นด้วยแววตาที่เหมือนจะมีความสนใจ

“พวกแกก็เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยของท่านขุนนางสินะ” ไพรเอ่ยขึ้น เสียงของเขาดังพอที่จะให้นักเลงกลุ่มนั้นได้ยิน

นักเลงคนหนึ่งหันมามองไพรด้วยความไม่พอใจ “แล้วแกเป็นใคร ถึงมาถามเรื่องของพวกข้า”

“ข้าก็แค่คนผ่านมา” ไพรตอบอย่างสบายๆ “แต่ได้ยินเรื่องราว ก็อดสงสัยไม่ได้”

“เรื่องของท่านขุนนาง ไม่ใช่เรื่องที่คนอย่างแกจะมายุ่ง” นักเลงอีกคนพูดขึ้นอย่างข่มขู่

ไพรหัวเราะเบาๆ “ถ้าเรื่องของท่านขุนนาง คือการปล้นทรัพย์สินของชาวบ้าน แล้วเอาไปซุกซ่อนไว้ในคลังสินค้าอย่างลับๆ… ข้าก็คิดว่ามันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ควรจะรู้”

คำพูดของไพรทำให้นักเลงกลุ่มนั้นหน้าถอดสี พวกเขาหันมามองหน้ากันอย่างระแวง

“แกพูดเรื่องอะไร!” นักเลงคนแรกตะคอก

“ก็เรื่องที่ข้าได้ยินมาน่ะสิ” ไพรยักไหล่ “ว่าท่านขุนนางมันเลวร้ายเพียงใด”

“แกปากเสีย!” นักเลงคนหนึ่งลุกขึ้นยืนอย่างเดือดดาล “แกไม่รู้หรอกว่ากำลังพูดกับใคร”

“ข้าไม่รู้ว่ากำลังพูดกับใคร” ไพรตอบ ยืดตัวตรงขึ้น “แต่ข้ารู้ว่าข้ากำลังพูดกับคนที่ขโมยความสุขของชาวบ้านไป”

บทสนทนาที่ตึงเครียดดึงดูดความสนใจของผู้คนในโรงเตี๊ยมได้เป็นอย่างดี พนักงานเสิร์ฟรีบเข้ามาพยายามระงับเหตุ

“ใจเย็นๆ ครับคุณลูกค้าทุกท่าน” พนักงานเสิร์ฟกล่าว “ที่นี่เป็นที่สาธารณะ”

“ออกไปซะ!” นักเลงคนหนึ่งตะคอกใส่พนักงานเสิร์ฟ “เรื่องของพวกเรา ไม่ต้องมายุ่ง”

ไพรเหลือบมองพายัพเล็กน้อย พายัพพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้

“ถ้าพวกแกคิดว่าข้าปากเสีย” ไพรพูดต่อ เสียงของเขาเริ่มเย็นชาลง “งั้นข้าจะพิสูจน์ให้ดูว่าที่ข้าพูดนั้นเป็นความจริง”

ทันใดนั้นเอง ไพรก็คว้าจานอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ พลิกตัวอย่างรวดเร็วและเหวี่ยงมันใส่กลุ่มนักเลง พวกมันตกใจ รีบหลบหลีก แต่จานอาหารก็เฉียดโดนหน้าอกของนักเลงคนหนึ่ง

“แก!” นักเลงคนนั้นตะโกนก้อง

“เรากำลังจะเข้าไปบุกคลังของขุนนางมังกร” ไพรกล่าว ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปเป็นความสงบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยอันตราย “และเราจะเปิดเผยความลับดำมืดของพวกแกให้ทุกคนได้รู้!”

ก่อนที่กลุ่มนักเลงจะทันได้ตอบโต้ หรือลุกขึ้นมาทำร้าย ไพรก็คว้าขวดเหล้าที่ยังไม่หมด กระแทกใส่หัวของนักเลงที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว เสียงขวดแตกดังสนั่น นักเลงคนนั้นทรุดลงไปกองกับพื้น ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน

“นี่เป็นแค่การเตือน” ไพรกล่าวเสียงเย็น ขณะที่เขากับพายัพกำลังลุกออกจากโต๊ะ

“ไปกันเถอะ พายัพ”

ไพรและพายัพเดินออกจากโรงเตี๊ยมไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความโกลาหลและความตกตะลึงของผู้คนภายในนั้น กลุ่มนักเลงที่ยังยืนอยู่ต่างมองหน้ากันอย่างไม่เชื่อสายตา และเริ่มตระหนักว่าพวกเขาได้เผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่ธรรมดา

เมื่อออกมาสู่ถนนอีกครั้ง ไพรหันไปมองพายัพ “เราทำให้พวกมันรู้แล้วว่าเราจะทำอะไรต่อไป”

“แต่พวกมันก็จะรู้ตำแหน่งของเราได้เหมือนกัน” พายัพเตือน

“นั่นเป็นความเสี่ยงที่ต้องแลก” ไพรตอบ “แต่เราต้องทำให้คลังของขุนนางมังกรสั่นคลอนก่อนที่พวกมันจะตั้งตัวได้”

“แล้วเราจะไปคลังของขุนนางมังกรได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหนกันแน่?” พายัพถาม

ไพรยิ้มมุมปาก “เรามีผู้ช่วยที่ไม่คาดคิด”

เขาเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ความร้อนระอุของวันใหม่กำลังคืบคลานเข้ามา ไพรเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“ถึงเวลาที่เราจะเดินหน้าต่อไป… เข้าสู่ใจกลางอันตรายของกรุงศรีวิไล”

การเผชิญหน้าในโรงเตี๊ยมครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนการที่ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ไพรได้เปิดเผยเจตนาบางส่วนของเขาต่อหน้าศัตรู และนั่นอาจเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนที่เขาจะต้องเผชิญในก้าวต่อไป การบุกปล้นคลังของขุนนางที่คดโกงกำลังจะเข้มข้นขึ้น และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของพยัคฆ์ก็กำลังจะถึงจุดเดือด!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน

พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!