ตอนที่ 22 — แผนลวงสู่คลังสมบัติ
ไอหมอกยามเช้าที่เคยปกคลุมกรุงศรีวิไลเมื่อวานนี้ จางหายไปตามกาลเวลา เหลือเพียงความชื้นที่ยังคงเกาะเกี่ยวตามผนังไม้ผุพังของตรอกซอยอันคับแคบ กลิ่นสาบสางที่คุ้นเคยยังคงอบอวล ผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นและคราบสนิมที่กร่อนกินโครงเหล็กของสะพานเล็กๆ ที่ทอดข้ามคลองเน่าเสีย พยัคฆ์ยืนนิ่งกลางตรอก เงามืดทอดทับร่างสูงสง่าของเขา ใบหน้าคมคายซ่อนเร้นภายใต้ผ้าคาดศีรษะสีดำ ดวงตาที่เคยฉายแววเด็ดเดี่ยว บัดนี้กลับฉายแววครุ่นคิดลึกซึ้ง
เขาเพิ่งได้รับข่าวสารสำคัญจาก ‘เงา’ สายลับที่เขาไว้ใจที่สุด ข่าวที่ทำให้แผนการปล้นคลังสมบัติของขุนนางฉ้อฉลมารující (ผู้ปกครองย่อยที่ฉ้อฉล) อย่าง “ท่านขุนทอง” ใกล้เข้ามาทุกขณะ การเคลื่อนไหวของทหารยามประจำคลังที่เข้มงวดขึ้นผิดปกติ บ่งบอกถึงการตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามบางอย่าง หรือไม่ก็เป็นเพียงการเตรียมการรับมือกับอาชญากรรมทั่วไปในยามวิกาล แต่สำหรับพยัคฆ์ ทุกความผิดปกติล้วนมีความหมาย
“การรักษาความปลอดภัยถูกยกระดับขึ้นสองเท่า” เงากระซิบเสียงแหบพร่าขณะยื่นแผ่นกระดาษที่ถูกพับอย่างประณีตให้กับพยัคฆ์ “และมีทหารม้าลาดตระเวนเพิ่มขึ้นรอบนอกทุกสองชั่วโมง”
พยัคฆ์รับแผ่นกระดาษมาคลี่ออก ดูแผนผังที่วาดด้วยลายมืออันคุ้นเคยของเงา มันแสดงถึงผังของคลังสมบัติ เส้นทางเข้าออก การวางกำลังของยาม และจุดอ่อนที่ซ่อนเร้นอยู่ “สองเท่าเลยหรือ” เขาพึมพำ “ท่านขุนทองคงจะกลัวจนฉี่ราดไปแล้ว”
“ไม่ใช่แค่กลัว แต่เขากำลังจะขนย้ายของสำคัญออกไป” เงาเสริม “ในช่วงงานฉลองยี่สิบปีแห่งการครองราชย์ขององค์จักรพรรดิ ผู้คนจะให้ความสนใจกับงานรื่นเริง จนละเลยการเฝ้าระวัง”
ดวงตาของพยัคฆ์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นี่คือโอกาสทองที่เขาไม่อาจปล่อยให้หลุดลอยไป “ของสำคัญอะไร?”
“ทองคำจำนวนมหาศาล และอัญมณีที่ถูกยึดมาจากราษฎร” เงาตอบ “แหล่งข่าวของข้าเห็นเองกับตา”
พยัคฆ์พยักหน้าช้าๆ เขาจดจำลายเส้นบนแผ่นกระดาษราวกับมันสลักลงในสมอง การปล้นครั้งนี้ไม่ใช่แค่การกอบโกย แต่เป็นการทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไปจากผู้บริสุทธิ์ ความขุ่นเคืองในใจของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
“เราจะทำอย่างไร?” เงาถาม
พยัคฆ์เงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงสีทองสาดส่องผ่านช่องแคบของตรอก “เราจะใช้สิ่งที่ท่านขุนทองกลัวมากที่สุด นั่นก็คือ ‘ความไม่แน่นอน’”
เขาหันหลังเดินกลับเข้าสู่เงามืดของตรอก ทิ้งเงาให้ยืนงงอยู่เพียงลำพัง พยัคฆ์รู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับทหารยามที่เพิ่มจำนวนขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องการแผนที่แยบยลยิ่งกว่าอาวุธใดๆ
การเตรียมการเริ่มขึ้นอย่างเงียบเชียบ ในค่ำคืนนั้น พยัคฆ์ได้พบปะกับ ‘กิ่ง’ หญิงสาวผู้เก่งกาจด้านการปลอมแปลงและ ‘สม’ ชายร่างยักษ์ผู้แข็งแกร่งและคล่องแคล่วราวกับลิง
“กิ่ง” พยัคฆ์กล่าวขณะยื่นหน้ากากที่ทำจากขี้ผึ้งและแป้งสี ให้เธอ “ข้าต้องการให้เจ้าปลอมตัวเป็นนางรำในคณะที่จะแสดงในงานฉลองคืนพรุ่งนี้”
กิ่งรับหน้ากากมาพิจารณาอย่างตั้งใจ “แล้วจะให้ข้าทำอะไร?”
“เจ้าจะเข้าไปในวังหลวง สังเกตการณ์เส้นทางการเคลื่อนย้ายของทหาร และที่สำคัญที่สุด คือหาทางเข้าไปในห้องเก็บของส่วนตัวของท่านขุนทอง” พยัคฆ์อธิบาย “ข้าต้องการแบบแปลนที่ละเอียดกว่านี้ และข้อมูลเกี่ยวกับระบบรักษาความปลอดภัยภายในห้องนั้น”
กิ่งยิ้มมุมปาก “งานถนัดของข้าเลย”
“ส่วนสม” พยัคฆ์หันไปหาชายร่างยักษ์ “เจ้าจะต้องสร้างความปั่นป่วนที่อีกฟากหนึ่งของเมือง ในขณะที่เรากำลังลงมือ”
สมพยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น “ข้าจะทำให้พวกมันหัวหมุนจนหาทางไปไม่ถูก”
แผนการของพยัคฆ์นั้นเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์ เขาจะใช้การหลอกล่อให้ศัตรูแบ่งกำลังพลออกไป จากนั้นจึงใช้โอกาสที่ระบบรักษาความปลอดภัยอ่อนแอที่สุดในการบุกเข้าคลังสมบัติ
ในวันรุ่งขึ้น กรุงศรีวิไลเต็มไปด้วยบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง เสียงดนตรี เสียงหัวเราะ และกลิ่นหอมของอาหารลอยอวลไปทั่ว ใบหน้าของผู้คนฉายแววแห่งความสุข แต่ภายใต้ฉากหน้าอันรื่นเริงนั้น การเตรียมการของพยัคฆ์กำลังดำเนินไปอย่างลับๆ
กิ่งในชุดนางรำที่งดงามราวกับเทพธิดา ซ่อนมีดสั้นขนาดเล็กไว้ใต้ชายกระโปรง ขณะที่เธอกำลังเต้นรำอย่างอ่อนช้อยบนเวที เธอกวาดสายตาไปรอบๆ สังเกตการณ์ทุกรายละเอียด ทหารองครักษ์ที่ยืนเรียงรายรอบพระราชวัง รัศมีของอำนาจที่แผ่ออกมาจากเหล่าขุนนางที่กำลังสนทนากันอย่างออกรส
ขณะเดียวกัน สมในคราบของพ่อค้าเร่ที่พกพาสินค้ามากมาย เดินวนเวียนอยู่รอบๆ ตลาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากคลังสมบัติพอสมควร เมื่อได้จังหวะ เขาก็เริ่มสร้างสถานการณ์ขึ้น
“ช่วยด้วย! โจร! โจรปล้น!” เสียงตะโกนดังขึ้นจากฝั่งตลาด สมแกล้งทำเป็นถูกโจรที่ซุ่มซ่อนอยู่ทำร้าย ข้าวของตกกระจายเกลื่อนพื้น กลิ่นควันไฟเริ่มลอยขึ้นมาจากบริเวณที่สมแกล้งจุดไฟเล็กๆ
เสียงตะโกนโวยวายดังระงม ผู้คนเริ่มแตกตื่น ตำรวจท้องที่ที่คอยดูแลความสงบเรียบร้อยในสนามหลวง รีบเคลื่อนกำลังส่วนหนึ่งไปยังจุดที่เกิดเหตุการณ์
การกระจายกำลังพลของทหารยามเป็นไปตามที่พยัคฆ์คาดการณ์ไว้ ทหารจำนวนหนึ่งถูกส่งไปตรวจสอบเหตุจลาจลที่ตลาด ทำให้การรักษาความปลอดภัยรอบคลังสมบัติที่ท่านขุนทองใช้เป็นที่ซ่อนทรัพย์สินชั่วคราวเบาบางลง
ในเวลากลางคืน ภายใต้แสงจันทร์ที่เริ่มส่องสว่าง พยัคฆ์นำทีมเล็กๆ ที่ประกอบด้วย ‘เงามืด’ นักลอบสังหารผู้ไร้เสียง และ ‘กระบี่’ ชายหนุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ด้วยดาบ พวกเขาย่องเข้าไปยังตรอกซอยด้านหลังคลังสมบัติ
“พร้อมหรือยัง?” พยัคฆ์กระซิบ
เงามืดและกระบี่พยักหน้า
พยัคฆ์ใช้เครื่องมือพิเศษที่เงาได้มอบให้ มันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับสะเดาะกลอนประตูและหน้าต่างที่ซับซ้อน เสียงคลิกเบาๆ ดังขึ้นเมื่อกลอนประตูไม้สักหนาถูกปลดออกอย่างนุ่มนวล
ภายในคลังสมบัติ อากาศเย็นเยียบและอับชื้น กลิ่นทองคำและอัญมณีลอยเตะจมูก มันเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งกว่าที่จินตนาการไว้ กองทองคำแท่งวางเรียงรายเป็นภูเขา อัญมณีหลากสีสันส่องประกายวิบวับภายใต้แสงไฟฉายของพยัคฆ์
“เรามีเวลาไม่มาก” พยัคฆ์เตือน “รีบเก็บของที่สำคัญที่สุด”
เงามืดและกระบี่รีบลงมือ พวกเขาบรรจุทองคำและอัญมณีลงในถุงหนังขนาดใหญ่ที่เตรียมมาอย่างรวดเร็ว ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความแม่นยำและเงียบเชียบราวกับสายลม
แต่แล้ว เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านนอกก็ทำให้ทุกคนต้องชะงัก
“พวกมันรู้ตัวแล้ว!” เงามืดกระซิบ
พยัคฆ์หรี่ตาลง เขาเห็นแสงไฟฉายสาดส่องเข้ามาจากช่องประตูเล็กๆ ที่เขาเพิ่งปลดล็อกออกไป “ถอย! ออกทางช่องระบายอากาศด้านหลัง!”
เสียงฝีเท้าของทหารยามดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พวกเขาคงจะตรวจพบความผิดปกติและรีบมาตรวจสอบ
ขณะที่พยัคฆ์กำลังก้าวถอยหลังไปทางช่องระบายอากาศขนาดเล็กที่อยู่บนผนังด้านใน จู่ๆ ประตูห้องเก็บของก็ถูกกระแทกอย่างแรงจนเปิดอ้าออก
ร่างสูงใหญ่ของท่านขุนทองปรากฏกายขึ้นที่หน้าประตู ใบหน้าของเขาซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “หยุด! แกคิดจะทำอะไร!”
ข้างหลังท่านขุนทอง ทหารยามสี่นายถือดาบพร้อมเพรียงกัน บังคับให้พยัคฆ์จนมุม
“ข้ากำลังทวงคืนสิ่งที่แกขโมยไป” พยัคฆ์ตอบเสียงเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว
การเผชิญหน้าในห้องเก็บสมบัติอันคับแคบกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว พลุไฟจากภายนอกสาดส่องเข้ามาเป็นระยะ ทำให้เงาของนักสู้ปรากฏขึ้นบนผนังราวกับเงาของยักษ์ที่กำลังร่ายรำ
แต่ในจังหวะที่พยัคฆ์กำลังจะลงมือจัดการกับทหารยามที่ขวางหน้า ทันใดนั้นเอง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังมาจากอีกฟากหนึ่งของคฤหาสน์ท่านขุนทอง!
แรงสั่นสะเทือนทำให้ทั้งคฤหาสน์โยกคลอน ฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดาน กลิ่นควันไฟและดินปืนลอยคละคลุ้งเข้ามาในห้องเก็บสมบัติ
“เกิดอะไรขึ้น?” ท่านขุนทองอุทานด้วยความตกใจ
พยัคฆ์ฉวยโอกาสนี้ เขาใช้ความชำนาญในการต่อสู้ หลบหลีกการโจมตีของทหารยามอย่างพลิ้วไหว ก่อนจะพุ่งเข้าหาท่านขุนทอง และใช้ปลายดาบจ่อที่ลำคอของเขา
“ถ้าแกไม่ต้องการให้คฤหาสน์ของแกกลายเป็นจุล” พยัคฆ์กล่าว “แกต้องสั่งให้พวกมันหยุด”
ใบหน้าของท่านขุนทองซีดเผือดกว่าเดิม เขาตระหนักดีว่าสถานการณ์ได้พลิกผันไปอย่างสิ้นเชิง
แต่แล้ว เสียงฝีเท้าที่เร็วกว่าเดิมก็ดังมาจากทางเดิน เสียงตะโกนกึกก้องที่ดังมาจากภายนอกยิ่งเพิ่มความตึงเครียด
“บุก! จับให้ได้!”
ดูเหมือนว่าแผนการของพยัคฆ์จะเปิดเผย หรือไม่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เขาคาดไม่ถึงกำลังจะเกิดขึ้น
จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? แผนการของพยัคฆ์จะสำเร็จหรือไม่? ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังเสียงระเบิดที่ดังขึ้น? ติดตามได้ในตอนต่อไป…

พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก