ความเงียบที่คืบคลานเข้ามาหลังจากเสียงปะทะของเหล็กในตอนที่แล้ว ไม่ได้นำมาซึ่งความสงบ หากแต่เป็นความตึงเครียดที่เกาะกุมทุกอณูในอากาศ ราวกับพายุที่กำลังก่อตัวก่อนจะปลดปล่อยความโกรธเกรี้ยว พยัคฆ์ยืนนิ่ง ดาบในมือยังคงชุ่มฉ่ำไปด้วยเลือดขององครักษ์ที่ล้มลงไปไม่นานนัก สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบ ๆ ทางเข้าคลังสมบัติขนาดมหึมาที่บัดนี้มีเพียงร่างของศัตรูที่นอนจมกองเลือดเป็นเครื่องหมายของการมาเยือน
“เร็วเข้า! ปลดโซ่ประตู!” เสียงตะโกนของพยัคฆ์ดังแหวกความเงียบ เผยให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มิอาจสั่นคลอน เขารู้ดีว่าเวลาเป็นสิ่งมีค่า ทุกนาทีที่เสียไป อาจหมายถึงโอกาสที่พวกมันจะรู้ตัวและส่งกำลังเสริมมา
เด็กหนุ่มนักย่องเบา ผู้มีนามว่า "เงา" รีบเข้ามาสวมบทบาท เขาใช้เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นอย่างชำนาญ ค่อย ๆ งัดแงะกลไกของโซ่เหล็กขนาดมหึมาที่ตรึงประตูคลังไว้ เสียงเสียดสีของโลหะดังแผ่วเบา แต่ในความเงียบสงัดนี้ มันกลับฟังดูราวกับเสียงฟ้าร้อง
"ใกล้แล้วครับนาย" เงากระซิบตอบ ใบหน้าของเขาฉายแววตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น
อีกด้านหนึ่ง "ตะวัน" ชายร่างใหญ่ผู้มีกำลังวังชาดุจหมีป่า ก็ยืนคอยพร้อมจะพุ่งทะยานเข้าไปทันทีที่ประตูเปิดออก มือหนาของเขากำด้ามกระบองไม้อย่างแน่น ดวงตาจ้องมองไปยังทางเข้าด้วยความกระหายเลือดที่พร้อมจะปะทุ
"พวกมันคงไม่ทันรู้ตัวหรอกน่า" ตะวันพึมพำ เสียงห้าวของเขากระตุกมุมปากของพยัคฆ์เล็กน้อย
"อย่าประมาทตะวัน" พยัคฆ์เตือน "ขุนนางอย่างมัน ย่อมมีช่องโหว่ที่คาดไม่ถึงเสมอ"
ในที่สุด เสียง "แกร๊ก!" ดังขึ้น โซ่เหล็กหลุดออกจากกลไก ประตูไม้โอ๊กหนาหนักที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ก็ค่อย ๆ เปิดออกเผยให้เห็นความมืดมิดเบื้องใน
"เข้าไป!" พยัคฆ์ออกคำสั่ง
ตะวันพุ่งทะยานนำหน้าเข้าไปก่อน ตามด้วยเงาที่วิ่งตามติด และพยัคฆ์ที่ก้าวเท้าสุดท้ายเข้าไปในคลังสมบัติ
ภายในคลังสมบัติมืดสนิท มีเพียงแสงริบหรี่จากคบไฟที่พวกเขานำติดตัวมา สาดส่องให้เห็นกองสมบัติที่กองสุมอยู่เบื้องหน้า เป็นภาพที่ชวนตะลึงยิ่งนัก ทองคำแท่งส่องประกายระยิบระยับ เหรียญเงินกองพะเนิน เครื่องประดับอัญมณีหลากสีสัน และผ้าไหมชั้นดีที่ถูกเก็บรักษาอย่างดี
"โอ้โห!" เงาอุทานด้วยความตื่นตะลึง เขาไม่เคยเห็นสมบัติมากมายถึงเพียงนี้มาก่อนในชีวิต
"นี่แหละ คือผลงานของคนชั่ว" พยัคฆ์กล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "ที่ขโมยมาจากน้ำพักน้ำแรงของประชาชน"
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังมาจากด้านในของคลังสมบัติ!
"แย่แล้ว! มีคนอยู่ข้างใน!" เงาตะโกน
พยัคฆ์หันขวับ ดาบในมือถูกชักออกมาอย่างรวดเร็ว "เตรียมพร้อม!"
จากเงามืด ปรากฏร่างของเหล่าทหารยามของขุนนางคนนั้น พวกเขามีจำนวนมากกว่าที่คาดไว้ และดูเหมือนจะรู้ตัวแล้วว่ามีผู้บุกรุก
"จับพวกมันให้ได้!" เสียงหัวหน้ายามดังขึ้น
การต่อสู้ที่ดุเดือดก็อุบัติขึ้นภายในคลังสมบัติอันคับแคบแห่งนี้ พยัคฆ์ประจันหน้ากับหัวหน้ายามผู้มีร่างกายกำยำ เขาฟันดาบเข้าใส่ด้วยความเร็วและแม่นยำ หัวหน้ายามรับดาบด้วยท่อนแขนที่แข็งแกร่ง แล้วสวนกลับด้วยกระบองเหล็กอันหนักอึ้ง
"แกมันก็แค่หมาจรจัด!" หัวหน้ายามตะโกนขณะออกอาวุธ "บังอาจมาบุกรุกที่ของนายท่าน!"
"นายท่านของแก มันก็แค่โจรที่ปล้นประชาชน!" พยัคฆ์สวนกลับ เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว
ในขณะเดียวกัน ตะวันก็กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับทหารยามอีกหลายนาย เขาใช้กระบองคู่ใจฟาดฟันไปรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง ไม่เกรงกลัวต่อคมดาบที่พุ่งเข้ามา
"มาเลย! พวกขี้ข้าคนชั่ว!" ตะวันคำรามอย่างบ้าคลั่ง "วันนี้แกจะได้รู้ว่าใครคือของจริง!"
เงา แม้จะไม่ใช่นักสู้ที่แข็งแกร่ง แต่ด้วยความคล่องแคล่วของเขา เขาก็สามารถหลบหลีกการโจมตีของทหารยามได้อย่างว่องไว เขาใช้มีดสั้นที่พกติดตัวเพื่อต่อสู้ในระยะประชิด ยามเมื่อมีโอกาส เขาก็จะพุ่งเข้าไปคว้าทรัพย์สินมีค่าใส่ย่ามที่เตรียมมา
"เร่งมือหน่อยเงา!" พยัคฆ์ตะโกน ขณะที่เขากำลังรับมือกับหัวหน้ายามอย่างดุเดือด
"กำลังรีบครับนาย! แต่พวกนี้มันเยอะเหลือเกิน!" เงาตอบ เขาพยายามเก็บทรัพย์สินเท่าที่ทำได้ แต่ก็ต้องคอยหลบหลีกการโจมตีไปด้วย
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงอาวุธกระทบกัน เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด และเสียงคำรามดังสะท้อนไปทั่วคลังสมบัติ อากาศภายในคลังอบอ้าวไปด้วยเหงื่อและเลือด
พยัคฆ์เห็นว่าหัวหน้ายามเริ่มมีอาการเหนื่อยล้า เขาจึงตัดสินใจใช้ท่าไม้ตาย เขาใช้ดาบปัดการโจมตีของหัวหน้ายามออกไปอย่างแรง แล้วพุ่งเข้าประชิด ใช้ปลายดาบจ้วงแทงเข้าที่สีข้างของหัวหน้ายาม
"อั่ก!" หัวหน้ายามร้องด้วยความเจ็บปวด เขาทรุดตัวลงอย่างช้า ๆ
"เจ้า...เจ้ามัน..." หัวหน้ายามพยายามพูด แต่ก็ทำได้เพียงสำลักเลือด
พยัคฆ์ไม่รอช้า เขากระชากดาบออก แล้วหันไปมองทหารยามที่เหลือ "ยอมแพ้ซะ!"
ทหารยามที่เห็นหัวหน้าของตนล้มลง ก็เริ่มหวาดกลัว พวกเขามองหน้ากันไปมา แล้วค่อย ๆ วางอาวุธลง
"เรายอมแพ้!" ทหารยามคนหนึ่งกล่าวเสียงสั่น
"ดี!" พยัคฆ์กล่าว "ตอนนี้จงออกไปให้พ้นหน้าข้า!"
ทหารยามรีบพากันวิ่งหนีออกไปจากคลังสมบัติอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงร่างของหัวหน้ายามที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้น
"เสร็จแล้ว!" ตะวันถอนหายใจอย่างโล่งอก เหงื่อกาฬไหลโทรมกาย
"เก็บของต่อ!" พยัคฆ์สั่ง "เราต้องไปก่อนที่พวกมันจะรู้ตัว!"
เงารีบเก็บทรัพย์สินมีค่าที่เหลือใส่ย่ามอย่างรวดเร็ว แม้จะรีบร้อน แต่เขาก็ยังคงความแม่นยำในการเลือกหยิบของที่มีค่าที่สุด
"นายครับ เราได้มาเยอะมากเลยครับ!" เงาบอกด้วยความดีใจ
"ดีมาก" พยัคฆ์พยักหน้า "ไปกันเถอะ"
ทั้งสามคนรีบออกจากคลังสมบัติ ไปยังทางที่พวกเขาเข้ามา ก่อนจะหายลับเข้าไปในความมืดของตรอกซอย
ขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวออกจากประตูคลัง ก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังมาจากด้านนอก!
"แย่แล้ว! มีคนมา!" ตะวันร้อง
"พวกมันรู้ตัวแล้ว!" พยัคฆ์กล่าว เขาหันไปมองทางเข้าคลังที่บัดนี้มีร่างของทหารยามจำนวนมากยืนล้อมอยู่
"ถอยกลับเข้าไป!" พยัคฆ์ออกคำสั่ง
พวกเขากระโดดกลับเข้าไปในคลังสมบัติอีกครั้ง ประตูไม้โอ๊กหนาหนักถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว
"นี่เราติดกับแล้วหรือนี่?" เงาถามด้วยความตกใจ
"ยังไม่แน่" พยัคฆ์กล่าว พลางมองไปยังกองสมบัติที่อยู่รอบตัว "เรามีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง"
"อะไรครับนาย?"
"เราอยู่ในที่ของพวกมัน และพวกมันก็ไม่รู้ว่าเรามีอะไรอยู่บ้าง" พยัคฆ์ยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ "ได้เวลาเล่นเกมใหม่กันแล้ว"
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังเข้ามาใกล้ประตูมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับจะพังมันเข้ามา พยัคฆ์ยืนประจันหน้ากับประตูที่กำลังจะถูกกระหน่ำโจมตี ดวงตาของเขาลุกโชนไปด้วยประกายแห่งความท้าทาย เขาพร้อมแล้วที่จะปลดปล่อยพายุแห่งการต่อสู้เข้าไปในใจกลางของกองทัพศัตรู
แต่ในขณะที่พวกทหารยามกำลังจะบุกเข้ามา พลันก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอกอีกครั้ง! เสียงเหล่านั้นไม่ใช่เสียงของทหารยาม แต่เป็นเสียงของกลุ่มคนจำนวนมากที่กำลังทะเลาะวิวาทกันอย่างอึกทึก
"อะไรกันน่ะ?" ตะวันสงสัย
"เหมือนจะมีใครก่อกวนพวกมันอยู่" พยัคฆ์กล่าว เขามองออกไปนอกประตูเล็กน้อย แล้วก็เห็นเงาตะคุ่มของกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้กับทหารยามกลุ่มแรกที่เข้ามา
"นั่นมัน..." เงาอุทาน "กลุ่มของ 'กริช' นี่นา!"
"พวกมันมาช่วยเรา?" ตะวันถาม
"ไม่น่าจะใช่" พยัคฆ์กล่าว "พวกมันอาจจะมีแผนของตัวเอง"
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไร โอกาสที่พวกเขาได้รับมานั้น มีค่ามหาศาล
"เอาล่ะ" พยัคฆ์หันมามองตะวันและเงา "นี่คือโอกาสของเรา"
พวกทหารยามที่กำลังจะบุกเข้ามา ต่างก็ถูกดึงความสนใจไปยังเสียงเอะอะโวยวายด้านนอก พวกเขาเริ่มสับสนและไม่รู้ว่าจะจัดการกับสถานการณ์อย่างไร
"ตะวัน! ไปจัดการไอ้พวกที่อยู่ข้างนอกนั่น! อย่าให้มันเข้ามาได้!" พยัคฆ์สั่ง
"รับทราบครับนาย!" ตะวันพยักหน้า แล้วพุ่งออกไป
"เงา! ช่วยฉันเก็บของให้เร็วที่สุด!" พยัคฆ์กล่าว
เงารีบพยักหน้า แล้วเริ่มเก็บสมบัติที่เหลืออย่างรวดเร็ว พยัคฆ์เองก็ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียไป เขาหยิบทองคำแท่งจำนวนมากที่อยู่ใกล้ตัวใส่ย่าม
ขณะที่ตะวันกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับกลุ่มของกริชที่บุกเข้ามา ก็มีบางอย่างที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
บนระเบียงชั้นสองของคลังสมบัติ ปรากฏร่างของขุนนางเจ้าของสมบัติผู้นั้น เขายืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
"จับมัน! จับพวกมันให้ได้ทั้งหมด!" ขุนนางตะโกนสุดเสียง
และแล้ว การต่อสู้อันดุเดือดที่แท้จริง ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้นภายในคลังสมบัติแห่งนี้ ไม่เพียงแต่กับเหล่าทหารยาม แต่ยังรวมไปถึงแผนการอันซับซ้อนของขุนนางผู้นั้น ที่กำลังจะเผยออกมา.

พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก