ความเงียบที่แผ่ซ่านหลังเสียงดาบกระทบกันเมื่อครู่ ไม่ได้นำมาซึ่งความผ่อนคลาย หากแต่บีบคั้นทุกอณูของอากาศให้ตึงเครียดราวกับเชือกที่ถูกดึงจนถึงขีดสุด พยัคฆ์ยืนนิ่ง หัวใจเต้นระรัวเป็นจังหวะถี่ ท่ามกลางความมืดสลัวของตรอกแคบ เขาได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตนเองและคู่ต่อสู้ที่อยู่เบื้องหน้า ซึ่งกำลังพยายามสงบสติอารมณ์หลังจากการปะทะอันดุเดือด
"เจ้ายังไม่ยอมแพ้?" เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากเงามืด ร่างสูงใหญ่ของ "พยัคฆ์ดำ" ชายฉกรรจ์ที่ขึ้นชื่อลือชาในหมู่โจรใต้ดิน ลอยเด่นออกมาจากความมืด ดาบยาวในมือของเขาเปื้อนเลือดบางส่วน สะท้อนแสงจันทร์สีนวลที่ลอดผ่านช่องว่างของอาคารสูงอย่างน่าหวาดหวั่น
พยัคฆ์กระชับด้ามดาบในมือ ดวงตาคมกริบของเขามองสำรวจคู่ต่อสู้ พยัคฆ์ดำมีรูปร่างกำยำ กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ทั่วร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้ดิ้นรนมานับครั้งไม่ถ้วน ใบหน้าของเขาถมึงทึง เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น
"ข้าไม่เคยคิดจะยอมแพ้ให้ใครหน้าไหน โดยเฉพาะพวกที่หากินบนความเดือดร้อนของผู้อื่น" พยัคฆ์ตอบกลับ น้ำเสียงหนักแน่นและเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ปากดี! เจ้ามันก็แค่เด็กน้อยที่หลงเข้ามาในเกมของผู้ใหญ่" พยัคฆ์ดำหัวเราะเยาะอย่างเหี้ยมเกรียม "ข้าจะสั่งสอนให้เจ้าจำจนวันตาย!"
สิ้นเสียง พยัคฆ์ดำก็พุ่งเข้าใส่ราวกับพยัคฆ์จริงที่กระโจนตะครุบเหยื่อ ดาบของเขาวาดเป็นวงกว้าง หมายจะฟันร่างของพยัคฆ์ให้ขาดสองท่อน พยัคฆ์รีบผงะถอยหลัง หลบคมดาบที่เฉี่ยวใบหน้าไปเพียงเส้นยาแดง
"เร็ว!" เขาตะโกนบอกลูกทีมที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบ
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นพร้อมกัน พวกของพยัคฆ์ที่รอจังหวะอยู่แล้วก็ปรากฏตัวออกมา รุมล้อมพยัคฆ์ดำจากทุกทิศทาง
"โอ้โห! คิดจะรุมข้าอย่างนั้นรึ?" พยัคฆ์ดำแผดเสียงอย่างไม่สะทกสะท้าน เขากระโจนหมุนตัว ฟาดดาบออกไปเป็นวงกว้าง ขับไล่เหล่าลูกทีมของพยัคฆ์ที่เข้ามาใกล้
การต่อสู้กลับมาดุเดือดอีกครั้ง เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว ท่ามกลางความมืดสลัวของตรอกแคบ แสงเงาที่เกิดจากการขยับตัวของนักสู้สะท้อนไปมาบนผนังไม้เก่าๆ สร้างภาพลวงตาที่น่าสะพรึงกลัว
พยัคฆ์เองก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เขาสบโอกาสที่พยัคฆ์ดำกำลังติดพันกับลูกทีมคนอื่นๆ พุ่งเข้าประชิดตัวอีกครั้ง ดาบของเขาปัดป้องคมดาบของอีกฝ่ายได้อย่างฉิวเฉียด
"แกมันก็แค่หมาป่าแก่ๆ ที่หลงยุค!" พยัคฆ์เย้ยหยัน พยายามหาช่องโหว่ในการป้องกันของพยัคฆ์ดำ
"ปากดีนัก! ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมาเสีย!" พยัคฆ์ดำตวาดลั่น ความโกรธแค้นเริ่มมีผลต่อสติสัมปชัญญะของเขา
เขาชักดาบกลับอย่างแรง ก่อนจะแทงสวนเข้าที่สีข้างของพยัคฆ์อย่างรวดเร็ว พยัคฆ์ชะงักงัน เขาพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่คมดาบก็ยังเฉี่ยวเข้าที่แขนซ้ายของเขาจนเกิดบาดแผล เลือดสีแดงสดเริ่มไหลซึมออกมา
"อั่ก!" พยัคฆ์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
"ฮ่าๆๆ! เห็นไหม! ข้าบอกแล้วว่าเจ้ามันเด็กเกินไป!" พยัคฆ์ดำหัวเราะอย่างชั่วร้าย
แต่พยัคฆ์ไม่ยอมแพ้ เขาเช็ดเลือดที่ไหลลงมาบนใบหน้า ก่อนจะใช้แขนขวาที่ยังใช้งานได้ดี ตวัดดาบเข้าใส่พยัคฆ์ดำอย่างรวดเร็ว
"แกมันก็แค่พวกที่หากินบนความทุกข์ยากของคนอื่น! ข้าไม่มีวันปล่อยให้พวกแกทำร้ายคนบริสุทธิ์ได้อีก!"
การปะทะของดาบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พยัคฆ์ใช้ความว่องไวและไหวพริบเข้าสู้ เขาหลบหลีกการโจมตีของพยัคฆ์ดำได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะบาดเจ็บก็ตาม
"แกคิดว่าแกแน่แค่ไหนเชียว! ข้าจะบดขยี้แกให้แหลกคามือ!" พยัคฆ์ดำตะโกนเสียงดัง เขาสาดแรงเข้าใส่พยัคฆ์อย่างบ้าคลั่ง
ในช่วงเวลานั้นเอง เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งจากด้านบนของอาคาร พลุที่ถูกจุดขึ้นสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ทำให้เห็นร่างของ "เสือ" ชายหนุ่มผู้มีฝีมือแม่นปืน กำลังยืนอยู่บนหลังคาพร้อมกับปืนคาบศิลาคู่ใจ
"ทีนี้ก็ตาข้าบ้าง!" เสือตะโกนลั่น
ลูกกระสุนพุ่งเข้าใส่ร่างของพยัคฆ์ดำ แต่ด้วยสัญชาตญาณอันแข็งแกร่ง เขาชะงักเล็กน้อย ทำให้ลูกกระสุนพลาดเป้าไปเฉี่ยวไหล่ของเขาแทน
"ไอ้พวกเวรตะไล!" พยัคฆ์ดำสบถ เขากระโจนถอยหลัง หลบหนีการโจมตีของเสือ
"พวกเจ้าจะหนีข้าไปไหนไม่ได้!" พยัคฆ์ตะโกนบอก
เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของลูกทีมที่กำลังไล่ต้อนพยัคฆ์ดำเข้ามาทุกขณะ บรรยากาศยิ่งทวีความตึงเครียด
"ยังไม่จบแค่นี้หรอก!" พยัคฆ์ดำคำราม เขากระโดดข้ามกำแพงเตี้ยๆ หายเข้าไปในตรอกอีกแห่งหนึ่ง
"ตามไป!" พยัคฆ์สั่ง
การไล่ล่าดำเนินต่อไปในความมืด พยัคฆ์และลูกทีมของเขากระโจนตามเข้าไปในตรอกแคบที่พยัคฆ์ดำหลบหนีไป กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นอับชื้นยังคงคละคลุ้ง
ขณะที่กำลังวิ่งตามนั้นเอง สายตาของพยัคฆ์ก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่พื้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"หยุด!" พยัคฆ์ตะโกนเสียงดัง
พวกของพยัคฆ์หยุดชะงัก หันมามองพยัคฆ์ด้วยความสงสัย
"อะไร?" เสือถาม
พยัคฆ์ไม่ตอบ เขาเดินเข้าไปใกล้สิ่งที่เห็นบนพื้นมากขึ้น มันคือ "ตราประจำตระกูล" ของขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งที่พยัคฆ์รู้จักดี เป็นตราที่บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและอำนาจ
"มันหมายความว่ายังไง?" เสือถามอีกครั้ง
พยัคฆ์หยิบตรานั้นขึ้นมาพลิกดู สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งเครียด "นี่มัน... เป็นไปไม่ได้"
"เกิดอะไรขึ้น?" ลูกทีมคนอื่นๆ เริ่มเข้ามาล้อมวง
"พยัคฆ์ดำ... เขาไม่ใช่แค่โจรธรรมดา" พยัคฆ์กล่าวเสียงเบา "เขาทำงานให้กับใครบางคน... คนที่ทรงอิทธิพลในเมืองนี้"
"ใคร?"
"ข้าไม่แน่ใจ... แต่ตรานี่..." พยัคฆ์มองตราในมือด้วยความกังวล "มันคือของท่านขุนนาง... ที่เรากำลังจะบุกปล้นคลังของเขา..."
ความหมายของข้อความนี้ทำให้ทุกคนเงียบกริบ ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสับสนและหวาดระแวง
"หมายความว่า... พยัคฆ์ดำถูกส่งมาขัดขวางเรา?" เสือถาม
"หรือไม่ก็... เขาแค่บังเอิญผ่านมาเจอเรา?" ลูกทีมอีกคนเสนอ
"ไม่... ดูจากสถานการณ์แล้ว... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ" พยัคฆ์กล่าว "พยัคฆ์ดำรู้ว่าเราจะมาที่นี่... หรือไม่ก็... เขาถูกส่งมาเพื่อจัดการกับเราก่อนที่เราจะไปถึงคลังของท่านขุนนาง"
"แล้วเราจะทำยังไงต่อไป?"
พยัคฆ์มองไปยังทิศทางที่พยัคฆ์ดำหายไป ดวงตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว "เราจะไปต่อ... แต่คราวนี้... เราต้องระวังตัวให้มากขึ้น"
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ "แผนของเรายังไม่เปลี่ยนแปลง... แต่ศัตรูของเรา... อาจจะมีมากกว่าที่เราคิด"
พยัคฆ์กอดตราประจำตระกูลไว้แน่นในมือ เขารู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะยากลำบากกว่าที่เคยเป็นมา และการเปิดโปงความจริงเบื้องหลังการคดโกงของขุนนาง จะต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาคาดคิด
"ไปกันเถอะ" พยัคฆ์กล่าว "ยังมีอีกหลายอย่างที่เราต้องจัดการ"
เขาหันหลังเดินนำลูกทีมเข้าไปในความมืดอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของเลือดและความสงสัยในใจของทุกคน
แต่ก่อนที่พวกเขาจะหายไป เสียงฝีเท้าอีกชุดหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากอีกทางหนึ่ง เป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและรวดเร็ว ยิ่งกว่าเสียงฝีเท้าของพยัคฆ์ดำเสียอีก...
ติดตามตอนต่อไป: พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน ตอนที่ 27 – เงาซ่อนเร้นในคลังสมบัติ

พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก