พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน

ตอนที่ 29 — เส้นชัยที่ใกล้แค่เอื้อม

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,001 คำ

ความเงียบที่แผ่ซ่านหลังเสียงดาบกระทบกันเมื่อครู่ ไม่ได้นำมาซึ่งความผ่อนคลาย หากแต่บีบคั้นทุกอณูของอากาศให้ตึงเครียดราวกับเชือกที่ถูกดึงจนถึงขีดสุด พยัคฆ์ยืนนิ่ง หัวใจเต้นระรัวเป็นจังหวะถี่ ท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งผ่านพ้นไป กลิ่นคาวเลือดและเหงื่ออายังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ บัดนี้ ‌มีเพียงเสียงหอบหายใจอันเหนื่อยอ่อนของตัวเขาเอง และเสียงกุกกักเล็กน้อยของร่างที่ล้มลงในสนามรบ ดาบในมือเย็นเยียบ ทว่าความร้อนรุ่มในอกกลับมิได้ลดลงแม้แต่น้อย

"ท่านพยัคฆ์... ท่านเป็นอะไรมากหรือไม่?" เสียงทุ้มแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง ปลายสายตาของพยัคฆ์เหลือบมองไปยังร่างของ 'เสือ' ​สหายผู้ภักดี แม้ใบหน้าของเสือจะซีดเผือดและมีรอยฟกช้ำจากการปะทะ แต่แววตาของเขายังคงฉายประกายห่วงใย

พยัคฆ์สลัดความคิดฟุ้งซ่าน แล้วก้าวเท้าไปหาเสือ "ข้าไม่เป็นไร เสือ... แต่เจ้าเล่า?"

"เพียงเล็กน้อย ท่าทางท่านจะจัดการกับไอ้พวกหน้าโง่นั่นได้ไม่ยากนัก" ‍เสือเอ่ยพลางปาดเลือดที่มุมปาก "แต่ดูเหมือน... พวกมันจะมากันมากกว่าที่คาดไว้"

คำพูดของเสือทำให้พยัคฆ์เหลือบมองไปรอบตัวอีกครั้ง ซากศพของทหารองครักษ์ขุนนางคดโกงกองเกลื่อนกลาด ดาบและโล่กระจัดกระจาย เผยให้เห็นถึงการต่อสู้ที่ดุเดือด แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงฝีเท้าจำนวนมากดังใกล้เข้ามาจากหลายทิศทาง ‌เงาตะคุ่มของกลุ่มคนกำลังแฝงตัวเข้ามาในเงามืดของตรอกซอกซอย

"พวกมันรู้แล้ว" พยัคฆ์พึมพำ "เราต้องรีบจัดการกับที่นี่ แล้วมุ่งหน้าไปยังคลังของท่านขุนนาง"

"แต่พวกมัน... มากเกินไป" เสือกล่าวอย่างกังวล "หากเราไม่ถอยกลับไปตั้งหลัก..."

"ถอยตอนนี้ก็เท่ากับเสียเปล่า" พยัคฆ์ขัดขึ้นทันควัน ‍ดวงตาคมกริบราวกับพยัคฆ์ร้ายส่องประกาย "เรามาถึงขนาดนี้แล้ว เสือ ไม่มีความหมายที่จะถอย ข้าจะไปเอง ส่วนเจ้า... จงนำพวกที่เหลือเข้ายึดเส้นทางนี้ไว้ หากมีใครพยายามเข้ามา ​หรือออกไป ให้จัดการให้เด็ดขาด"

"ท่านจะไปคนเดียวหรือ? มันอันตรายเกินไป!" เสือประท้วง

"ข้าต้องไป" พยัคฆ์ยืนกราน "ยิ่งปล่อยไว้นาน ยิ่งมีปัญหา พวกมันจะเสริมกำลังเข้ามาไม่หยุด ​ยิ่งเรามีเวลามากเท่าไหร่ โอกาสของเราก็ยิ่งน้อยลง"

พยัคฆ์หันหลังให้เสือ ก้าวเท้าไปตามตรอกแคบๆ ร่างกายยังคงเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ และดาบในมือก็ยังคงเปื้อนเลือด แต่จิตใจกลับมุ่งมั่นยิ่งกว่าครั้งไหนๆ เขาแทบจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสมบัติที่รออยู่เบื้องหน้า สมบัติที่จะนำมาซึ่งความยุติธรรม ​และปลดปล่อยผู้คนจากเงื้อมมือของขุนนางชั่วช้า

ตรอกแล้วตรอกเล่าที่พยัคฆ์เคลื่อนผ่านไป แสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นทางยาว ปรากฏเงาของเขาที่ทอดตัวยาวผิดปกติ ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ เสียงผู้คนก็ยิ่งดังขึ้น บ่งบอกว่าเขาใกล้ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เขาได้ยินเสียงตะโกนสั่งการ เสียงเกราะกระทบกัน และเสียงโลหะที่เสียดสีกันอย่างแผ่วเบา

"หยุด! ใครอยู่ตรงนั้น!" เสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหน้า ร่างของพยัคฆ์ชะงักกึก เขาแอบมองลอดมุมกำแพง เห็นกลุ่มทหารยามกำลังยืนเฝ้าปากทางเข้าสู่ลานกว้าง ท่าทางของพวกเขาดูระแวดระวัง แต่ก็แฝงไปด้วยความประมาท

"อย่าเสียเวลาโว้ย! พวกมันหนีไปไหนไม่พ้นหรอก" หนึ่งในทหารยามกล่าวอย่างเบื่อหน่าย "รีบเข้าเวรซะ ข้าจะได้ไปพัก"

"ระวังปากหน่อยสิ! เสนาท่านสั่งว่าต้องเข้มงวด" ทหารอีกคนเตือน

พยัคฆ์ได้ยินดังนั้น จึงยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยาม พวกมันประมาทเกินไปเสียแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงเรื่องราวของอดีต เมื่อครั้งที่เขายังเป็นเพียงเด็กน้อยที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในเมืองหลวงแห่งนี้ ภาพความยากลำบากของผู้คนขัดสน ความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ

"เอาล่ะ ถึงเวลาแล้ว" พยัคฆ์พึมพำกับตัวเอง เขากระชับดาบในมือ แล้วประคองร่างที่ยังเหนื่อยล้า ค่อยๆ ออกจากที่ซ่อน

เมื่อพยัคฆ์ก้าวออกมายืนกลางแจ้ง เหล่าทหารยามก็ตกตะลึงในทันที

"ใครน่ะ!"

"บุก! มีผู้บุกรุก!"

เสียงตะโกนปลุกระดมดังขึ้น พวกทหารยามรีบยกอาวุธขึ้นเตรียมพร้อม แต่พวกเขาก็ยังคงยืนนิ่งด้วยความประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าจะมีใครกล้าบุกเข้ามาถึงที่นี่เพียงลำพัง

พยัคฆ์ไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าใส่ทหารยามกลุ่มนั้นราวกับสายฟ้าฟาด ดาบในมือวาดผ่านอากาศเป็นประกายสีเงินอันน่าสะพรึงกลัว การเคลื่อนไหวของเขาคล่องแคล่วว่องไว แม้จะเหนื่อยล้า แต่ประสบการณ์ที่สั่งสมมานานปีทำให้เขาสามารถจัดการกับทหารยามทั้งสี่นายได้อย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจ พวกมันก็ล้มลงไปกองกับพื้น

"หึ... แค่นี้เอง" พยัคฆ์กล่าวอย่างเย้ยหยัน เขาสำรวจรอบๆ ลานกว้าง เห็นประตูไม้ขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ประตูนั้นดูแข็งแรงทนทาน และมีทหารยามอีกหลายสิบนายยืนเฝ้าอยู่

"ใครน่ะ! กล้าบุกรุกถึงที่นี่!" เสียงตะโกนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากกลุ่มทหารที่ยืนเฝ้าประตู พลางยกอาวุธขึ้นเล็งมาทางพยัคฆ์

"ข้าคือผู้ที่จะมาทวงคืนความยุติธรรม!" พยัคฆ์ตะโกนตอบกลับ เสียงของเขากึกก้องไปทั่วลานกว้าง "พวกเจ้าที่รับใช้ขุนนางคดโกง จงออกไปเสีย! หรือไม่ก็ตาย!"

คำพูดของพยัคฆ์ทำให้เหล่าทหารยามบางส่วนเกิดความลังเล แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงยืนกรานที่จะทำหน้าที่ของตน

"บังอาจนัก! กล้าพูดจาหยาบคายกับพวกเรา! จงตายเสีย!"

เหล่าทหารยามระดมยิงธนูเข้าใส่พยัคฆ์อย่างไม่ยั้ง แต่พยัคฆ์ก็อาศัยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว หลบหลีกคมลูกธนูไปได้อย่างฉิวเฉียด เขากระโดดโลดเต้นไปมา หลบหลีกการโจมตีของพวกมันอย่างคล่องแคล่วราวกับนักกายกรรม

"พวกเจ้าคงไม่รู้หรอกสินะ ว่าข้าคือใคร" พยัคฆ์กล่าวพลางยิ้ม "ข้าคือพยัคฆ์! พยัคฆ์ผู้ผยองแผ่นดิน!"

เมื่อได้ยินชื่อ "พยัคฆ์" ใบหน้าของเหล่าทหารยามก็ซีดเผือดลงทันที พวกเขาเคยได้ยินเรื่องราวของนักรบปริศนาผู้นี้ที่บุกเดี่ยวเข้าปล้นสังหารเหล่าขุนนางที่ฉ้อฉล ทว่าไม่เคยคิดว่าเขาจะกล้าบุกเข้ามาถึงที่นี่ได้อย่างไร

"พยัคฆ์งั้นหรือ! เป็นไปไม่ได้!"

"อย่าหลงกลมัน! มันเป็นเพียงคนเดียว! จงโจมตีมัน!"

แม้จะหวาดกลัว แต่พวกทหารยามก็ยังคงได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ปกป้องคลังสมบัติแห่งนี้ไว้ให้ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจบุกเข้าโจมตีพยัคฆ์พร้อมกัน

พยัคฆ์ไม่รอช้า เขาพุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารยามที่แตกกระจายออกเป็นวง เคลื่อนไหวราวกับใบพัดที่หมุนอย่างรวดเร็ว ดาบในมือฟาดฟันไปอย่างไม่หยุดยั้ง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด เลือดกระเซ็นไปทั่วอาณาบริเวณ เสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว

พยัคฆ์ต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดที่มี เขาจำได้ถึงใบหน้าของชาวบ้านที่อดอยาก ภาพของเด็กน้อยที่ไร้ที่พึ่ง ภาพเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เขาต่อสู้ต่อไป เขารู้ว่า หากเขาไม่สามารถนำสมบัติเหล่านี้ไปช่วยเหลือผู้คนได้ ใครเล่าจะทำ?

"ข้าจะไม่ยอมให้พวกเจ้าทำร้ายผู้คนได้อีกต่อไป!" พยัคฆ์ตะโกนก้อง เขาแทงดาบเข้าใส่ทหารยามที่อยู่ใกล้ที่สุด เสียงร้องโหยหวนของมันดังขึ้นก่อนจะล้มลงไป

"ขออำนาจของข้า จงแผ่ไพศาล! ขอความยุติธรรม จงบังเกิด!"

พยัคฆ์ต่อสู้กับเหล่าทหารยามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่กำลังจะหมดลง แต่ภาพของสมบัติที่อยู่เบื้องหน้าก็เป็นเหมือนแสงสว่างนำทางให้เขา

ในที่สุด พยัคฆ์ก็สามารถจัดการกับทหารยามที่ขวางหน้าได้ทั้งหมด เขาเดินโซซัดโซเซไปที่ประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ทอดสู่ภายในคลัง เขาใช้แรงทั้งหมดที่มี ผลักประตูบานนั้นออก

เสียงประตูไม้บานใหญ่ที่เปิดออกดังครืดคราด สะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ ภายในคลังสว่างไสวไปด้วยแสงจากตะเกียงที่ถูกจุดไว้เป็นจำนวนมาก เผยให้เห็นถึงกองสมบัติอันล้ำค่าที่กองสูงจนแทบจะจรดเพดาน ทองคำ เงินทอง เพชรพลอย และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อีกมากมาย

พยัคฆ์ยืนนิ่ง จ้องมองสมบัติเหล่านั้นด้วยความตื้นตันใจ เขาทำสำเร็จแล้ว! เขามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว!

แต่ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าจำนวนมากก็ดังใกล้เข้ามาจากด้านหลังประตูที่เขาเพิ่งเปิดออก

"ท่านพยัคฆ์! เกิดอะไรขึ้น?" เสียงของเสือดังกังวล

พยัคฆ์หันกลับไปมอง เห็นเสือและลูกน้องบางส่วนกำลังวิ่งเข้ามา แต่เบื้องหลังของพวกเขากลับมีเงาตะคุ่มของกลุ่มทหารจำนวนมากกำลังไล่ตามมา

"เสือ! ถอยไป! พวกมันมาแล้ว!" พยัคฆ์ตะโกน

"แต่ท่าน..."

"ข้าไม่เป็นไร! จงรีบไปก่อน!" พยัคฆ์กล่าว เขาหันกลับไปมองสมบัติอีกครั้ง พร้อมกับมองไปยังเส้นทางที่เขาเพิ่งฝ่าฟันมา

"ข้าต้องรีบนำสมบัติเหล่านี้ออกไปให้เร็วที่สุด" พยัคฆ์คิดในใจ "ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป"

แสงตะเกียงสาดส่องกระทบกับกองสมบัติแวววาว แต่ในขณะเดียวกัน กลิ่นอายของอันตรายก็กำลังคืบคลานเข้ามา พยัคฆ์จะสามารถนำสมบัติเหล่านี้ออกไปได้อย่างปลอดภัยหรือไม่? หรือเขาจะต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มากกว่าเดิม?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน

พยัคฆ์ผยองแผ่นดิน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!