เสียงปืนกลหนักกระหน่ำไม่หยุดราวกับฟ้าระเบิด อัคราคลานหลบเข้าใต้ซากตึกที่เอนเอียงอย่างน่าหวาดเสียว ฝุ่นปูนสีเทาฟุ้งตลบจนแสบตา ร่างกายทุกส่วนปวดร้าวราวกับถูกบดขยี้ เขากัดฟันแน่น พยายามกลั้นเสียงครางที่เล็ดลอดออกมา แขนซ้ายที่บาดเจ็บจากแรงระเบิดยังคงปวดตุบๆ แม้จะถูกพันด้วยเศษผ้าหยาบๆ ที่หาได้จากซากอาคารที่พังทลาย แต่เลือดสีแดงเข้มก็ยังคงซึมทะลุผ้าออกมาเป็นวงกว้าง
"ต้องไปให้พ้นจากที่นี่" เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่า สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่กัดกินไปทั่วร่าง เขาเหลือบมองไปรอบตัว สิ่งที่เคยเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา บัดนี้กลับกลายเป็นนรกบนดิน ทุกหนทุกแห่งมีแต่ซากปรักหักพัง ไฟยังคงลุกไหม้เป็นหย่อมๆ ส่งเสียงโครมครามราวกับสัตว์ร้ายกำลังคำราม ยานรบรูปร่างประหลาดของศัตรูยังคงลอยลำอยู่เหนือหัว ส่งเสียงคำรามกึกก้องราวกับจะกดดันให้ทุกคนที่ยังหลงเหลืออยู่ยอมจำนน
"พวกมันตามมาแน่" เขาคิด เขาจำได้ดีถึงใบหน้าอันอำมหิตของพวกทหารสวมชุดเกราะสีดำสนิทที่ไล่ล่าเขามาอย่างไม่ลดละ พวกมันมีอาวุธที่ร้ายกาจเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะต่อกรได้
ความคิดคำนึงถึง "ผู้พันทัศน์" และ "ทีม" ทำให้หัวใจของอัคราบีบรัด เขารู้สึกผิดที่ต้องทิ้งพวกเขาไว้เบื้องหลัง แต่สถานการณ์มันเลวร้ายเกินกว่าจะช่วยเหลือใครได้ในขณะนั้น เขาต้องเอาชีวิตรอด เพื่อวันหนึ่งจะได้กลับมาแก้แค้น และเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ที่ยังรอดชีวิต
"อัครา! อัครา! ได้ยินไหม!" เสียงแหบพร่าดังมาจากด้านหลัง เขาหันขวับไปมอง แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านซากปรักหักพัง
"หลอนไปแล้วเหรอวะ" เขาบ่นพึมพำ พยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ขาข้างขวาอ่อนแรงจนแทบทรุดลง เขาเกาะซากกำแพงไว้แน่น สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรวบรวมสติ
"ถ้าออกไปทางนี้ไม่ได้ ก็ต้องไปอีกทาง" เขาตัดสินใจ เขาเหลือบมองไปยังทิศทางที่มืดมิดกว่าเดิม นั่นคือบริเวณที่ดูเหมือนว่าแรงปะทะของระเบิดจะน้อยกว่าที่อื่นเล็กน้อย
เขาเริ่มคลานไปอย่างทุลักทุเล ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด กลิ่นคาวเลือดของตนเองผสมปนเปกับกลิ่นไหม้ของอาคารที่พังทลาย เศษแก้วและเหล็กแหลมคมบาดเข้าที่มือและแขนของเขา แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ
"เหลืออีกเท่าไหร่" เขาถามตัวเอง เสียงของเขาแทบจะกลืนหายไปกับเสียงระเบิดที่ยังคงดังเป็นระยะๆ
เมื่อคลานมาถึงบริเวณที่ดูโล่งขึ้นมาหน่อย เขามองเห็นทางเข้าของอุโมงค์ระบายน้ำที่ดูเหมือนจะยังคงสภาพดีอยู่บ้าง แม้จะมีเศษปูนและเศษไม้ปิดปากทางอยู่บ้าง แต่ก็พอมีช่องว่างให้ลอดเข้าไปได้
"ที่นี่น่าจะเป็นทางออกที่ดี" เขากล่าวกับตัวเอง เขาค่อยๆ ดันเศษซากที่ปิดปากอุโมงค์ออกอย่างยากลำบาก แรงแขนที่เหลืออยู่ถูกระดมใช้จนหมดสิ้น
"อีกนิดเดียว" เขาพยายามปลุกเร้าตัวเอง
ในที่สุด ปากอุโมงค์ก็เปิดออกพอที่จะให้เขามุดเข้าไปได้ อากาศภายในอุโมงค์เย็นยะเยือกกว่าด้านนอกมาก กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินโชยเข้ามาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่น่าอึดอัด แต่ก็ให้ความรู้สึกปลอดภัยกว่าการอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยอันตราย
เขามุดเข้าไปในอุโมงค์อย่างทุลักทุเล ยานรบของศัตรูยังคงลอยลำอยู่เหนือหัว แต่เสียงของมันก็เริ่มเบาลงไปบ้างเมื่อเขาลดตัวลงมาอยู่ในอุโมงค์
"รอดไปอีกขั้น" เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก
ภายในอุโมงค์มืดสนิท เขาหยิบไฟฉายขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แสงไฟสีขาวส่องสว่างไปตามผนังคอนกรีตที่เปียกชื้น มีหยดน้ำเกาะอยู่เป็นระยะๆ พื้นอุโมงค์เต็มไปด้วยน้ำขังและโคลน
"ต้องไปให้ลึกกว่านี้" เขาคิด เขาไม่รู้ว่าอุโมงค์นี้จะพาเขาไปที่ไหน หรือจะไปสิ้นสุดที่ไหน แต่ก็ดีกว่าที่จะอยู่ข้างนอก
เขาก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง เท้าของเขาก้าวลงไปในน้ำเย็นเฉียบที่สูงถึงข้อเท้า แขนซ้ายที่บาดเจ็บทำให้เขาทรงตัวได้ลำบาก เขาต้องใช้มือขวาค้ำยันกำแพงอุโมงค์ไปเรื่อยๆ
"เสียงอะไรน่ะ" ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงแผ่วเบามาจากเบื้องหน้า เสียงเหมือนใครบางคนกำลังพูดคุยกัน
หัวใจของอัคราเต้นระรัว เขาหยุดชะงักทันที เขาพยายามเพ่งมองไปในความมืดเบื้องหน้า แต่ก็มองไม่เห็นอะไร
"พวกมันตามมาถึงนี่แล้วเหรอ" ความคิดที่น่ากลัวผุดขึ้นมาในหัว
เขาพยายามเพ่งสมาธิไปที่เสียงนั้นอีกครั้ง เสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาพอจะจับใจความได้ มันเป็นภาษาที่ไม่คุ้นเคย แต่ฟังดูไม่เหมือนภาษาของพวกทหารสวมชุดเกราะสีดำ
"อาจจะเป็นคนอื่น" เขาคิดด้วยความหวัง
เขาก้าวเดินเข้าไปใกล้ขึ้นอย่างช้าๆ เสียงฝีเท้าของเขาดังสะท้อนในอุโมงค์ ทำให้เขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
"ใครอยู่ข้างหน้า!" เสียงหนึ่งดังขึ้นมาอย่างชัดเจน เป็นเสียงผู้หญิง
อัคราชะงักอีกครั้ง เขาไม่คาดคิดว่าจะเจอใครในอุโมงค์แห่งนี้
"ผม... ผมเอง อัครา" เขาตอบกลับไป เสียงของเขาแหบพร่าและสั่นเครือ
เงาของใครบางคนปรากฏขึ้นมาจากความมืด ร่างกายของพวกเขายังคงปกคลุมด้วยความมืด แต่เขาพอจะมองเห็นได้ว่ามีคนอยู่มากกว่าหนึ่งคน
"อัครา? ทหารหน่วยรบพิเศษ?" เสียงผู้หญิงคนเดิมถามกลับมา
"ใช่ครับ" อัคราตอบ
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันเล็กๆ ดวงหนึ่งส่องสว่างขึ้นมา ทำให้เขาพอจะมองเห็นใบหน้าของคนที่อยู่ตรงหน้าได้
หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขา ใบหน้าของเธอเปื้อนฝุ่นและคราบเลือด แต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววเด็ดเดี่ยว ผมสีดำยาวของเธอถูกรวบขึ้นอย่างลวกๆ ใบหน้าของเธอบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า แต่ก็แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
ข้างๆ เธอมีชายสูงวัยคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าที่ดูเก่าขาด แต่ก็ยังคงมีความสง่างาม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตาของเขาฉายแววฉลาดและรอบคอบ
"คุณบาดเจ็บ" หญิงสาวคนนั้นพูดพลางเข้ามาใกล้ "ให้ฉันดูแขนคุณหน่อย"
อัคราลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาที่จริงใจของเธอ เขาก็ยอมให้เธอเข้ามาดู
เธอค่อยๆ แกะผ้าพันแผลที่พันอยู่กับแขนซ้ายของเขาออก เมื่อเห็นบาดแผลที่เปิดอ้าและเลือดที่ยังคงไหลไม่หยุด เธอก็พยักหน้า
"แย่เลย แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องตัดแขน" เธอกล่าว "คุณโชคดีมากที่ยังมาถึงที่นี่ได้"
"ที่นี่คือที่ไหนครับ" อัคราถาม
"ที่นี่คือที่หลบภัยของพวกเรา" ชายสูงวัยตอบ "พวกเราคือผู้รอดชีวิต ที่พยายามจะหนีจากความหายนะนี้"
"ความหายนะ?" อัคราทวนคำ
"สงครามที่พวกมันก่อขึ้น" ชายสูงวัยกล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย "พวกมันมาจากนอกโลก มายึดครองทุกสิ่งของเรา"
"มาจากนอกโลก?" อัคราอุทานด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเชื่อเรื่องพวกนี้มาก่อน
"ใช่" หญิงสาวตอบ "พวกมันมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าเรามาก มีอาวุธที่ทรงพลัง และพวกมันก็โหดเหี้ยมไร้ความปราณี"
"พวกมันบุกเข้ามาในเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ" อัคราถาม
"เมื่อหลายวันก่อน" ชายสูงวัยตอบ "พวกมันทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ทหารของเราพยายามต่อต้าน แต่ก็สู้พวกมันไม่ได้"
อัครานึกถึงภาพการต่อสู้ที่เขาเพิ่งผ่านมา เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกทหารของเขาถึงได้พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย
"แล้วพวกคุณ... จะไปไหนต่อ" เขาถาม
"พวกเรากำลังจะไปหาแหล่งพลังงานที่จะช่วยให้เราสามารถต่อต้านพวกมันได้" หญิงสาวตอบ "แต่เส้นทางมันอันตรายมาก"
"ผมจะช่วยพวกคุณ" อัครากล่าวอย่างหนักแน่น แม้ร่างกายจะอ่อนแรง และแขนซ้ายจะบาดเจ็บ แต่เขาก็รู้ว่านี่คือโอกาสของเขาที่จะทำในสิ่งที่ควรทำ
"คุณแน่ใจเหรอ" ชายสูงวัยถามด้วยความสงสัย "คุณเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา และคุณก็บาดเจ็บ"
"ผมจะทำ" อัครายืนยัน "ผมจะไม่ยอมให้พวกมันทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไปมากกว่านี้"
หญิงสาวมองหน้าอัคราด้วยความชื่นชม "ฉันชื่อ "เมษา" ส่วนท่านผู้นี้คือ "อาจารย์ประจักษ์" อดีตนักวิทยาศาสตร์ผู้มากฝีมือ"
"ยินดีที่ได้รู้จัก" อัครากล่าว "ผมอัครา"
"เราต้องรีบไปแล้ว" เมษาพูด "พวกมันอาจจะตามมาถึงที่นี่ได้ทุกเมื่อ"
อัคราพยักหน้า เขาหันกลับไปมองปากอุโมงค์ที่เขาเพิ่งคลานผ่านมา ความมืดและความอันตรายยังคงรออยู่ข้างนอก แต่ในความมืดนั้น เขาก็พบกับความหวังริบหรี่ กับเพื่อนร่วมทางที่ไม่คาดฝัน
"ไปกันเถอะ" อาจารย์ประจักษ์กล่าว
ทั้งสามคนก้าวเดินต่อไปในอุโมงค์ที่มืดมิด ลึกเข้าไปเรื่อยๆ ห่างจากสมรภูมิรบที่กำลังลุกเป็นไฟ แต่ความหวังที่จะเอาชีวิตรอดและต่อสู้เพื่ออนาคต ยังคงเป็นแสงสว่างนำทางพวกเขาไปข้างหน้า...
แต่แล้ว เสียงโครมครามอันดังสนั่นก็ดังขึ้นมาจากด้านหลังพวกเขา ทำให้พื้นอุโมงค์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง...

เพลิงกาฬผลาญพสุธา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก