อัคราไอโขลกแรง ควันสีดำที่หอบเข้ามาในโพรงแคบนี้กัดกินหลอดลมจนแสบร้อน กลิ่นไหม้ที่อบอวลยิ่งกว่าคราใดในชีวิต คือสัญญาณเตือนถึงหายนะที่กำลังแผ่ขยายราวกับอัคคีอเวจีที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง ร่างกายที่อ่อนล้าจากการต่อสู้ไม่หยุดหย่อน ยิ่งทวีความทรมานเมื่อต้องสูดเอาอากาศอันเป็นพิษเข้าไป ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยประกายแห่งนักสู้ บัดนี้ฉายแววแห่งความเจ็บปวดและสิ้นหวังเล็กน้อย แต่สัญชาตญาณแห่งการเอาชีวิตรอดที่ฝังลึกกลับตะโกนก้องอยู่ในหัวให้ต้องลุกขึ้น สู้ต่อไป
“บ้าเอ๊ย!” เสียงห้าวแหบพร่าของเขาดังลอดออกมาจากลำคอที่ระคายเคือง เขาพยายามดันตัวเองขึ้นจากพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบที่ถูกความร้อนจากภายนอกแผดเผาจนแทบจะหลอมละลาย แขนซ้ายที่ถูกพันแผลอย่างลวกๆ ยังคงปวดร้าว ทว่าความเจ็บปวดทางกายไม่อาจเทียบได้กับภาพความพินาศที่ฉายวนซ้ำในหัว เมืองที่เคยรุ่งเรือง บัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่ถูกเผาผลาญ ไม่เว้นแม้กระทั่งหลุมหลบภัยเล็กๆ ที่เขาใช้เป็นที่พักพิงชั่วคราว
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไม่หยุดหย่อน เขย่าโครงสร้างของอาคารเก่าแก่ที่เหลืออยู่ให้สั่นสะเทือน ฝุ่นละอองและเศษปูนร่วงกราวลงมาเป็นระยะ ยิ่งเพิ่มความอึดอัดให้แก่เขา อัครากวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบตัว โพรงเล็กๆ นี้เป็นส่วนหนึ่งของอุโมงค์ระบายน้ำที่ถูกทิ้งร้าง แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงอัดจากระเบิดที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องได้อีกต่อไป
“ต้องออกไปจากที่นี่” เขาพึมพำกับตัวเอง ความคิดเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวคือการเอาชีวิตรอด การหลบหนีจากนรกบนดินแห่งนี้ หากยังคงอยู่ที่นี่ต่อ มีหวังได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับซากเมืองอย่างแน่นอน
เขาค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น ยืนอย่างโซซัดโซเซ แขนซ้ายที่อ่อนแรงถูกยกขึ้นประคองลำตัว เผื่อเอาไว้หากเสียหลัก เขาย่างเท้าออกไปช้าๆ สู่ปากอุโมงค์ที่เปิดออกสู่ภายนอก แสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามานั้นไม่ใช่แสงแห่งความหวัง แต่เป็นแสงสีแดงฉานที่เกิดจากเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ไปทั่วทุกหนแห่ง
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาอัคราแทบยืนไม่ติดตึกรามบ้านช่องที่เคยตั้งตระหง่าน บัดนี้เหลือเพียงโครงเหล็กที่บิดเบี้ยวและผนังที่ถูกเผาจนดำเป็นถ่าน ลมร้อนที่พัดมาปะทะใบหน้ายิ่งตอกย้ำถึงความโหดร้ายของสถานการณ์ สายตาของเขาไล่กวาดไปตามซากปรักหักพัง มองหาร่องรอยของผู้รอดชีวิต หรือไม่ก็เส้นทางที่จะนำพาเขาออกไปจากขุมนรกแห่งนี้
“ใครก็ได้! มีใครอยู่ไหม!” เสียงตะโกนของเขาขาดห้วงไปกับเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดพาเอาเศษซากและเปลวไฟมาด้วย มีเพียงเสียงของหายนะเท่านั้นที่ตอบกลับ
เขาตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทิศที่ไฟยังลุกลามไม่ถึงมากนัก แต่ก็ยังคงมีกลุ่มควันดำทะมึนลอยอ้อยอิ่งอยู่เต็มท้องฟ้า เขาอาศัยเงาของซากตึกที่ยังคงตั้งอยู่บ้าง พรางตัวไปตามทาง หลบหลีกเศษซากที่ร่วงหล่น และหลีกเลี่ยงการปะทะกับกลุ่มศัตรูที่อาจยังคงวนเวียนอยู่
การเคลื่อนไหวทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ปืนพกคู่ใจถูกชักออกมาถือประคองด้วยมือขวาเพียงข้างเดียว แขนซ้ายที่บาดเจ็บทำให้การควบคุมปืนไม่ถนัดนัก แต่เขาก็ต้องพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขณะที่กำลังย่องผ่านซากรถบัสที่ถูกพลิกคว่ำ เสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามาก็ทำให้เขาชะงัก เขาหมอบลงซ่อนตัวหลังซากรถทันที หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก
“ตรวจดูให้ทั่ว! อย่าให้มีใครรอดไปได้!” เสียงทุ้มต่ำของนายทหารศัตรูดังขึ้น เขาเห็นเงาร่างของทหารกลุ่มหนึ่ง สวมชุดสีดำสนิท พร้อมอาวุธครบมือ กำลังเดินตรวจตราไปตามถนนที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
อัครากลั้นหายใจ มองดูพวกมันเดินผ่านไปอย่างใจเย็น เมื่อเสียงฝีเท้าค่อยๆ จางหายไป เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก คราวนี้รอดไปอีกครั้ง แต่เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงการยื้อเวลาเท่านั้น
เขาต้องหาที่หลบภัยที่ปลอดภัยกว่านี้ ที่ที่สามารถพักฟื้นร่างกายและวางแผนการต่อไปได้ เมืองนี้ไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว เขามองเห็นภาพเงาของป่าทึบที่ทอดไกลออกไปจากขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก เขาเคยได้ยินว่ามีเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าขนาดใหญ่อยู่บริเวณนั้น หากเขาไปถึงที่นั่นได้ อาจมีโอกาสรอดชีวิต
แต่เส้นทางสู่ป่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย ระหว่างทางคือเขตเมืองที่ยังคงถูกปกคลุมไปด้วยไฟ และอาจมีศัตรูที่คอยลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่กำลังวางแผนการเดินทางต่อไป เสียงระเบิดครั้งใหม่ก็ดังขึ้นใกล้กว่าเดิม แรงอัดทำให้พื้นดินสะเทือนอย่างรุนแรง อัคราเสียหลักเซถลาไปชนกับซากรถด้านหลัง
“บ้าจริง! พวกมันกำลังจะกวาดล้างทุกอย่าง!” เขาตะโกนอย่างหัวเสีย
เปลวเพลิงที่ลุกลามอย่างรวดเร็วเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ หลอมรวมกับควันสีดำที่หนาทึบจนแทบจะมองไม่เห็นทาง เขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องวิ่งฝ่าดงเพลิงนี้ไป
อัคราลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เขาไม่มีเวลาลังเลอีกต่อไป เขาพุ่งตัวออกไปจากที่ซ่อน วิ่งไปตามทางที่เห็นว่ายังพอมีช่องว่างระหว่างเปลวเพลิงที่ลุกไหม้
“โฮ่! นั่นไง!” เสียงตะโกนของศัตรู ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของถนน
เขารู้สึกถึงความร้อนที่แผดเผาผิวหนัง เปลวเพลิงที่โอบล้อมเข้ามาทุกทิศทาง ราวกับจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งเป็น เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ มือซ้ายที่บาดเจ็บถูกยกขึ้นประคองลำตัวอย่างอัตโนมัติ
กระสุนดังขึ้นหลายนัด แต่โชคยังดีที่มันเฉียดผ่านไปเฉยๆ อัคราอาศัยสิ่งปลูกสร้างที่ยังคงตั้งอยู่เป็นที่กำบังเป็นระยะๆ เขาเห็นทางแคบๆ ที่ทอดเข้าไปในซอกตึกที่ยังไม่ถูกไฟไหม้มากนัก เขาตัดสินใจพุ่งเข้าไป
“อย่าปล่อยให้มันหนีไป!” เสียงตะโกนไล่หลังมา
อัคราวิ่งฝ่าเข้าไปในซอกตึก ภาพตรงหน้าคือทางเดินเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและเศษแก้วที่แตกกระจาย เขากระโดดข้ามสิ่งกีดขวางอย่างคล่องแคล่ว แม้จะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วร่างกาย
เขาได้ยินเสียงฝีเท้าที่ตามมาอย่างกระชั้นชิด ทว่าซอกตึกที่แคบและคดเคี้ยวทำให้พวกมันเสียเปรียบ เขามองเห็นช่องทางออกด้านหน้า ซึ่งดูเหมือนจะทอดไปสู่บริเวณที่โล่งกว่า
เมื่อโผล่ออกมาจากซอกตึก เขาก็พบว่าตัวเองอยู่ไม่ไกลจากขอบเมืองมากนัก ตรงหน้าคือทุ่งหญ้ากว้างที่ทอดยาวไปจรดกับป่าทึบที่เขียวขจี
“นั่นไง! มันหนีไปทางป่า!”
เสียงตะโกนของศัตรูดังขึ้นอีกครั้ง อัคราหันไปมอง เห็นทหารศัตรูประมาณห้าถึงหกนาย กำลังวิ่งไล่ตามเขามาติดๆ
“ไปให้พ้น!” เขาตะโกนกลับพลางชักปืนขึ้นเล็ง
เขาไม่รอช้า พุ่งตัวออกไปกลางทุ่งหญ้าอย่างไม่คิดชีวิต ความร้อนจากไฟยังคงอบอวลอยู่ด้านหลัง แต่เขารู้สึกถึงลมเย็นที่พัดมาจากทิศทางของป่า ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งความหวัง
เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ปลายเท้าเหยียบย่ำไปบนหญ้าแห้งที่กำลังจะติดไฟจากความร้อนที่แผ่กระจายมา อัคราหันไปมองข้างหลัง เห็นกลุ่มทหารยังคงตามมาไม่ลดละ แต่ระยะห่างเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“พวกแกมันโง่!” เขาพึมพำ
เมื่อเข้าใกล้เขตป่า อัคราก็สัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นและอากาศที่บริสุทธิ์กว่า เขาไม่รอช้า พุ่งตัวเข้าไปในดงไม้ทึบ ราวกับผีเสื้อที่โบยบินเข้าหาดอกไม้
เสียงฝีเท้าของศัตรูเริ่มแผ่วเบาลง พวกมันไม่กล้าที่จะตามเข้ามาในป่าทึบอย่างแน่นอน อัคราอาศัยความคุ้นเคยกับภูมิประเทศแบบป่า หายตัวไปท่ามกลางเงาไม้และพุ่มไม้ต่างๆ
เขาเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างไม่หยุดยั้ง ความปวดร้าวจากบาดแผลเริ่มกลับมาอีกครั้ง ร่างกายที่อ่อนล้าจากการต่อสู้และการหลบหนีมาทั้งวัน ทำให้เขาแทบไม่มีแรงจะก้าวเดินต่อไป
เขาต้องหาแหล่งน้ำ และหาที่พักผ่อนที่ปลอดภัย เขาเหลือบมองไปยังแขนซ้ายที่ยังคงมีเลือดซึมออกมาจากบาดแผล
“อีกไม่นาน…เราจะไปถึงที่นั่น” เขาปลอบใจตัวเอง
ในขณะที่เขากำลังก้าวผ่านพุ่มไม้หนาทึบ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังมาจากข้างหน้า เป็นเสียงที่แปลกประหลาด ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าทั่วไป
เขาหยุดชะงัก ชักปืนขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างระมัดระวัง เขาค่อยๆ ย่องเข้าไปตามเสียงนั้น
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำเอาเขาตะลึง อัคราเห็นร่างของมนุษย์กลุ่มหนึ่ง กำลังล้อมวงอยู่รอบกองไฟขนาดเล็ก พวกเขาไม่ใช่ทหารศัตรูที่เขาเคยพบเห็น แต่ดูเหมือนจะเป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตกใจยิ่งกว่า คืออาวุธและอุปกรณ์ที่พวกเขาถือครอง มันดูแปลกตาและล้ำสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ
“ใครน่ะ!” เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับที่ร่างหนึ่งลุกขึ้นยืน ชี้ปืนเลเซอร์สีแดงมาทางเขา
อัคราผงะถอยหลัง เขาไม่เคยเห็นอาวุธแบบนี้มาก่อน
“ใจเย็นๆ! ฉันไม่ได้มาทำร้าย!” เขายกมือขึ้นสองข้าง แสดงท่าทีว่าไม่เป็นศัตรู
แต่กลุ่มคนเหล่านั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนปรน มีเพียงสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยและความหวาดระแวง
“ถ้าแกไม่ใช่ศัตรู ก็บอกมาว่ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ในขณะที่ทั่วทั้งเมืองกำลังจะกลายเป็นจุล!” เสียงของผู้นำกลุ่มดังขึ้น
อัครากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก เขาจำต้องตัดสินใจว่าจะบอกความจริงทั้งหมดหรือไม่
“ฉัน…ฉันมาจากเมืองนั้น” เขาตอบอย่างตะกุกตะกัก
“จากเมืองนั้น? แล้วทำไมสภาพแกถึงเป็นแบบนี้?”
“ฉันกำลังหนี…หนีจากพวกมัน” เขาพยายามสื่อสารกับพวกเขา
ทันใดนั้นเอง เสียงหวีดหวิวดังมาจากท้องฟ้าด้านบน เสียงที่คุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัว…เสียงของยานแม่ของศัตรู
กลุ่มคนในป่าหันหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความตื่นตระหนก
“แย่แล้ว! พวกมันตามมาถึงที่นี่!” ผู้นำกลุ่มอุทาน
อัคราเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเงาตะคุ่มขนาดมหึมา ลอยอยู่เหนือยอดไม้ บ่งบอกถึงความอันตรายที่กำลังจะคืบคลานเข้ามา
นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าครั้งใหม่ หรือเป็นจุดจบของทุกสิ่ง? อัคราไม่รู้แน่ชัด แต่เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า การต่อสู้ครั้งสุดท้ายกำลังจะเริ่มต้นขึ้น… และมันอาจเกิดขึ้นบนยานแม่ของศัตรูที่กำลังลอยลำอยู่เหนือหัวเขา.

เพลิงกาฬผลาญพสุธา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก