ควันสีดำทึบยังคงคุกรุ่น ราวกับอดีตอันเจ็บปวดของมหานครที่ถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงแห่งสงคราม อัครากระแอมไอ เศษฝุ่นและเขม่าดินปืนยังคงติดแน่นอยู่ในลำคอ มันแสบร้อนราวกับกรวดทรายที่ถูกซัดเข้ามา ร่างกายของเขาปวดเมื่อยระบมไปทุกอณูจากการต่อสู้ที่สิ้นสุดลงไม่นาน ดวงตาของเขาพร่ามัวด้วยหยาดเหงื่อและคราบเขม่าที่เปรอะเปื้อน แต่สติสัมปชัญญะยังคงตื่นตัวเต็มที่ รัศมีแห่งอันตรายยังคงแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
เขาแอบมองผ่านซากปรักหักพังของอาคารสูงที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง บัดนี้มันเหลือเพียงโครงเหล็กบิดเบี้ยวและกำแพงที่ผุพัง แสงอาทิตย์ยามเช้าพยายามจะสาดส่องผ่านม่านควันหนาทึบ สร้างภาพลวงตาที่ดูงดงามแต่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า พื้นถนนเต็มไปด้วยเศษซากยานพาหนะที่ถูกเผาไหม้ กองกระดาษเอกสารที่ปลิวว่อน และศพของผู้ที่โชคร้าย
“นี่คือผลลัพธ์ของการต่อสู้ที่โหดร้ายงั้นเหรอ…” อัคราพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าของเขาแทบจะถูกกลืนหายไปกับเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านช่องว่างของซากอาคาร
เขาจำได้ว่าการต่อสู้ครั้งนั้นดุเดือดเพียงใด การปะทะกันระหว่างกองกำลังกอบกู้ของเขาและกองทัพจักรกลไร้จิตสำนึกของพวก ‘เซเรบรัส’ นั้นเข้มข้นจนแทบจะเผาผลาญผืนดินจนมอดไหม้ ยานเกราะกระสุนพุ่งเข้าปะทะ เสียงปืนกลดังสนั่นหวั่นไหว เสียงระเบิดดังเป็นระยะๆ ท้องฟ้าถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉานจากเปลวเพลิง
แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็ได้รับชัยชนะ… ชัยชนะที่แลกมาด้วยความพินาศ อัครากวาดสายตามองไปรอบๆ พยายามมองหาใบหน้าที่คุ้นเคย แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงความว่างเปล่าและความเงียบสงัดที่น่าขนลุก
“ทุกคน…” เขาเอ่ยเรียกชื่อเพื่อนร่วมทีมของตน เสียงของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันก็ทำให้เขาชะงักงัน สัญญาณเตือนภัยที่คุ้นเคย… สัญญาณเตือนภัยของ ‘เซเรบรัส’!
“บ้าจริง! พวกมันยังไม่หมดไปอีกเหรอ?” อัคราอุทาน เขาหยิบปืนพลาสม่าคู่ใจที่เปื้อนคราบเลือดและเขม่าขึ้นมาเตรียมพร้อม
เขารู้ดีว่าสัญญาณเตือนภัยนี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงการตอบโต้ การกวาดล้าง และการกำจัดทุกสิ่งที่เคลื่อนไหว เขามีเวลาไม่มากนักที่จะหาที่หลบซ่อน หรือไม่ก็ต้องหนีออกไปจากเมืองแห่งนี้ให้เร็วที่สุด
แต่ก่อนที่เขาจะได้ตัดสินใจ ร่างของหุ่นยนต์รบขนาดมหึมาหลายตัวก็ปรากฏขึ้นจากกลุ่มควัน มันคือ ‘โกเล็ม’ รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดวงตาเรืองแสงสีแดงของพวกมันสแกนไปทั่วบริเวณอย่างเย็นชา
“ต้องไปจากที่นี่…” อัคราตัดสินใจ เขาพุ่งตัวหลบไปหลังซากเสาคอนกรีตขนาดใหญ่ ขณะที่ลำแสงพลาสม่าสีแดงฉานสาดเข้าใส่ตำแหน่งที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่
เสียงคำรามของเครื่องยนต์ดังสนั่น เมื่อโกเล็มเหล่านี้เริ่มเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ อัครารู้ดีว่าการต่อสู้กับพวกมันตรงๆ ในสภาพนี้เป็นไปไม่ได้ เขาต้องหาทางออกจากใจกลางเมืองที่กลายเป็นสมรภูมิรบแห่งนี้ให้ได้
“ทางออก… ทางออกอยู่ที่ไหน…” เขาสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างรวดเร็ว ซากอาคารที่พังทลายลงมาขวางกั้นเส้นทางมากมาย เขาสังเกตเห็นช่องว่างเล็กๆ ที่เกิดจากการถล่มของอาคารหลังหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเส้นทางที่จะพาเขาออกไปยังพื้นที่ป่าด้านนอกของเมืองได้
ด้วยความเร่งรีบ อัคราพุ่งตัวออกจากที่กำบัง เขาต้องอาศัยความคล่องแคล่วและความชำนาญในการหลบหลีก เขาเห็นโกเล็มตัวหนึ่งหันมาทางเขา ดวงตาของมันสว่างวาบขึ้น ก่อนที่มันจะยกแขนข้างหนึ่งขึ้น เตรียมจะยิงลำแสงพลาสม่า
“ไม่ทันแล้ว!” อัคราตะโกน เขากระโดดหลบไปด้านข้างอย่างฉิวเฉียด ลำแสงพลาสม่าเฉียดผ่านร่างของเขาไปอย่างหวุดหวิด ทำให้เศษหินเศษปูนกระเด็นว่อน
เขาวิ่งไปตามทางที่มองเห็น แม้จะต้องฝ่าดงเศษซากและอันตรายตลอดเวลา เสียงฝีเท้าของโกเล็มไล่หลังมาติดๆ เสียงโลหะเสียดสีกันดังน่าสะพรึงกลัว
“ต้องทำให้ได้… อีกนิดเดียว!” เขาพยายามปลุกเร้าตัวเองให้มีกำลังใจ
เมื่อมาถึงช่องว่างที่เขาเห็น อัคราย่อตัวลงและมุดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทันทีที่พ้นจากซากอาคารออกมา เขาพบว่าตัวเองอยู่บนขอบของเมืองที่พังยับเยิน เบื้องหน้าของเขาคือผืนป่าทึบที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
“ป่า…” เขาพึมพำด้วยความโล่งอกเล็กน้อย
แต่เสียงคำรามของโกเล็มก็ดังขึ้นอีกครั้งที่ด้านหลัง เขาหันกลับไปมองเห็นโกเล็มตัวหนึ่งกำลังพยายามบุกทะลวงเข้ามาในช่องว่างที่เขาเพิ่งผ่านไป แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ของมัน ทำให้การเคลื่อนที่ทำได้ลำบาก
“ขอให้พวกมันติดอยู่แค่นั้นเถอะ!” อัคราภาวนา เขารีบหันหลังและวิ่งเข้าสู่ป่าทึบอย่างไม่คิดชีวิต
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ป่า บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แสงอาทิตย์ที่เคยส่องผ่านม่านควันมายังเมือง บัดนี้ถูกบดบังด้วยใบไม้หนาทึบของต้นไม้นานาชนิด ทำให้เกิดเป็นม่านแสงสีเขียวที่ลอดลงมาเป็นริ้วๆ อากาศเย็นชื้นและเต็มไปด้วยกลิ่นดิน กลิ่นมอส และกลิ่นของพืชพรรณนานาชนิด
อัคราวิ่งต่อไปอย่างไม่หยุดพัก เขารู้ดีว่าการที่เขาหลุดออกมาได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปลอดภัย โกเล็มเหล่านี้อาจจะตามเข้ามาในป่าได้ หรืออาจจะมีหน่วยลาดตระเวนของ ‘เซเรบรัส’ ที่รออยู่
เขาหรี่ตาลง มองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ทุกการเคลื่อนไหว ทุกเสียงที่ได้ยิน ล้วนทำให้เขาต้องตื่นตัว เขารู้ว่าป่าแห่งนี้มีอันตรายแอบแฝงอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่า หรือแม้กระทั่งกับดักที่ ‘เซเรบรัส’ อาจจะวางไว้
“ต้องหาที่ปลอดภัย… และต้องติดต่อกับหน่วยกู้ภัยให้เร็วที่สุด” เขาคิดในใจ
เขาเดินลึกเข้าไปในป่าเรื่อยๆ พยายามใช้ความรู้เรื่องภูมิประเทศที่พอมีหลบเลี่ยงเส้นทางที่อาจจะถูกตรวจพบ เขาเคยฝึกการเอาชีวิตรอดในป่ามาก่อน แต่นั่นก็เป็นเพียงการฝึกฝน การเผชิญหน้ากับความจริงในสถานการณ์นี้มันแตกต่างออกไปมาก
ขณะที่เขากำลังพิจารณาจะพักเพื่อดื่มน้ำจากลำธารที่อยู่ไม่ไกล เสียงใบไม้ไหวเบาๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ใครน่ะ!” อัคราตะโกน เขายกปืนพลาสม่าขึ้นเล็งไปยังทิศทางของเสียง
ทันใดนั้น ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด เธอสวมชุดสีเข้มที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยขีดข่วน แต่ดวงตาของเธอสุกใสและเต็มไปด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น
“อัครา?” เธอเอ่ยเรียกชื่อเขา เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย
อัคราจำเธอได้ทันที เธอคือ ‘ลินดา’ นักสู้หญิงที่เก่งกาจและเป็นเพื่อนร่วมทีมที่เขาวางใจ
“ลินดา! เธอรอดมาได้!” อัคราอุทานด้วยความดีใจ เขาลดปืนลง
“ฉัน… ฉันเกือบแย่แล้ว” ลินดาตอบ เธอเดินโซซัดโซเซเข้ามาหาอัครา “ฉันเห็นพวกโกเล็มกำลังบุกเข้ามา ฉันเลยต้องหนีออกมาทางนี้…”
“แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?” อัคราถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ลินดาส่ายหน้าช้าๆ “ฉันไม่แน่ใจ… ฉันเห็นบางคน… แต่ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาจะรอดไหม”
คำตอบของลินดาทำให้หัวใจของอัคราหนักอึ้ง เขารู้ดีว่าความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
“เราต้องไม่ยอมแพ้” อัครากล่าว “เราต้องพยายามติดต่อกับหน่วยกู้ภัย และหาทางช่วยเหลือคนที่ยังเหลืออยู่”
“แต่… พวกโกเล็มมันตามมาแน่ๆ” ลินดากล่าวด้วยความกังวล
“เราจะหาวิธี” อัคราตอบอย่างหนักแน่น “ตอนนี้เราต้องหาที่ปลอดภัยก่อน”
ทั้งสองคนเดินลึกเข้าไปในป่า พวกเขาช่วยกันประคองกันและกันไป ระหว่างทางลินดาเล่าถึงสิ่งที่เธอเห็นขณะหลบหนี เธอเห็นยานแม่ของ ‘เซเรบรัส’ บินวนอยู่เหนือท้องฟ้าเมือง ทำให้เธอสงสัยว่าพวกมันกำลังวางแผนอะไรอยู่
“ยานแม่… หมายความว่าพวกมันกำลังเตรียมการบางอย่างที่ใหญ่กว่านี้” อัคราคิดในใจ ความรู้สึกไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขา
เมื่อเดินต่อไปอีกพักใหญ่ พวกเขาก็พบกับถ้ำเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้โขดหิน อัคราและลินดาตัดสินใจใช้ที่นี่เป็นที่พักชั่วคราว พวกเขากลัวว่าหากออกไปนอกป่า พวกเขาอาจจะถูกพบเจอได้ง่าย
ภายในถ้ำ อากาศเย็นและค่อนข้างแห้ง พวกเขานั่งลงบนพื้นหินอย่างอ่อนล้า
“เราจะทำอย่างไรต่อไป?” ลินดาถาม
“เราต้องหาทางติดต่อกับหน่วยของเราให้ได้ก่อน” อัคราตอบ “แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องระวังตัวให้มากที่สุด”
เขาหยิบเครื่องสื่อสารขนาดเล็กที่เขาพกติดตัวออกมาดู แต่หน้าจอของมันว่างเปล่า ไม่มีสัญญาณใดๆ
“สัญญาณแย่มาก… หรือว่าถูกรบกวน?” เขาพึมพำ
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ดังขึ้นจากด้านนอกถ้ำ
“ใครนั่น!” อัคราและลินดารีบหยิบอาวุธขึ้นมาเตรียมพร้อม
ร่างของชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในถ้ำ เขาคือ ‘ไตรภพ’ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่เคยร่วมงานกับพวกเขา
“ไตรภพ!” ทั้งสองคนอุทานด้วยความประหลาดใจ
“พวกเธอรอดมาได้!” ไตรภพกล่าวด้วยความโล่งใจ “ฉันตามพวกเธอมานานแล้ว”
“คุณมีสัญญาณสื่อสารไหม?” อัคราถามทันที
ไตรภพส่ายหน้า “สัญญาณจากเมืองถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง… แต่ฉันมีข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับยานแม่นั่น”
เขาหยิบแผ่นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ออกมา “ฉันได้แอบติดตั้งอุปกรณ์ดักจับสัญญาณไว้ก่อนที่เมืองจะถูกโจมตี ฉันคิดว่ายานแม่ของ ‘เซเรบรัส’ กำลังเตรียมการปล่อยอาวุธบางอย่าง… อาวุธที่จะทำลายล้างทุกสิ่ง”
หัวใจของอัคราเต้นแรง ข้อมูลนี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูอันตรายเข้าไปใหญ่
“มันคืออะไร?” ลินดาถาม
“ฉันยังไม่แน่ใจ… แต่จากข้อมูลที่ได้มา มันคืออาวุธชีวภาพที่ร้ายแรงที่สุดของพวกมัน” ไตรภพตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “หากพวกมันปล่อยมันออกมา… โลกของเราก็จะจบสิ้น”
อัครามองหน้าลินดาและไตรภพ เขาเห็นความหวังที่ริบหรี่อยู่ในดวงตาของพวกเขา แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้
“เราจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้” อัครากล่าวหนักแน่น “เราต้องหาทางขึ้นไปบนยานแม่นั่น… และหยุดยั้งมันให้ได้”
การเดินทางครั้งใหม่ที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม กำลังจะเริ่มต้นขึ้น… พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่? และชะตากรรมของโลกจะเป็นเช่นไร?

เพลิงกาฬผลาญพสุธา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก