กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ยังคงลอยอวลอยู่ในโถงหลักของ "ไอรัญศิลป์" บัดนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศอันวังเวง สารวัตรภัทรกรยืนนิ่ง ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงไฟระยิบระยับจากโคมระย้าคริสตัลกลางโถง เขากวาดสายตาสำรวจรอบบริเวณอย่างละเอียด ราวกับจะถักทอเศษเสี้ยวความจริงที่กระจัดกระจายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง
“ยังคงไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่าเดิมเลยสินะครับท่านสารวัตร” เสียงทุ้มของร้อยตำรวจเอกวิศรุตดังขึ้นเบาๆ ข้างกาย มือหนาถือแฟ้มคดีเล่มบางที่เต็มไปด้วยเอกสารและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ
สารวัตรภัทรกรพยักหน้าช้าๆ “ความจริงมักซ่อนเร้นอยู่ในรายละเอียดที่เล็กที่สุดเสมอ วิศรุต การที่เรามองข้ามอะไรบางอย่างไป แม้เพียงเสี้ยวเดียว อาจหมายถึงการที่ฆาตกรจะหลุดลอยไปได้ตลอดกาล”
เขายกมือขึ้นลูบคาง แววตาฉายประกายครุ่นคิด “ศพของคุณมนัสยังถูกนำส่งชันสูตร แต่ผลเบื้องต้นก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติที่ชัดเจน นอกจากรอยช้ำจากการต่อสู้ซึ่งก็เป็นไปตามสภาพศพที่เราพบ”
“แล้วภาพจากกล้องวงจรปิดล่ะครับ” วิศรุตถาม “เราได้ภาพทั้งหมดมาแล้ว แต่ยังดูเหมือนไม่มีใครสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัยได้อย่างชัดเจน”
“นั่นแหละคือปัญหา” สารวัตรภัทรกรถอนหายใจ “ภาพที่ได้มา ทั้งจากภายในหอศิลป์และบริเวณรอบนอก ล้วนมีความเบลอ มืด หรือมุมกล้องที่ไม่เอื้ออำนวยพอจะระบุใบหน้าได้ชัดเจน ราวกับมีใครจงใจสร้างสิ่งกีดขวางในการสืบสวนของเรา”
เขาเดินเข้าไปใกล้แท่นแสดงผลงานศิลปะชิ้นเอกของมนัส ผู้ล่วงลับ ภาพวาดสีน้ำมันที่ชื่อว่า "ท่วงทำนองแห่งความมืด" ซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็นพยานเงียบๆ ของอาชญากรรมอันโหดร้าย
“ผมยังติดใจกับเรื่องรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นกับภาพวาดนี้” สารวัตรภัทรกรเอ่ยขึ้น “มันดูเหมือนไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นการกระทำที่มีความหมายบางอย่าง”
วิศรุตพยักหน้าเห็นด้วย “ทีมพิสูจน์หลักฐานก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ครับท่านสารวัตร ว่ารอยขีดข่วนนั้นเกิดจากอะไร และใครเป็นคนทำ”
“ผมว่าเราต้องลองมองมุมใหม่” สารวัตรภัทรกรหยุดยืนนิ่ง หน้าภาพวาด “บางที… ฆาตกรอาจไม่ได้ต้องการทำลายภาพนี้ แต่อาจต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างผ่านมัน”
“สื่อสาร?” วิศรุตเลิกคิ้ว “หมายถึง… เป็นการส่งข้อความให้ใครบางคน หรือให้เรา?”
“นั่นเป็นไปได้” สารวัตรภัทรกรตอบ “ลองคิดดูสิ วิศรุต ถ้าฆาตกรมีความแค้นกับคุณมนัสอย่างรุนแรง ทำไมเขาถึงเลือกที่จะฆ่าเขาในสถานที่ที่เต็มไปด้วยผลงานอันล้ำค่า และทำลายผลงานชิ้นสำคัญที่สุดของเขา”
“เพื่อเป็นการประชดประชัน หรือเพื่อจะบอกว่าชีวิตของมนัสไร้ค่าเหมือนกับผลงานที่ถูกทำลาย?” วิศรุตคาดเดา
“หรือ… เป็นการสื่อถึงเบาะแส” สารวัตรภัทรกรพูดเสียงเบาลง “ลองสังเกตดีๆ นะ วิศรุต รอยขีดข่วนพวกนี้มันดูสุ่มๆ ไปมา แต่ถ้ามองให้ดี… มันมีรูปแบบบางอย่าง”
เขายื่นนิ้วชี้ไปตามแนวรอยขีดข่วนบางส่วน ราวกับกำลังลากเส้นเชื่อมต่อจุดต่างๆ
“เหมือน… เป็นตัวอักษร?” วิศรุตพยายามมองตาม
“หรือเป็นสัญลักษณ์บางอย่าง” สารวัตรภัทรกรเสริม “ผมสั่งให้ทีมพิสูจน์หลักฐานถ่ายภาพรอยขีดข่วนทั้งหมดในมุมมองที่แตกต่างกันหลายๆ มุม แล้วนำมาเปรียบเทียบกับลายมือของบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ผมต้องการรู้ว่ามีใครที่ลายมือคล้ายกับรอยขีดข่วนเหล่านี้บ้าง”
“เป็นความคิดที่น่าสนใจครับท่านสารวัตร” วิศรุตกล่าว “แต่ถ้าเป็นสัญลักษณ์ที่ซับซ้อนกว่านั้นล่ะครับ”
“เราจะค่อยๆ แกะมันไปทีละชั้น” สารวัตรภัทรกรตอบอย่างหนักแน่น “ผมเชื่อว่าในความโกลาหลที่ปรากฏ มีความตั้งใจซ่อนอยู่เสมอ”
ขณะนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของวิศรุตก็ดังขึ้น เขาหยิบออกมาดู เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
“ครับ… ครับ… เข้าใจแล้วครับ” วิศรุตพูดรับสาย ก่อนจะหันมาหาภัทรกร “ท่านสารวัตรครับ เป็นข้อมูลจากทีมชันสูตรครับ”
“ว่าไง” ภัทรกรเร่งถาม
“ในกระเพาะอาหารของคุณมนัส พบสารบางอย่างที่ผิดปกติครับ… เป็นสารที่สามารถทำให้คนหมดสติได้อย่างรวดเร็ว และอาจส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้การเคลื่อนไหวผิดปกติได้”
“หมายความว่า… เขาถูกวางยา?” ภัทรกรขมวดคิ้ว
“เป็นไปได้สูงครับท่านสารวัตร” วิศรุตตอบ “และที่สำคัญ… สารนี้ไม่พบในร่างของบุคคลอื่นที่อยู่ในงานเลี้ยงคืนนั้นเลย”
“หมายความว่า… คนที่ลงมือฆ่าคุณมนัส ต้องเป็นคนที่รู้ว่าคุณมนัสจะกินอะไรเข้าไป หรือมีโอกาสที่จะสามารถผสมสารนี้ลงไปในอาหารหรือเครื่องดื่มของเขาได้” ภัทรกรวิเคราะห์
“และไม่ใช่ทุกคนที่ร่วมงานเลี้ยง” วิศรุตเสริม “แสดงว่าคนร้ายต้องเป็นคนที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับคุณมนัส หรือมีโอกาสเข้าถึงตัวเขาได้โดยตรง”
“คนที่เข้าถึงคุณมนัสได้ในคืนนั้น…” ภัทรกรทวนคำ “มีใครบ้าง? ผู้บริหารของไอรัญศิลป์? ผู้ดูแลงาน? หรือแม้กระทั่ง… ศิลปินที่มาร่วมงาน?”
“เราต้องกลับไปไล่รายชื่อแขกเหรื่ออีกครั้ง” วิศรุตกล่าว
“ไม่เพียงเท่านั้น” ภัทรกรพูดพลางเดินไปยังประตูทางออกด้านข้างของโถงหลัก “ผมอยากให้เราไปดูที่ห้องทำงานของคุณมนัสอีกครั้ง”
“ห้องทำงานของคุณมนัส?” วิศรุตถามด้วยความสงสัย “เราได้ตรวจสอบอย่างละเอียดไปแล้วนะครับ”
“ผมรู้” ภัทรกรตอบ “แต่ผมรู้สึกว่าเราอาจมองข้ามบางสิ่งบางอย่างไป ผมอยากจะไปดูสมุดบันทึก หรือเอกสารส่วนตัวของคุณมนัสอีกสักครั้ง บางที… อาจมีอะไรที่บ่งบอกถึงความขัดแย้ง หรือบุคคลที่เขากลัว”
ทั้งสองเดินออกจากโถงหลัก มุ่งหน้าไปยังชั้นบนที่ตั้งสำนักงานของมนัส ประตูห้องทำงานยังคงถูกปิดผนึกไว้โดยทีมพิสูจน์หลักฐาน
เมื่อเจ้าหน้าที่เปิดผนึกออก บรรยากาศภายในห้องทำงานก็ยังคงดูเรียบร้อย สะอาดสะอ้าน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกระดาษและหมึกยังคงอบอวลอยู่
สารวัตรภัทรกรเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานขนาดใหญ่ของมนัส เขาเริ่มเปิดลิ้นชักต่างๆ อย่างระมัดระวัง เอกสารต่างๆ ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แต่เมื่อภัทรกรหยิบแฟ้มเอกสารบางเล่มขึ้นมาดู เขาก็ขมวดคิ้ว
“แฟ้มสัญญาของศิลปิน” เขาพึมพำ “คุณมนัสน่าจะเข้มงวดกับเรื่องนี้มาก”
เขาพลิกดูเอกสารอย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องไปที่รายละเอียดต่างๆ จนกระทั่ง… เขาก็หยุดนิ่ง
“อะไรหรือครับท่านสารวัตร” วิศรุตสังเกตเห็นความผิดปกติ
“แฟ้มนี้… มันมีบางอย่างที่แปลกไป” ภัทรกรพูดพลางชี้ไปที่หน้ากระดาษแผ่นหนึ่ง “นี่คือสัญญาฉบับหนึ่งที่เซ็นไปเมื่อสามเดือนก่อน แต่… คุณมนัสได้เขียนบันทึกเล็กๆ ไว้ด้านล่างของสัญญา”
วิศรุตชะโงกหน้าเข้าไปดู “บันทึกอะไรครับ”
“เขาเขียนว่า… ‘ข้อตกลงลับ… ห้ามเปิดเผย’ ” ภัทรกรอ่าน “และมีชื่อของศิลปินคนหนึ่งกำกับอยู่… เป็นศิลปินที่ไม่ได้จัดแสดงผลงานในงานเปิดตัวเมื่อคืนนี้”
“ศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อแขกเหรอครับ” วิศรุตถาม
“ใช่” ภัทรกรตอบ “และที่สำคัญ… เมื่อผมมองดูรายละเอียดของสัญญานี้อีกครั้ง… มันมีบางอย่างที่ถูกแก้ไข และดูเหมือนว่า… จะมีลายเซ็นของพยานที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมา”
“ปลอมแปลง?” วิศรุตตกใจ “หมายความว่า… สัญญานี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย?”
“ไม่ใช่แค่นั้น” ภัทรกรพูดเสียงเครียด “ผมว่า… เรากำลังเจอเบาะแสที่สำคัญมากๆ ที่อาจนำไปสู่ความจริงที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด”
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา “วิศรุต… ติดต่อไปยังศิลปินคนนั้นทันที ผมต้องการคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว และ… ส่งภาพถ่ายสัญญานี้ พร้อมกับบันทึกเล็กๆ ของคุณมนัส ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านลายเซ็นของเรา ตรวจสอบลายเซ็นของพยานโดยด่วน”
ขณะที่ภัทรกรกำลังพูดโทรศัพท์ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นวัตถุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะทำงานของมนัส มันเป็นกล่องไม้ขนาดเล็กที่ดูเก่าแก่
เขาคุกเข่าลงไปหยิบกล่องนั้นขึ้นมา กล่องนั้นถูกปิดอย่างแน่นหนา ไม่มีกุญแจ แต่เมื่อภัทรกรลองขยับมันเบาๆ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน
“นี่มันอะไรกันนะ…” เขาพึมพำ
ทันใดนั้นเอง เสียงกริ่งประตูห้องทำงานก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ทั้งภัทรกรและวิศรุตหันไปมองประตูด้วยความระแวง
“ใครมา?” วิศรุตถามเสียงเข้ม
“ผมจะไปดูเอง” ภัทรกรพูดพลางลุกขึ้นยืน เขาค่อยๆ เดินไปที่ประตู กลิ่นคาวเลือดที่จางหายไปในห้องทำงาน บัดนี้กลับให้ความรู้สึกที่เย็นยะเยือกกว่าเดิม
เขาค่อยๆ เอื้อมมือไปจับลูกบิดประตู…
และเมื่อเขาเปิดประตูออก… สิ่งที่เขาเห็น ทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ…
ใครกันแน่ที่มาเยือนในยามนี้… และการมาเยือนครั้งนี้… จะนำพาความจริงหรืออันตรายเข้ามาอีก?

เงาปริศนา ณ แพร่งพราย
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก