อากาศในป่าทึบที่เคยอบอวลไปด้วยความชื้นยามนี้กลับแห้งผากราวกับถูกดูดกลืนไปสิ้น กวินท์สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่สภาพแวดล้อมภายนอก แต่เป็นความตึงเครียดที่แผ่ซ่านเข้ามาจากทุกทิศ เขาข่มอาการปวดร้าวที่ต้นขาข้างซ้ายเอาไว้ ไม่ให้มันส่งผลต่อการเคลื่อนไหวที่ต้องรวดเร็วและไร้ที่ติ เงาดำทะมึนสี่ร่างกำลังขยับเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไร้เสียงฝีเท้า ไร้เสียงลมหายใจ พวกมันปรากฏตัวออกมาจากความมืดมิดของราตรีราวกับภูตผีปีศาจที่ถูกปลุกขึ้นมา
“พวกแกคิดว่าปิดบังข้าได้งั้นรึ?” กวินท์เอ่ยเสียงลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบเหลือบมองไปยังทิศทางที่เงาเหล่านั้นกำลังคืบคลานเข้ามา เขาไม่ได้ถามหาคำตอบ แต่เป็นการประกาศศักดา การท้าทายอย่างเปิดเผย
เงาเหล่านั้นหยุดชะงักไปชั่วขณะ ราวกับประหลาดใจที่เป้าหมายของพวกมันรู้ตัวล่วงหน้าได้ถึงเพียงนี้ ก่อนที่ร่างหนึ่งจะก้าวออกมาจากกลุ่ม ร่างนั้นสูงใหญ่กว่าใครเพื่อน สวมชุดสีดำสนิทที่กลืนไปกับความมืด เผยให้เห็นเพียงดวงตาที่วาวโรจน์ราวกับอัญมณีสีแดงก่ำ
“กวินท์… สมกับเป็นตำนานนักฆ่าไร้เงา” เสียงทุ้มต่ำของร่างนั้นดังขึ้นอย่างเยือกเย็น “แต่คืนนี้ ตำนานของเจ้าจะจบลงเพียงเท่านี้”
“จบลง? ยังอีกนาน” กวินท์ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ แม้จะรู้สึกได้ถึงพลังงานอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นก็ตาม “ข้ายังมีภารกิจอีกมากที่ต้องสะสาง”
“ภารกิจของเจ้าคือการปลิดชีพ” ร่างนั้นกล่าวต่อ “และคืนนี้ ข้าจะปลิดชีพเจ้า”
ทันใดนั้น ร่างทั้งสี่ก็พุ่งเข้าใส่กวินท์พร้อมกันด้วยความเร็วเหนือมนุษย์! กวินท์ไม่รอช้า เขากระโดดหลบคมดาบที่ฟันลงมาอย่างรวดเร็ว ดาบเล่มนั้นสะบัดประกายแสงสีเงินยวงในความมืด ราวกับแสงจันทร์ถูกฟันให้แตกกระจาย
“คิดจะเล่นกับข้าด้วยของเล่นพวกนี้รึ?” กวินท์หัวเราะเยาะ เขาชักมีดสั้นคู่ใจออกมาจากซองที่ต้นขา มีดเล่มนั้นถูกชุบด้วยสารบางอย่างที่ส่องประกายเรืองรองอย่างน่ากลัว
การต่อสู้ที่ดุเดือดก็เปิดฉากขึ้นในความมืดมิดของป่า กวินท์ต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่าระดับพระกาฬถึงสี่คน แต่ละคนล้วนมีฝีมือร้ายกาจและอาวุธที่ทรงประสิทธิภาพ เขาต้องอาศัยความคล่องแคล่วและการสังเกตการณ์อันเฉียบคมเพื่อเอาตัวรอด
เสียงคมดาบกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังกรอบแกรบภายใต้ฝีเท้าที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กวินท์หลบหลีกการโจมตีอย่างฉิวเฉียด บางครั้งก็ต้องใช้ร่างกายปะทะกับคมดาบเพื่อหลีกเลี่ยงการโจมตีที่อันตรายถึงชีวิต
“เร็วเกินไปแล้ว!” เสียงของนักฆ่าคนหนึ่งตะโกนขึ้นเมื่อกวินท์สามารถหลบคมดาบที่ฟันมาจากด้านหลังได้อย่างหวุดหวิด
“ยังอีกนิด!” กวินท์ตอบกลับพร้อมกับใช้มีดสั้นปาดเข้าที่ต้นแขนของนักฆ่าคนหนึ่ง เลือดสีดำทะลักออกมาจากบาดแผลเล็กน้อย แต่ก็ทำให้คู่ต่อสู้ชะงักไปชั่วขณะ
นักฆ่าร่างสูงใหญ่ที่นำทัพอยู่ ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความโกรธแค้น “เจ้ามันอันธพาล! มาสู้กันซึ่งหน้า!”
“สู้กันซึ่งหน้า? พวกแกก็แค่ลูกไล่ของใครบางคน” กวินท์กล่าวเย้ยหยัน “ข้าจะรอเผชิญหน้ากับนายใหญ่ของแกมากกว่า”
“บังอาจ!” ร่างสูงใหญ่คำราม ก่อนจะพุ่งเข้าใส่กวินท์ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น เขาชักกระบองเหล็กที่มีหนามแหลมคมออกมาจากเอว กระบองนั้นฟาดเข้าใส่กวินท์ราวกับพายุ
กวินท์ต้องถอยหลังไปหลายก้าว เขาปัดป้องการโจมตีอย่างยากลำบาก หนามแหลมบนกระบองนั้นเฉียดใบหน้าของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
“เจ้าไม่สามารถสู้กับพวกเราทั้งสี่คนได้นานหรอก” นักฆ่าอีกคนกล่าวเสริม “ยอมแพ้เสียเถอะ”
“ยอมแพ้? นั่นไม่ใช่คำที่ข้ามีในพจนานุกรม” กวินท์กัดฟันสู้ เขาเห็นโอกาสบางอย่าง เขาเห็นช่องว่างในการป้องกันของนักฆ่าที่อยู่ทางซ้ายสุด
“ถ้าอย่างนั้นก็ตายซะ!” ร่างสูงใหญ่ตะโกน พร้อมกับกระบองเหล็กที่ฟาดเข้าใส่กวินท์อีกครั้ง
คราวนี้ กวินท์ไม่ได้หลบ แต่เขาเลือกที่จะปะทะ! เขาก้าวเข้าหาร่างสูงใหญ่ ใช้แขนข้างซ้ายบังคมกระบองเอาไว้ แม้จะรู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลที่ส่งผ่านแขนเข้ามาจนกระดูกแทบจะร้าว แต่เขาก็ยังยืนหยัดอยู่ได้
ในขณะที่ร่างสูงใหญ่กำลังประหลาดใจกับการกระทำอันบ้าบิ่นของกวินท์ กวินท์ก็ใช้มือข้างขวาที่ถือมีดสั้น ช้อนเข้าไปใต้เสื้อของนักฆ่าคนทางซ้ายสุดอย่างรวดเร็ว!
“แกรก!” เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น พร้อมกับมีดสั้นของกวินท์ที่เชือดเข้าที่ซอกคอของนักฆ่าคนนั้นอย่างแม่นยำ
นักฆ่าคนนั้นชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตา ก่อนที่ร่างของเขาจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอย่างเงียบเชียบ
“อะไรนะ?!” นักฆ่าที่เหลืออีกสามคนอุทานพร้อมกัน
“เห็นไหม? ข้าบอกแล้วว่าพวกแกยังไม่ดีพอ” กวินท์ยิ้มอย่างเยือกเย็น เขาปล่อยแขนที่รับแรงกระบองของร่างสูงใหญ่ออก แล้วถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ร่างสูงใหญ่ตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะคำรามด้วยความโกรธแค้น “แก! แกฆ่าเพื่อนเรา!”
“เป็นเรื่องธรรมดาของการต่อสู้” กวินท์กล่าว “มีคนต้องตาย”
นักฆ่าที่เหลืออีกสามคน ไม่รอช้า พวกเขาพุ่งเข้าใส่กวินท์ด้วยความบ้าคลั่ง แต่กวินท์รู้ดีว่าการโจมตีแบบไร้แบบแผนเช่นนี้เป็นจุดอ่อนของพวกเขา
เขาอาศัยจังหวะที่นักฆ่าคนหนึ่งพุ่งเข้ามาด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เขาเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ศอกกระแทกเข้าที่ขมับของนักฆ่าคนนั้นอย่างแรง!
“ผัวะ!” เสียงก้องดังขึ้นในป่า นักฆ่าคนนั้นเซถอยหลังไปอย่างโซซัดโซเซ
กวินท์ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขาหันไปเผชิญหน้ากับนักฆ่าอีกสองคนที่กำลังประชิดเข้ามา เขาใช้ทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่าเข้าตอบโต้ คมมีดสั้นวาดไปมาเป็นประกายแสงสีดำทมิฬในความมืด
“ฉับ!” เสียงคมมีดเฉือนเข้าที่กล้ามเนื้อต้นขาของนักฆ่าคนหนึ่ง ทำให้น้ำเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
“กร๊าซซซซ!”
นักฆ่าอีกคนหนึ่งที่เหลือ รีบเข้ามารับไม้ต่อ เขาพุ่งเข้าใส่กวินท์ด้วยดาบยาว แต่กวินท์ก็สามารถปัดป้องการโจมตีนั้นได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าบาดเจ็บอยู่” ร่างสูงใหญ่ที่ยังคงยืนมองอยู่เอ่ยขึ้น “อย่าฝืนเลย”
“ฝืน? ข้าแค่อุ่นเครื่อง” กวินท์ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ เขากระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ที่สุด และใช้มันเป็นที่ตั้งลำเพื่อพุ่งตัวลงมาโจมตี
ร่างสูงใหญ่เห็นดังนั้น ก็ยกกระบองขึ้นมาเตรียมพร้อมรับ แต่กวินท์ไม่ได้ลงไปโจมตีตรงๆ เขากระโดดผ่านร่างสูงใหญ่ไป แล้วลงมายืนประจันหน้ากับนักฆ่าที่บาดเจ็บอยู่ที่ต้นขา
“เจ็บสินะ?” กวินท์ถามอย่างเยือกเย็น ก่อนจะใช้มีดสั้นปาดเข้าที่เส้นเอ็นด้านหลังหัวเข่าของนักฆ่าคนนั้นอย่างรวดเร็ว
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอีกครั้ง นักฆ่าคนนั้นทรุดตัวลงกับพื้นทันที
เหลือเพียงร่างสูงใหญ่และนักฆ่าอีกหนึ่งคนที่บาดเจ็บอยู่ที่ต้นแขน
“แก… แกมันปีศาจ!” นักฆ่าที่บาดเจ็บที่ต้นแขนอุทาน
“ข้าคือกวินท์” กวินท์ตอบกลับเรียบๆ “และพวกแกคือศัตรูของข้า”
ร่างสูงใหญ่หน้าตึงเครียด เขาเห็นแล้วว่านักฆ่าของตนเองเสียเปรียบอย่างมาก “พอได้แล้ว! เจ้าได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว”
“จะไปแล้วรึ?” กวินท์เลิกคิ้ว
“คืนนี้แค่นี้ก่อน” ร่างสูงใหญ่กล่าว “แต่เราจะกลับมา”
“ข้าจะรอ” กวินท์ตอบกลับอย่างท้าทาย
นักฆ่าทั้งสองคนรีบพยุงกันและกัน และหายเข้าไปในความมืดมิดของป่าอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
กวินท์ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หอบหายใจอย่างหนัก อาการปวดที่ต้นขาข้างซ้ายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เขาใช้มือข้างหนึ่งกดบริเวณบาดแผลที่ถูกคมดาบแทงเมื่อตอนต้นเรื่อง
“อสรพิษโลหิต…” เขากระซิบชื่อองค์กรนั้นอย่างแผ่วเบา “พวกแกส่งนักฆ่าฝีมือดีมามากจริงๆ”
เขาเหลือบมองไปยังร่างของนักฆ่าที่เขาสังหารไป เขาไม่เคยชอบการฆ่าใครโดยไม่จำเป็น แต่เมื่อเป็นศัตรู เขาไม่เคยลังเล
“แต่ก็ยังห่างชั้นกันอยู่ดี” กวินท์ยิ้มมุมปาก แม้จะเจ็บปวด แต่ความมั่นใจก็ยังคงเปี่ยมล้น
เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงการทดสอบ เป็นเพียงสัญญาณเตือนจากองค์กร "อสรพิษโลหิต" พวกเขาต้องการทดสอบฝีมือของเขา เพื่อประเมินความสามารถก่อนที่จะเผชิญหน้ากันอย่างจริงจัง
"พวกแกยังไม่รู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน" เขากล่าวกับความมืด "ข้าจะไปถล่มฐานลับของพวกแกให้ราบคาบ"
กวินท์ใช้มีดสั้นกรีดเสื้อผ้าของตนเองส่วนหนึ่ง มาพันรอบบาดแผลที่ต้นขา เพื่อห้ามเลือด เขาต้องรีบออกไปจากที่นี่ ก่อนที่นักฆ่ากลุ่มอื่นจะตามมา
เขากระโดดลงจากต้นไม้ และเริ่มเคลื่อนที่ต่อไปในความมืด การเดินทางของเขายังอีกยาวไกล และการเผชิญหน้ากับ "อสรพิษโลหิต" ครั้งสุดท้ายใกล้เข้ามาทุกที
ความตึงเครียดยังคงปกคลุมผืนป่าแห่งนี้ แต่สำหรับกวินท์ มันคือความท้าทายที่เขากำลังจะก้าวข้ามไป.

เงาเลือด มังกรทมิฬ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก