กลิ่นไหม้ของโลหะและกลิ่นดินชื้นยังคงตีรวนในโพรงจมูกของกวินท์ แม้ว่าตอนนี้เสียงกระสุนปืนกลจะเงียบสงัดลงไปบ้างแล้ว แต่มันก็เป็นเพียงชั่วขณะแห่งความสงบที่อาจนำมาซึ่งพายุที่รุนแรงกว่าเดิม เขายังคงซุกตัวอยู่ใต้ซากเหล็กที่บิดเบี้ยวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของยานพาหนะขนส่งที่ถูกเผาผลาญ แสงไฟจากเปลวเพลิงที่ยังคุกรุ่นส่องประกายวูบวาบสะท้อนกับหยดเลือดที่แห้งกรังบนใบหน้า เสียงหอบหายใจของเขาดังถี่กระชั้น ปะปนกับเสียงของใบไม้ที่แห้งเหี่ยวเสียดสีกันยามลมพัดผ่าน
“เป็นไงบ้างวะไอ้กวินท์” เสียงแหบพร่าของ “ไผ่” ดังลอดมาจากที่กำบังอีกฟากหนึ่ง ไผ่เป็นเพื่อนคู่ใจของกวินท์ นักแม่นปืนฝีมือฉกาจที่ร่วมหัวจมท้ายกันมานานหลายปี
กวินท์ไม่ตอบทันที เขาพยายามข่มความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วร่าง เศษเหล็กแหลมคมทิ่มแทงผิวหนังเป็นรอยลากยาว แต่สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดทำให้เขายังคงมีสติ “ยัง… ยังพอไหว… พวกมันตามมาติดๆ” เขาตอบกลับ เสียงของเขาแห้งผากจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
“แม่งเอ๊ย… พวกมันตามมาเป็นฝูงแบบนี้… เราคงจะหนีพ้นได้ยาก” ไผ่พึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล “ไอ้พวกอสรพิษโลหิตนี่มันไม่ยอมปล่อยเราแน่”
“เราต้องหาทางพลิกสถานการณ์ให้ได้” กวินท์กัดฟันกรอด เขาค่อยๆ ชะโงกหน้ามองออกไปนอกที่กำบัง ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ พวกมันมากันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่ละคนสวมชุดดำทะมึนพร้อมอาวุธครบมือ ดวงตาภายใต้หมวกเหล็กวาวโรจน์ราวกับนักล่าที่กำลังได้กลิ่นเหยื่อ
“ดูเหมือนว่าคืนนี้… จะต้องลงนรกกันสักรอบแล้ววะ” กวินท์พูดขึ้น เขายกปืนพกคู่ใจขึ้นมา สลักนิรภัยถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว แสงสีเงินยามค่ำคืนสะท้อนกับลำกล้องปืน เกิดประกายอันตราย
“มึงแน่ใจนะ? พวกมันเยอะเกินไป” ไผ่ถามด้วยความเป็นห่วง
“ถ้าเรายังคงซุกหัวอยู่แบบนี้… เราก็ตายอย่างเดียว” กวินท์ตอบ “ถึงเวลาที่เราจะต้องทำให้พวกมันรู้ว่า… การตามล่า ‘เงาเลือด’ อย่างพวกเรา… มันไม่ใช่เรื่องง่าย”
สิ้นเสียง กวินท์ก็พุ่งตัวออกจากที่กำบังอย่างรวดเร็ว ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ เขาเคลื่อนไหวไปตามเงาของซากปรักหักพัง ปลายกระบอกปืนเล็งไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวเป็นจังหวะ ร่างของศัตรูที่ปรากฏตัวขึ้นล้มลงไปทีละคน
ไผ่เองก็ไม่น้อยหน้า เขาอาศัยมุมอับของที่กำบัง ยิงสกัดกั้นการบุกเข้ามาของพวกอสรพิษโลหิตอย่างไม่ลดละ กระสุนปืนไรเฟิลของเขามีอำนาจหยุดยั้งสูง แต่ละนัดที่ยิงออกไป สร้างความสูญเสียให้กับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมหาศาล
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังไม่หยุด ภาพเงาของนักสู้สองคนปะทะเข้ากับกลุ่มนักฆ่าที่ไร้ความปราณี บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
กวินท์หลบหลีกการโจมตีของศัตรูได้อย่างคล่องแคล่ว เขาใช้สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังให้เป็นประโยชน์ ซัดหมัดเข้าใส่ใบหน้าของศัตรูที่เข้ามาประชิด ก่อนจะเหนี่ยวไกปืนสั้นอย่างรวดเร็ว
“แกหนีไม่พ้นหรอก… เงาเลือด!” เสียงตะโกนดังมาจากด้านหลัง กวินท์หันขวับไปดู ร่างสูงใหญ่ของ “มาคัส” หัวหน้าหน่วยสังหารของอสรพิษโลหิตปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น ดวงตาฉายประกายอำมหิต
“มาคัส… แกยังไม่เข็ดใช่ไหม” กวินท์ตอบกลับ เขาจำได้ว่าเคยปะทะกับมาคัสมาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งมันก็แสดงความโหดเหี้ยมอำมหิตออกมาอย่างเต็มที่
“ข้าจะบดขยี้แกให้แหลก… เพื่อเป็นการไถ่โทษที่ข้าพลาดท่าให้แก่แกเมื่อครั้งก่อน!” มาคัสคำราม มันชักดาบยาวเล่มใหญ่ที่ชุบอาบพิษออกมา ปลายดาบส่องประกายสีเขียวอำมหิต
กวินท์รู้ดีว่าหากสัมผัสกับพิษนั้น เขาจะไม่มีทางรอด เขาต้องอาศัยความเร็วและความคล่องแคล่วเพื่อหลบหลีกการโจมตีของมาคัส
“ฝันไปเถอะ!” กวินท์ตะโกน เขาพุ่งเข้าใส่มาคัสอย่างไม่เกรงกลัว แต่แทนที่จะใช้ปืน เขาใช้หมัดเปล่าเข้าปะทะกับดาบของมาคัส เกิดเสียงดัง “เคร้ง” กลิ่นฉุนของพิษลอยมาแตะจมูก
มาคัสยิ้มเยาะ “โง่! แกคิดว่าจะเอาชนะดาบอาบพิษของข้าได้ด้วยมือเปล่าอย่างนั้นหรือ?”
“แกประเมินข้าต่ำเกินไปแล้ว… มาคัส” กวินท์พูด พลางใช้ศอกกระแทกเข้าที่สีข้างของมาคัสอย่างแรงจนมันเซถอยหลังไปชั่วขณะ
ในขณะเดียวกัน ไผ่ก็กำลังเผชิญหน้ากับนักฆ่าอีกหลายคน เขากระสุนปืนไรเฟิลของเขาหมด เขาจึงต้องชักมีดสั้นที่ซ่อนไว้ในรองเท้าออกมาใช้
“มาลองดูกันหน่อยสิ… ว่าใครจะตายก่อนกัน!” ไผ่ตะโกน เขาพุ่งเข้าใส่กลุ่มศัตรูอย่างบ้าคลั่ง มีดสั้นในมือวาดลวดลายไปมาอย่างรวดเร็ว
กวินท์เหลือบมองไผ่ครู่หนึ่ง เขาเห็นไผ่กำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการพยายามจัดการกับมาคัสให้เร็วที่สุด
“ถึงเวลาจบเรื่องของเราเสียที… มาคัส” กวินท์พูด พลางยกปืนพกขึ้นเล็งไปที่หน้าอกของมาคัส
มาคัสหัวเราะ “แกคิดว่าจะยิงข้าได้งั้นหรือ? แกคงลืมไปแล้วสินะว่าข้าเป็นใคร!”
ก่อนที่กวินท์จะเหนี่ยวไก ร่างของมาคัสก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ดาบอาบพิษฟาดฟันเข้ามา กวินท์เบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด แต่คมดาบก็ยังเฉียดผ่านแขนของเขาไป ทำให้เลือดไหลซึมออกมา
“อ๊าก!” กวินท์ร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ยังคงสู้ต่อ เขาปล่อยหมัดซ้ายเข้าใส่ใบหน้าของมาคัสอย่างจัง จนมันเซถอยหลังไป
“แก… แกมัน…!” มาคัสพยายามจะเอ่ยคำพูด แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้มันตะลึง
เบื้องหลังของมาคัส… คือ “มังกรทมิฬ” สัตว์ในตำนานที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน มันคือสิ่งที่พวกอสรพิษโลหิตต้องการตัว… คือสิ่งที่กวินท์พยายามปกป้องมาตลอด
มังกรทมิฬมีขนาดมหึมา เกล็ดสีดำสนิทสะท้อนแสงจันทร์ ดวงตาสีแดงฉานเต็มไปด้วยพลังอำนาจ มันคำรามก้องป่า เสียงนั้นทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน
มาคัสหันไปมองมังกรทมิฬด้วยความตกตะลึง “เป็นไปไม่ได้…! มังกรทมิฬ… มันอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
กวินท์เองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาไม่เคยคิดว่ามังกรทมิฬจะปรากฏตัวขึ้นในเวลานี้ และในสถานที่แห่งนี้
“แสดงว่า… ข้อมูลที่พวกเราได้มา… มันไม่ถูกต้องทั้งหมด” กวินท์พึมพำกับตัวเอง “องค์กรอสรพิษโลหิต… ต้องการตัวมังกรทมิฬ… เพื่ออะไรกันแน่?”
ในขณะที่มาคัสกำลังเสียสมาธิ กวินท์ก็ใช้โอกาสนั้น เขาเหนี่ยวไกปืนสั้น ยิงเข้าใส่ไหล่ของมาคัสอย่างแม่นยำ
“อ๊าก!” มาคัสร้องด้วยความเจ็บปวด มันทรุดตัวลงไปกองกับพื้น
“นี่คือจุดจบของแก… มาคัส” กวินท์พูด
แต่ก่อนที่เขาจะสามารถจัดการกับมาคัสได้อย่างสมบูรณ์ เสียงคำรามของมังกรทมิฬก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันดูเหมือนกำลังโกรธเกรี้ยว ร่างของมันสั่นสะเทือนราวกับจะระเบิดพลังออกมา
“กวินท์! ดูนั่น!” ไผ่ตะโกนเรียกเขา
กวินท์หันไปมอง ภาพที่เห็นทำให้เขาใจหายวาบ มังกรทมิฬกำลังพ่นไฟสีดำมหาศาลออกมาจากปาก เปลวเพลิงนั้นรุนแรงจนแทบจะหลอมละลายทุกสรรพสิ่ง
“นี่มัน… อะไรกัน!” กวินท์อุทาน
เปลวเพลิงสีดำพุ่งเข้าใส่กลุ่มของพวกอสรพิษโลหิตที่กำลังระดมยิงใส่เขาและไผ่ พวกมันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน
“พวกมัน… ถูกทำลาย… ด้วยเปลวเพลิงของมังกรทมิฬ!” กวินท์พูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจ
มาคัสที่กำลังบาดเจ็บอยู่ พยายามจะคลานหนีไป แต่เปลวเพลิงสีดำก็พุ่งเข้าใส่ร่างของมันเช่นกัน มันกรีดร้องอย่างทรมาน ก่อนจะสลายไปพร้อมกับเปลวเพลิง
กวินท์และไผ่ยืนนิ่ง มองดูภาพตรงหน้าด้วยความอึ้ง ท่ามกลางควันไฟที่คละคลุ้ง และกลิ่นไหม้ที่รุนแรง
“กวินท์… เรา… เราควรจะทำอย่างไรต่อไป?” ไผ่ถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
กวินท์มองไปยังมังกรทมิฬที่กำลังยืนสงบนิ่งอยู่กลางเปลวเพลิงที่เริ่มมอดไหม้ ดวงตาของมันยังคงจ้องมองมาที่เขาอย่างไม่กระพริบ
“ข้า… ข้าไม่รู้… ไผ่” กวินท์ตอบ “แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าแน่ใจ… คือ… เรายังไม่ถึงจุดหมายปลายทางของเรา… และ… องค์กรอสรพิษโลหิต… จะต้องไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่”
กวินท์รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากมังกรทมิฬ เป็นพลังงานที่ทั้งน่าเกรงขามและอันตราย… เขาไม่แน่ใจว่าพลังนั้นจะกลายเป็นมิตรหรือศัตรู
“และ… ฐานลับของพวกมัน… ที่เราต้องเข้าไป… มันอยู่ที่ไหนกันแน่?” คำถามนี้ผุดขึ้นมาในความคิดของกวินท์
เงาของมังกรทมิฬทอดยาวไปบนพื้นดินที่ยังคงร้อนระอุ เป็นเงาที่ชวนให้รู้สึกถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง… ศึกครั้งนี้… ยังไม่จบลงง่ายๆ เป็นแน่
กวินท์กุมปืนพกในมือแน่น เขาเหลือบมองไผ่ ก่อนจะหันกลับไปมองทิศทางที่เขารู้สึกว่าน่าจะเป็นที่ตั้งของฐานลับขององค์กรอสรพิษโลหิต
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น… เราต้องไปต่อ… ไผ่” กวินท์พูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “เราต้องจบเรื่องนี้ให้ได้… เพื่อทุกคน…”
การเผชิญหน้ากับมังกรทมิฬได้พลิกผันสถานการณ์อย่างสิ้นเชิง กวินท์และไผ่ต้องตัดสินใจครั้งใหญ่… ว่าจะใช้พลังอำนาจของสัตว์ในตำนานนี้อย่างไร… และจะนำพาตัวเองไปสู่ฐานลับของอสรพิษโลหิตได้อย่างไร… โดยที่ยังคงมีชีวิตรอด…

เงาเลือด มังกรทมิฬ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก