ตอนที่ 12 — อัสนีสยบมาร จารึกอวสาน
อัสนีบาต จารึกสวรรค์ · 30 ตอน
สายฟ้าสีม่วงทมิฬยังคงฟาดฟันลงมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับสวรรค์กำลังก่นด่าอาณาจักรแห่งความมืดมิดอันแสนชั่วร้าย แสงเจิดจ้าสาดส่องให้เห็นร่างของ ธารไท ยืนหยัดอย่างสง่างามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยซากศพของเหล่าปีศาจและอัศวินมารที่ล้มตายไปนับพันนับหมื่น ดาบอัสนีสีครามในมือของเขายังคงเปล่งประกายราวกับดวงตะวันยามเที่ยงคืน มันสะท้อนภาพใบหน้าของธารไทที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังเงาร่างสูงใหญ่ที่กำลังปรากฏขึ้น ณ ใจกลางของปราสาทมืดเบื้องหน้า
“แก… แกทำได้ยังไง” เสียงของจอมมารราชาดังก้องราวกับฟ้าร้องยามฟ้าคะนอง มันเจือไปด้วยความตกตะลึงและความเดือดดาล บัลลังก์มารที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังจอมมารราชาเริ่มสั่นคลอน แสงสีดำทะมึนที่เคยปกคลุมกายของมันบัดนี้เริ่มสลายไป เผยให้เห็นร่างอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนแห่งแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์
ธารไทไม่ตอบ เขาเพียงแต่ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวของเขาปลุกพลังแห่งสายฟ้าให้ปะทุขึ้นมา ล้อมรอบกายราวกับม่านแห่งเทพเจ้า “ข้ามิได้ทำสิ่งใดพิเศษไปกว่าการปลดปล่อยสิ่งที่ควรจะถูกปลดปล่อย” เสียงของเขาเยือกเย็น ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง
“ไร้สาระ! พลังแห่งสวรรค์จะมาทำอะไรกับข้าได้!” จอมมารราชาตะโกน พยายามดึงโซ่ตรวนที่พันธนาการร่างของตน ทว่าทุกครั้งที่มันขยับ โซ่ตรวนเหล่านั้นกลับยิ่งส่องแสงเจิดจ้าขึ้น ราวกับกำลังลงโทษผู้ที่บังอาจท้าทาย
“พลังแห่งสวรรค์มิได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่มีไว้เพื่อนำความสมดุลกลับคืนมา” ธารไทกล่าว พร้อมกับยกดาบอัสนีขึ้นสูง “และถึงเวลาแล้วที่ความสมดุลนั้นจะกลับคืนสู่โลกใบนี้”
พลัน!
ลำแสงสีครามเข้มพุ่งออกจากปลายดาบของธารไท มันมิใช่ลำแสงธรรมดา หากแต่เป็นสายฟ้าที่อัดแน่นไปด้วยพลังบริสุทธิ์ที่ถูกหลอมรวมจากทุกอณูของพลังอัสนีที่เขารวบรวมมาตลอดการเดินทาง มันพุ่งเข้าปะทะกับจอมมารราชาอย่างรวดเร็ว
“ไม่! เป็นไปไม่ได้!” จอมมารราชาคำราม พลังมืดมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของมัน พยายามจะปัดป้องการโจมตีอันทรงพลังนั้น ทว่าสายฟ้าสีครามนั้นมิได้หยุดยั้ง มันทะลวงผ่านม่านพลังแห่งความมืดมิดราวกับฟันผ่านกระดาษ
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วปราสาทมืด แสงสว่างเจิดจ้าจากลำแสงอัสนีสาดส่องไปทุกอณู ผนังปราสาทที่เคยดำมืดและแข็งแกร่งเริ่มแตกร้าว ผงฝุ่นและเศษหินร่วงหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก
เมื่อแสงสว่างจางลง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือร่างของจอมมารราชาที่ทรุดฮวบลงไป บัลลังก์มารแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ โซ่ตรวนแห่งแสงสว่างที่พันธนาการร่างของมันบัดนี้ได้สลายไปทั้งหมด แต่มันก็มิได้หมายความว่าจอมมารราชาจะพ้นจากพันธนาการ
“แก… แกกล้า… กล้าทำลาย… บัลลังก์ของข้า!” จอมมารราชาพยายามจะลุกขึ้น ทว่าร่างของมันบัดนี้เต็มไปด้วยรอยไหม้จากพลังอัสนี มันอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
ธารไทเดินเข้าไปใกล้ พร้อมกับดาบอัสนีที่ยังคงลุกโชน “บัลลังก์มารมิใช่สิ่งที่จะคงอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับอำนาจของความมืดมิด”
“แก… แก… แกมันก็เป็นแค่… หมากตัวหนึ่งของ… เหล่าเทพ… เจ้าคิดว่า… เจ้าจะชนะข้าได้… จริงหรือ!” จอมมารราชาพยายามส่งเสียงสุดท้าย
“ข้ามิใช่หมากของใคร” ธารไทตอบอย่างเยือกเย็น “ข้าคือผู้ที่จะเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่”
สิ้นเสียงของธารไท เขาก็ยกดาบอัสนีขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พลังอัสนีที่ถูกปลดปล่อยออกมามิใช่ลำแสง แต่เป็นพายุหมุนแห่งสายฟ้าสีครามที่ถาโถมเข้าใส่จอมมารราชาอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊ากกกกก!” เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองของจอมมารราชาดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ร่างของมันจะถูกสายฟ้าสีครามกลืนกินไปจนสิ้นซาก
เมื่อพายุอัสนีสงบลง ความมืดมิดที่เคยปกคลุมปราสาทก็เริ่มจางหายไป แสงสว่างจากเบื้องบนลอดผ่านช่องที่แตกหักของปราสาทลงมา เผยให้เห็นภาพอันน่าทึ่ง
ซากศพของจอมมารราชาอันเป็นที่น่าเกรงขาม บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านสีดำที่กระจายอยู่บนพื้น ปราสาทมืดที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย บัดนี้ก็กำลังจะสลายไปตามกาลเวลา
ธารไทยืนอยู่ท่ามกลางความสงบที่กลับคืนมา เขาสูดลมหายใจลึกๆ รับเอาอากาศบริสุทธิ์ที่กลับคืนมาสู่ดินแดนแห่งนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายศตวรรษ สายฟ้าที่เคยล้อมรอบกายของเขาบัดนี้ก็สลายไป เหลือเพียงประกายแสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่ยังคงเต้นระบำอยู่รอบตัวเขา
“สำเร็จแล้ว…” ธารไทพึมพำกับตัวเอง
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านหลัง ธารไทหันไปมอง ก็พบกับทหารที่เหลือรอดจากสมรภูมิ พวกเขาต่างมีสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความโล่งใจและศรัทธา
“ท่านธารไท! ท่านทำสำเร็จแล้ว!” เสียงหนึ่งดังขึ้น
ธารไทเพียงแต่พยักหน้า เขาเดินออกจากใจกลางปราสาทมืด มุ่งหน้าไปยังแสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามา
เมื่อก้าวออกไปนอกปราสาท ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือทุ่งกว้างที่เคยเป็นสมรภูมิอันโหดร้าย บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกบางๆ และแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมา ราวกับเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่
“นี่คือจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่…” ธารไทกล่าว
แต่ขณะที่เขากำลังจะก้าวต่อไป เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในอีกทิศทางหนึ่ง มันมิใช่พลังงานแห่งความมืดมิด หากแต่เป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ ทว่าแฝงไปด้วยความลึกลับ
เขายกมือขึ้นสัมผัสปลายคาง พิจารณาถึงพลังงานนั้น “ยังมีสิ่งใดอีกที่ข้ายังไม่รู้…”
พลังงานนั้นค่อยๆ ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งกลายเป็นม่านพลังงานขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เหนือพื้นดินในระยะไกล ม่านพลังงานนั้นส่องประกายหลากสีสัน ราวกับกำลังเปิดประตูสู่มิติอื่น
ธารไทรู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ เขาหันกลับไปมองซากปราสาทมืดที่กำลังจะสลายไปอย่างสมบูรณ์ จากนั้น เขาก็หันกลับมามองม่านพลังงานนั้นอีกครั้ง
“บางที… การเดินทางของข้า… ยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้”
ด้วยความสงสัยใคร่รู้และภารกิจที่ยังคงดำเนินต่อไป ธารไทจึงไม่ลังเลที่จะก้าวเท้าไปในทิศทางของม่านพลังงานนั้น ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมา เขาได้ทิ้งร่องรอยแห่งอัสนีบาตไว้เบื้องหลัง เพื่อจารึกเรื่องราวแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ และเปิดมิติใหม่แห่งการผจญภัยที่รอคอยเขาอยู่เบื้องหน้า...
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก