วายุอาฆาต: หนี้แค้นพายุทมิฬ

ตอนที่ 6 — วงล้อแห่งทมิฬ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,201 คำ

กลิ่นอายเย็นเยียบของคอนกรีตชื้นและน้ำมันเครื่องโชยปะทะเข้าปลายจมูกของวายุ ขณะที่เขาก้าวเท้าลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง แสงไฟฉายติดหมวกที่ส่องนำทางสาดจับภาพผนังปูนเปลือยที่ผุกร่อน และท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ทอดยาวไปตามทางเดินใต้ดิน เสียงฝีเท้าของเขาก้องสะท้อนอย่างเบาบางในความเงียบงัน มีเพียงเสียงน้ำหยดเป็นจังหวะสั้นๆ ที่ดังมาจากที่ใดที่หนึ่ง ปลุกเร้าความรู้สึกถึงความอับชื้นและอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว

นี่คือโลกอีกใบของกรุงเทพฯ ‌มหานครที่เต็มไปด้วยแสงสีและความวุ่นวายเบื้องบน แต่เบื้องล่างนี้คือซากปรักหักพังของอารยธรรมยุคอุตสาหกรรมที่ถูกทอดทิ้ง เป็นที่ซ่อนของเหล่าผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงสายตาของโลกภายนอก และบางครั้ง ก็เป็นที่หลบภัยของเหล่าอสุรกายที่ซุ่มซ่อนรอวันออกล่า

วายุไม่ใช่นักสำรวจถ้ำหรือนักโบราณคดี เขาลงมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์เดียว การตามหาเบาะแส การตามหา ​"ผีเสื้อราตรี" อัญมณีต้องห้ามที่ถูกขโมยไปจากคอลเลคชันส่วนตัวของเสี่ยทัศน์ เขาได้ยินเสียงผิวปากเพลงพรายคุ้นเคยในคืนก่อน นี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเสี่ยทัศน์กำลังส่ง "ผีเสื้อราตรี" ผ่านเครือข่ายใต้ดินของเขา และแหล่งที่มาของสัญญาณนั้น อยู่ที่นี่… ‍ในเขาวงกตแห่งนี้

"หึ… หนาวใช้ได้เลยนะ" วายุพึมพำกับตัวเอง เขากระชับเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเข้มให้แน่นขึ้น แม้ว่าอากาศจะเย็น แต่เหงื่อเย็นก็เริ่มเกาะพราวตามขมับ เขาไม่เคยชอบสถานที่แบบนี้เท่าไรนัก มันชวนให้นึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายที่เขาพยายามลบเลือน

เขาก้าวไปตามทางเดินแคบๆ ‌อย่างระมัดระวัง ปลายไฟฉายสาดส่องไปทั่วทุกซอกมุม ตรวจสอบร่องรอยที่อาจหลงเหลืออยู่ การไล่ล่าเมื่อคืนนี้ทำให้เขามั่นใจว่า "ผีเสื้อราตรี" อยู่ในมือของเสี่ยทัศน์ และการที่เสี่ยทัศน์ต้องใช้เส้นทางใต้ดินแบบนี้ แสดงว่าเขากำลังพยายามซ่อนอะไรบางอย่าง ‍หรืออาจกำลังหนีอะไรบางอย่างเช่นกัน

"เพลงพราย… เพลงพราย… เจ้ากำลังพยายามจะบอกอะไรข้ากันแน่" วายุรำพึง เขากวาดสายตาไปตามผนังอิฐเก่าๆ ที่มีรอยขีดเขียนเป็นสัญลักษณ์แปลกตา บางอันเป็นเหมือนลายมือโบราณที่เขาไม่คุ้นเคย บางอันก็ดูเหมือนรอยงาของสัตว์ร้าย

เขาเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ ​ทางเดินเริ่มแยกออกเป็นสองสามทาง วายุหยุดชะงัก หรี่ตาลง เขาเห็นรอยเลือดแห้งกรังบนพื้นคอนกรีตบางๆ เป็นรอยที่ดูใหม่พอสมควร ไม่น่าจะเกินสองสามชั่วโมง

"ดูเหมือนว่า… จะมีใครบางคนกำลังไม่พอใจ" เขาพูดพลางยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา ​"หรือบางที… อาจจะมีใครบางคนกำลังถูกกำจัด"

เขาเลือกทางเดินที่ดูเหมือนจะมีรอยเลือดจางๆ นำไปทางนั้น เสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆ ใกล้เข้ามา เสียงน้ำหยดเริ่มดังขึ้น มีจังหวะที่ถี่ขึ้นกว่าเดิม ราวกับว่าแหล่งน้ำนั้นกำลังจะล้น

ทันใดนั้น ​เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหน้าก็ทำให้วายุหยุดกึก เขาเงียบเสียงทุกอย่างที่ทำได้ ปิดไฟฉายบนหมวก และใช้ไฟฉายเล็กที่ซ่อนไว้ในมือส่องนำทางอย่างจำกัด

เงาตะคุ่มสองเงาปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดิน พวกมันเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วราวกับแมว แต่เต็มไปด้วยพละกำลังที่น่าเกรงขาม วายุจำลักษณะของพวกมันได้ทันที

"พวกนักฆ่าของเสี่ยทัศน์… หึ ไม่คิดว่าจะมีคนของมันมากเท่านี้"

เงาทั้งสองเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้น วายุถอยหลังไปช้าๆ เขาไม่ต้องรีบร้อน การเผชิญหน้าในพื้นที่แคบๆ แบบนี้มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบที่ต้องพิจารณา

"ออกมาเถอะน่า… เล่นซ่อนแอบกันไปมาเสียเวลาเปล่าๆ" เสียงห้าวๆ ของชายคนหนึ่งดังขึ้น ลอดออกมาจากความมืด

วายุไม่ตอบ เขายังคงก้าวถอยหลังไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผนังปูนเย็นเฉียบสัมผัสแผ่นหลังของเขา เขาอยู่สุดทางเดินแล้ว

"ถ้าไม่ยอมออกมา… เราคงต้องบังคับ"

วินาทีต่อมา แสงไฟสว่างวาบจากไฟฉายสองอันก็สาดส่องเข้าตาของวายุ เขาชะงักไปชั่วอึดใจ แต่ก็ยังคงตั้งสติได้

"บังคับเหรอ… น่าสนใจ" วายุตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น เขารู้ดีว่าถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้ว

ชายร่างใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมาจากเงามืด เขาไว้ผมรองทรงสูง สวมเสื้อกล้ามที่เผยให้เห็นกล้ามแขนที่ใหญ่โต และมีรอยสักรูปงูเลื้อยพันรอบแขนขวา ดวงตาของเขาแข็งกร้าวราวกับหินผา

"แกคือวายุสินะ… เสี่ยสั่งให้เก็บแก"

"เสี่ยทัศน์… หึ ไม่แปลกใจเลย" วายุพึมพำ "แล้วแก… ชื่ออะไรล่ะ"

"ไม่ต้องรู้… เพราะแกจะไม่ได้มีโอกาสพูดชื่อฉันอีกแล้ว" ชายร่างใหญ่พูดพลางชักมีดสั้นเล่มใหญ่ออกจากเอว มีดเล่มนั้นสะท้อนแสงไฟจนเกิดประกายวาววับ

ชายอีกคน ซึ่งรูปร่างผอมกว่า แต่ก็ดูปราดเปรียวไม่แพ้กัน ก็ชักปืนพกออกมาจากเอวเช่นกัน

"ขอให้โชคดี… ชาติหน้า"

ทันใดนั้น ชายร่างใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่ วายุหลบหลีกการโจมตีอย่างฉิวเฉียด มีดสั้นเฉี่ยวผ่านอากาศไปเพียงเส้นยาแดง

วายุไม่รอช้า เขาตอบโต้ด้วยการเตะกวาดไปที่ขาของชายร่างใหญ่ ทำเอาอีกฝ่ายเสียหลักไปเล็กน้อย วินาทีนั้นเอง ชายคนที่สองก็ยิงปืนเข้าใส่

เคร้ง!

เสียงกระสุนกระทบกับท่อเหล็กขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างๆ เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ฝุ่นปูนร่วงลงมาจากเพดาน

วายุรีบใช้จังหวะที่อีกฝ่ายกำลังตั้งตัวอีกครั้ง เขากระโดดขึ้นไปบนท่อเหล็กที่อยู่เหนือหัว และกระโดดลงมาอย่างรวดเร็ว ใช้แรงส่งทั้งหมดพุ่งตัวเข้าใส่ชายร่างใหญ่

การปะทะกันเป็นไปอย่างดุเดือด เสียงหมัด เสียงเท้ากระทบกันดังสนั่นหวั่นไหวในทางเดินแคบๆ วายุใช้ทักษะการต่อสู้ที่เหนือกว่า พยายามหาช่องว่างในการโจมตี แต่ชายร่างใหญ่ก็มีความแข็งแกร่งและทนทานผิดมนุษย์

"แกมันก็แค่หมาวัด… ที่เล่นบทคนเก่ง" ชายร่างใหญ่พูดพลางปัดป้องหมัดของวายุ

"หมาวัดอย่างฉัน… ก็กัดได้ถึงกระดูกเหมือนกันนะ" วายุสวนกลับ ขณะเดียวกันก็สังเกตเห็นว่าชายคนที่สองกำลังพยายามล้อมกรอบเขา

วายุตัดสินใจเปลี่ยนแผน เขาไม่ต้องการต่อสู้ยืดเยื้อในพื้นที่แบบนี้ เขาเหลือบมองไปยังทางเดินที่แยกออกไปอีกทาง ซึ่งดูเหมือนจะมีแสงไฟริบหรี่ลอดออกมา

"งั้น… ไปเล่นที่อื่นกันดีกว่า"

วายุใช้จังหวะที่ชายร่างใหญ่เผลอเล็กน้อย เขาพุ่งตัวไปทางชายคนที่สองอย่างรวดเร็ว ชกเข้าที่ท้องของอีกฝ่ายเต็มแรงจนเขากระอักเลือด

"อั่ก!"

ขณะที่ชายคนที่สองกำลังชะงักงัน วายุไม่รอช้า เขาคว้าปืนที่หลุดมือไปจากอีกฝ่าย และใช้มันยิงข่มขู่ไปยังชายร่างใหญ่

"ถอยไป!"

ชายร่างใหญ่ชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าวายุจะสามารถชิงปืนมาได้ง่ายๆ

วายุไม่รอให้โอกาสหลุดลอยไป เขาหันหลังและวิ่งหนีเข้าไปในทางเดินที่ดูเหมือนจะมีแสงไฟสว่างขึ้นเรื่อยๆ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของนักฆ่าทั้งสองตามมาติดๆ

"อย่าให้มันหนีไปได้!"

เสียงตะโกนดังไล่หลังมา วายุวิ่งไปตามทางเดินคอนกรีตที่คดเคี้ยว แสงไฟจากโคมไฟที่ติดอยู่เป็นระยะๆ สาดส่องให้เห็นว่าทางเดินนี้ดูเหมือนจะเป็นทางที่ยังใช้งานอยู่

เขาหันไปมองข้างหลัง เห็นเงาตะคุ่มของนักฆ่าทั้งสองที่กำลังไล่ตามมาอย่างกระชั้นชิด

"หึ… คิดว่าจะหนีพ้นเหรอ"

วายุหอบหายใจเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงรักษาความเร็วไว้ได้ เขามาถึงทางแยกอีกครั้ง คราวนี้มีทางเดินถึงสามทาง

"จะไปทางไหนดีล่ะ… หวังว่าคงจะไม่ใช่ทางตันนะ"

เขาสังเกตเห็นรอยเลือดสดๆ บนพื้นทางเดินด้านซ้าย ซึ่งดูเหมือนจะใหม่กว่ารอยอื่นๆ ที่เขาเห็นก่อนหน้านี้

"ดูเหมือน… จะมีใครบางคนไม่โชคดีเท่าฉัน"

วายุตัดสินใจเลี้ยวซ้ายเข้าไปในทางเดินนั้น เขาวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาจากเบื้องหน้า

"เสียงอะไรน่ะ… รถเหรอ"

เขาวิ่งต่อไปด้วยความเร็วสูง และในที่สุด เขาก็มาถึงลานกว้างใต้ดินแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรถยนต์หลายคันจอดอยู่ แต่ไม่ใช่รถยนต์ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นรถยนต์ที่ถูกดัดแปลงให้ดูแข็งแกร่งและติดอาวุธบางอย่าง

"ที่นี่มัน… ฐานลับรึไง"

วายุหยุดชะงักเมื่อเห็นชายชุดดำหลายคนยืนคุมเชิงอยู่ พวกเขามีท่าทางพร้อมรบ และบางคนก็ถืออาวุธหนัก

ทันใดนั้น เสียงผิวปากเพลงพรายก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ดังชัดเจนกว่าเดิม มันมาจากรถยนต์คันหนึ่งที่จอดอยู่ตรงกลางลาน

วายุเดินเข้าไปใกล้รถคันนั้นอย่างช้าๆ เขารู้สึกได้ถึงสายตาของทุกคนที่จับจ้องมาที่เขา

"ในที่สุด… นายก็มาจนได้"

เสียงนั้นมาจากภายในรถยนต์คันสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะมีระบบการสื่อสารที่ทันสมัย แสงสีฟ้าอ่อนๆ ส่องออกมาจากหน้าต่างที่ถูกกรองแสง

วายุเปิดประตูรถออกอย่างใจเย็น และสิ่งที่เขาเห็น… ทำให้เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

ภายในรถไม่ได้มีเพียงใครบางคน แต่มี "ผีเสื้อราตรี" วางอยู่บนเบาะหน้าข้างคนขับ มันส่องประกายระยิบระยับราวกับมีชีวิต… และมี "ผีเสื้อราตรี" อีกหลายตัววางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด

"นี่มัน… อะไรกัน" วายุอุทาน

"นายกำลังเห็น… การประมูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของนายไงล่ะ วายุ" เสียงเย็นเยียบดังออกมาจากเงามืดภายในรถ… ชายที่สวมหน้ากาก… หน้ากากที่วายุจำได้… หน้ากากของ "เงาสะท้อน"

"เงาสะท้อน!" วายุตะโกน พร้อมกับชักปืนที่เขาคว้ามาได้ออกมา

"ยินดีต้อนรับสู่โลกของฉัน… วายุ" เงาสะท้อนพูดพร้อมกับค่อยๆ หันหน้ามาเผชิญหน้ากับวายุ โดยมีแสงไฟสลัวๆ ส่องกระทบใบหน้าของเขา… ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก

วายุรู้สึกราวกับถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ เขากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่เขาตามหามาตลอด… และในสถานที่ที่ไม่คาดคิดที่สุด… ภายใต้ผืนดินของเมืองที่เขาใช้ชีวิตอยู่

"แก… แกทำอะไรกับเสี่ยทัศน์" วายุถามเสียงสั่น

"เรื่องนั้น… มันไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว" เงาสะท้อนตอบ "สิ่งที่สำคัญคือ… นายมาที่นี่… เพื่อที่จะ… ไม่ได้กลับออกไปอีกเลย"

ทันใดนั้น เสียงไซเรนก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งฐานลับ ชายชุดดำที่คุมเชิงอยู่เริ่มแตกตื่น

"อะไรกัน… เสียงอะไรน่ะ"

"มีคนบุกเข้ามา!"

วายุหันไปมองทางเข้าฐานลับ และเห็นแสงไฟสว่างจ้ากำลังสาดส่องเข้ามา… พร้อมกับเสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระยะๆ

"ดูเหมือนว่า… การประมูลครั้งนี้… จะมีแขกไม่ได้รับเชิญเพิ่มอีกแล้วสินะ" เงาสะท้อนพูดพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

วายุรู้ดีว่าเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายที่สุด เขาถูกล้อมด้วยศัตรู… และเขาก็ไม่แน่ใจว่าใครคือมิตร ใครคือศัตรูในเวลานี้

"วายุ… ถึงเวลาที่นายจะต้องเลือกล่ะ ว่าจะยืนอยู่ข้างใคร" เงาสะท้อนกล่าว "หรือ… นายจะเลือกที่จะสู้กับทุกคน"

ความมืดมิดของฐานลับใต้ดินเริ่มถูกแทนที่ด้วยแสงไฟที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงปืนที่ดังสนั่น การต่อสู้ครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น… และวายุ… ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเอาชีวิตรอดจากวงล้อแห่งทมิฬนี้ไปได้อย่างไร.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
วายุอาฆาต: หนี้แค้นพายุทมิฬ

วายุอาฆาต: หนี้แค้นพายุทมิฬ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!