01:45... ตัวเลขสุดท้ายที่กระพริบเป็นสีแดงบนข้อมือของวายุ จบลงพร้อมกับเสียงอื้ออึงที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขา อากาศที่เบาบางจนแทบจะจมน้ำตายของฐานลับแห่งนี้ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า... ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่น่าหวาดหวั่น แต่เป็นความว่างเปล่าที่ปลดปล่อย เขาสูดลมหายใจลึก ลมหายใจแรกที่เต็มปอดหลังจากเวลาอันยาวนานที่ถูกจำกัด เขากระแอมเล็กน้อย ความรู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอค่อยๆ จางหายไป
“สำเร็จแล้ว...” เสียงกระซิบแผ่วเบาหลุดจากริมฝีปากที่แห้งผากของวายุ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ฐานลับที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ไฮเทคที่บัดนี้ดูไร้ประโยชน์ เขามองไปที่กล่องโลหะสีเงินขนาดพอเหมาะที่วางอยู่บนแท่นเบื้องหน้า ตัวกล่องนั้นเรียบง่าย แต่กลับเปล่งประกายภายใต้แสงไฟสลัว ราวกับว่ามันคือขุมทรัพย์อันล้ำค่าที่สุดในโลก
“ลาก่อน... ความสิ้นหวัง” วายุพึมพำ เขาเอื้อมมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไปแตะที่กล่องนั้น สัมผัสเย็นเฉียบแล่นผ่านปลายนิ้ว เขารู้ดีว่าสิ่งที่อยู่ในกล่องนี้คือ ‘สิ่ง’ ที่เขาต้องพาออกไป ‘สิ่ง’ ที่เป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับเบื้องหลังการคุกคามที่กำลังถาโถมเข้าใส่ ‘สิ่ง’ ที่จะทำให้เขาสามารถเผชิญหน้ากับ ‘พายุทมิฬ’ ได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ทันใดนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยก็ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วฐานลับ แสงสีแดงกระพริบสลับกับสีขาวโพลนไปทั่วทุกมุม ภาพโฮโลแกรมบนจอขนาดใหญ่ที่เคยแสดงแผนผังของฐาน ก็เปลี่ยนเป็นภาพของกลุ่มคนติดอาวุธที่กำลังบุกเข้ามาจากหลายทิศทาง
“แย่แล้ว... โดนจับได้” วายุอุทานเสียงดัง เขากล่าวโทษตัวเองที่ประมาท แม้จะรู้ดีว่าเวลานั้นจำกัด แต่เขากลับใช้เวลาไปกับการปลดล็อคกล่องเหล่านั้นมากเกินไป
“ต้องรีบแล้ว!” เขาพูดกับตัวเอง พลางรีบนำกล่องโลหะนั้นใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ใบเก่งของเขา เขาหันหลังกลับไปมองทางเข้าฐานลับที่เต็มไปด้วยเศษหินและคอนกรีตที่พังทลายลงมาจากการระเบิดครั้งก่อน แต่บัดนี้กลับมีเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาเป็นระยะๆ
“พวกมันมาเร็วกว่าที่คิด” วายุพึมพำ เขาตัดสินใจที่จะไม่เผชิญหน้ากับศัตรูตรงๆ เขาต้องหาทางออกที่ปลอดภัยที่สุด
ด้วยความรู้เรื่องแผนผังของฐานลับที่เขาเคยศึกษามาอย่างดี วายุรีบวิ่งไปยังทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมต่อไปยังอุโมงค์ระบายน้ำเก่า เขาวิ่งไปตามทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยใยแมงมุมและกลิ่นอับชื้น เสียงฝีเท้าของศัตรูก็ไล่หลังมาติดๆ
“หยุดนะ! ไม่ว่าจะหนีไปไหนก็หนีไม่พ้น!” เสียงตะโกนดังไล่หลังมา
วายุไม่สนใจคำข่มขู่ เขาเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น เขาเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ เขาหวังว่านั่นจะเป็นทางออกที่เขาต้องการ
เมื่อมาถึงปากอุโมงค์ วายุเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ เขาพบว่าอุโมงค์แห่งนี้ไม่ได้นำไปสู่ถนนหนทางอย่างที่เขาคาดหวัง แต่กลับทอดลงสู่แม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกรากอยู่เบื้องล่าง
“บ้าจริง!” วายุสบถ เขาชะงักเท้า มองไปที่น้ำสีคล้ำที่กำลังไหลบ่าอยู่เบื้องล่าง “จะให้ฉันโดดลงไปในน้ำเน่าๆ นี่งั้นหรือ?”
แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เสียงปืนเริ่มดังขึ้นจากด้านหลัง เขาหันไปมองเห็นกลุ่มคนติดอาวุธกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งตามเข้ามาอย่างกระชั้นชิด
“เอาวะ!” วายุตัดสินใจ เขากระโดดลงไปในแม่น้ำอย่างไม่ลังเล
กระแสน้ำที่เย็นเฉียบราวกับน้ำแข็งถาโถมเข้าใส่ร่างของวายุ เขาต้องต่อสู้กับกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากเพื่อไม่ให้ตัวเองจมหายไป เขาพยายามว่ายทวนน้ำไปยังฝั่งตรงข้าม ในขณะเดียวกันก็พยายามประคองกระเป๋าเป้ที่บรรจุ ‘สิ่ง’ สำคัญไว้ให้พ้นจากน้ำ
“พวกมันตามมาแล้ว!” เสียงตะโกนดังมาจากฝั่งที่เขาเพิ่งจะจากมา วายุหันไปมอง เห็นกลุ่มศัตรูกำลังพยายามหาทางลงมาสมทบ
“ไม่ปล่อยให้ฉันหนีไปได้ง่ายๆ สินะ” วายุคิดในใจ เขารู้ว่าการอยู่ในน้ำนานๆ ไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เขาก็ต้องทำ
เขาพยายามดำน้ำหลบหนีจากสายตาของพวกศัตรู เขาว่ายไปตามกระแสน้ำที่ช่วยพัดพาเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาพยายามมองหาที่ที่สามารถขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย
ในขณะที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ในแม่น้ำ วายุได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาจากด้านบน เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเฮลิคอปเตอร์สองลำกำลังบินวนอยู่เหนือศีรษะ
“พวกมันมาถึงแล้วสินะ” วายุพึมพำ เขาคาดเดาว่าคงเป็นกองกำลังของ ‘พายุทมิฬ’ ที่ส่งมาเพื่อหยุดเขา
เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งเริ่มลดระดับลงมาอย่างรวดเร็ว ปืนกลหนักที่ติดอยู่ใต้ท้องเฮลิคอปเตอร์เริ่มกราดยิงลงมาที่ผิวน้ำใกล้ๆ กับที่วายุลอยตัวอยู่
“จะเอายังไงกันแน่!” วายุตะโกน เขาพยายามดำน้ำหลบหลีกกระสุนที่สาดเข้ามา เขาเห็นแสงไฟจากเฮลิคอปเตอร์ส่องลงมาตามผิวน้ำ ทำให้เขาหลบซ่อนได้ยากขึ้น
“ต้องหาที่กำบัง!” เขาคิด เขาเห็นโครงสร้างบางอย่างที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเสาของสะพานเก่า
วายุพยายามว่ายไปยังเสาเหล่านั้น เขาใช้เสาเป็นที่กำบังจากการยิงของเฮลิคอปเตอร์ เขาเห็นกลุ่มศัตรูอีกกลุ่มหนึ่งกำลังลงมาจากเฮลิคอปเตอร์อีกลำหนึ่ง ด้วยเชือกโรยตัว
“พวกมันจะล้อมฉันไว้แน่” วายุรู้ดี เขาเหลือบมองไปที่นาฬิกาข้อมืออีกครั้ง ตัวเลขสีแดงที่เคยเป็นตัวบ่งชี้เวลาอันตราย บัดนี้ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงหน้าปัดเปล่าๆ ที่บอกว่า ‘เวลา’ ของเขากำลังจะหมดลงจริงๆ
“ไม่! ฉันยังไม่ยอมแพ้!” วายุตะโกนเสียงดัง เขารู้สึกถึงพลังที่พลุ่งพล่านขึ้นมาในร่างกาย แม้จะอ่อนล้าจากการต่อสู้และหนีเอาชีวิตรอดมาตลอดทั้งคืน
ทันใดนั้นเอง เขาเห็นแสงสว่างวาบขึ้นมาจากฝั่งตรงข้าม เขาเห็นเงาร่างของใครบางคนกำลังโบกมือให้เขา
“นั่นมัน...!” วายุจำได้ทันที นั่นคือ ‘มุก’ ผู้หญิงที่เขาเคยช่วยเหลือไว้เมื่อไม่นานมานี้
“มุก! มาช่วยฉัน!” วายุตะโกนสุดเสียง
มุกเห็นวายุและรีบตะโกนตอบกลับไป “วายุ! รอเดี๋ยวนะ!”
เธอรีบวิ่งไปยังเรือยนต์ลำเล็กที่จอดทอดสมออยู่ไม่ไกล เธอสตาร์ทเครื่องยนต์และขับเรือตรงมาที่วายุอย่างรวดเร็ว
“บ้าจริง! พวกมันมาถึงก่อน!” วายุสบถ เขารู้ว่ามุกกำลังเสี่ยงอันตรายมากแค่ไหน
เฮลิคอปเตอร์ลำแรกยังคงระดมยิงเข้าใส่บริเวณที่วายุกำลังลอยตัวอยู่ กระสุนปืนกลเฉียดผ่านร่างของเขาไปเพียงนิดเดียว
“มุก! เร็วเข้า!” วายุตะโกน
เรือยนต์ของมุกเข้าใกล้เขามากขึ้นเรื่อยๆ เธอพยายามบังคับเรือให้หลบหลีกกระสุนที่สาดเข้ามา
“เกือบถึงแล้ว! จับมือฉันไว้!” มุกตะโกนกลับ
วายุพยายามอย่างสุดกำลังที่จะว่ายไปหามุก แต่กระแสน้ำยังคงพัดพาเขาออกไป
“โธ่เว้ย!” วายุสบถด้วยความหงุดหงิด
เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำเริ่มรวมตัวกัน และเริ่มยิงปืนกลหนักเข้าใส่บริเวณที่มุกกำลังพยายามเข้าถึงวายุ
“ระวัง!” วายุตะโกน
กระสุนปืนสาดเข้าใส่เรือยนต์ของมุกอย่างไม่ยั้ง ทำให้เกิดประกายไฟและควัน
“แย่แล้ว!” มุกอุทาน เธอพยายามบังคับเรือให้หลบหลีก แต่ก็ทำได้ยาก
วายุเห็นท่าไม่ดี เขาตัดสินใจที่จะเสี่ยงครั้งใหญ่ เขาปล่อยมือจากเสาใต้สะพานเก่า และดำดิ่งลงไปใต้ผิวน้ำเพื่อหลบหลีกการยิง
“วายุ! ไหนล่ะ!?” มุกตะโกนด้วยความตกใจ
วายุว่ายไปใต้น้ำอย่างรวดเร็ว เขาเห็นเรือของมุกกำลังลอยลำอยู่เหนือเขา เขาพยายามว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นไป
“นี่ไง!” วายุโผล่พ้นน้ำขึ้นมาข้างเรือของมุก “คว้าฉันไว้!”
มุกรีบยื่นมือออกไปจับมือของวายุอย่างมั่นคง เธอออกแรงดึงจนวายุสามารถปีนขึ้นมาบนเรือได้อย่างหวุดหวิด
“เกือบไปแล้วนะ!” มุกพูดพลางหอบหายใจ
“ขอบใจนะ... เธอช่วยชีวิตฉันไว้จริงๆ” วายุพูดด้วยความซาบซึ้ง
ทันใดนั้นเอง เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำก็หันลำกล้องปืนเข้าใส่เรือลำเล็กของมุก
“แย่แล้ว! พวกมันจะยิง!” มุกตะโกน
วายุรีบคว้ากล่องโลหะในกระเป๋าเป้ของเขา เขารู้ดีว่าเขาต้องปกป้องมันให้ได้
“มุก! เตรียมพร้อม!” วายุตะโกน
ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะทันได้ยิง กระแสไฟฟ้าปริศนาได้พุ่งออกมาจากกล่องโลหะนั้น มันแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า
“อะไรกันเนี่ย!” นักบินของเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งอุทาน
เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ระบบอิเล็กทรอนิกส์ของพวกมันขัดข้องอย่างฉับพลัน
“ระบบขัดข้อง! ระบบขัดข้อง!” เสียงดังออกมาจากห้องนักบิน
เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำเริ่มเสียการควบคุมและร่วงหล่นลงสู่แม่น้ำเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
วายุและมุกมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน...พลังอะไรกันแน่?” มุกเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
วายุเองก็กำลังประหลาดใจไม่แพ้กัน เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า ‘สิ่ง’ ที่เขาได้มาจะมีพลังอำนาจถึงเพียงนี้
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน... แต่ดูเหมือนว่าเราเพิ่งจะรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด” วายุตอบ เขาหันไปมองที่กล่องโลหะในมือ “แต่คำถามคือ... ใครจะมาหยุดเราได้อีก?”
เรือยนต์ลำเล็กของมุกค่อยๆ ลอยลำไปตามกระแสน้ำที่ไหลเอื่อยๆ ท่ามกลางซากปรักหักพังของเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังจมหายไปในแม่น้ำเบื้องล่าง เบื้องหน้าของพวกเขาคือขอบฟ้าที่เริ่มสว่างไสวด้วยแสงอรุณรุ่ง แต่เบื้องหลังคือเงาของ ‘พายุทมิฬ’ ที่กำลังคุกคามและอันตรายที่ยังคงรออยู่
วายุรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งใหญ่ การได้มาซึ่ง ‘สิ่ง’ นี้ อาจเป็นดาบสองคมที่ทั้งช่วยเขาและนำมาซึ่งภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิม
เขามองไปที่มุกที่กำลังขับเรืออย่างระมัดระวัง “เราต้องรีบไป... ก่อนที่พวกมันจะรู้ว่าเรามีอะไร”
“แล้วเราจะไปไหนกัน?” มุกถาม
วายุหันไปมองกล่องโลหะในมือของเขา “ที่ที่ปลอดภัยที่สุด... ที่ที่ฉันจะใช้พลังของมันให้เป็นประโยชน์”
การเดินทางครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับอันตรายที่คาดไม่ถึง และคำตอบของปริศนาที่รอคอยอยู่เบื้องหน้า

วายุอาฆาต: หนี้แค้นพายุทมิฬ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก