คลื่นความโกลาหลที่ซัดสาดเข้ามาในสมองของวายุนั้นรุนแรงกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้มาก มันไม่ใช่แค่การได้ยินเสียงที่บิดเบี้ยว หรือภาพหลอนที่พร่ามัวอีกต่อไป แต่มันคือการรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอับชื้นของฐานลับใต้ดินถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉุนของโลหะสนิม และดินที่ปนเปื้อน เขาสัมผัสได้ถึงความสั่นสะเทือนที่ฝ่าเท้า ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
“บ้าชิบ!” วายุกระแอมไอ พยายามขจัดความรู้สึกคลื่นเหียนที่ประดังเข้ามา เขาคว้าปืนพกคู่ใจที่เคยแนบไว้ที่เอวอย่างรวดเร็ว มือที่เคยสั่นเทาเล็กน้อยเมื่อตอนที่นาฬิกาปลุกดังขึ้น บัดนี้กลับมั่นคงอย่างน่าประหลาดใจ เป็นความมั่นคงที่เกิดจากสัญชาตญาณดิบของการเอาตัวรอด
ภาพตรงหน้าเขายังคงพร่าเลือนเป็นระยะๆ แต่ก็พอจะมองเห็นโครงร่างของห้องโถงใต้ดินที่ใหญ่โตโอ่อ่าแห่งนี้ได้ แสงไฟสีแดงสลัวที่เคยเห็นในตอนแรก บัดนี้ดูเหมือนจะกระพริบถี่ขึ้นราวกับจะเตือนถึงหายนะที่กำลังจะมาถึง เขารู้สึกถึงอากาศที่กำลังจะระเบิดออกมา แรงดันมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้น
“พวกแก… ส่งฉันมาที่นี่… เพื่ออะไร!” เสียงคำรามของวายุสะท้อนก้องไปทั่วโถง ประโยคนั้นหลุดออกมาโดยไม่รู้ตัว มันคือคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบในห้วงความคิดอันสับสนของเขา
ทันใดนั้นเอง แสงสีแดงที่เคยสลัวก็พลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างรุนแรงจนวายุต้องยกแขนข้างซ้ายขึ้นมาบังตา เสียงที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขาไม่ใช่เสียงคลื่นความโกลาหลอีกต่อไป แต่มันคือเสียงเครื่องจักรที่กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง เสียงโลหะเสียดสีกัน เสียงอัดอากาศที่ดังสนั่นหวั่นไหว
“การทดลอง… ประสบความสำเร็จ… มิติเวลา… ถูกเชื่อมต่อ!” เสียงแหบพร่าที่ฟังดูเย็นชาดังขึ้นจากทิศทางหนึ่งของห้อง มันไม่ใช่เสียงที่มนุษย์จะเปล่งออกมาได้ มันเหมือนเสียงที่มาจากหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาอย่างละเอียด
วายุหรี่ตาลง พยายามปรับสายตาให้ชินกับแสงที่สว่างจ้า เขามองไปยังต้นเสียง และสิ่งที่เขาเห็นก็ทำให้เลือดในกายเย็นเยือก
เบื้องหน้าเขาคือแท่นโลหะขนาดมหึมา ที่มีสายเคเบิลสีดำขลับจำนวนมากเชื่อมต่อไปยังเครื่องจักรประหลาดที่ตั้งอยู่รอบๆ แท่นนั้น ใจกลางของแท่นนั้นกำลังเปล่งแสงสีม่วงเข้มออกมาอย่างรุนแรง และที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านั้นคือ ร่างกายที่กำลังถูกบิดเบี้ยวผิดรูปผิดร่างของใครบางคนกำลังถูกดูดเข้าไปในใจกลางของแสงสีม่วงนั้น
“นี่มัน… อะไรกัน!” วายุอุทานด้วยความตกตะลึง
“นี่คือ… ประตู… สู่… โลก… ใหม่!” เสียงแหบพร่านั้นดังขึ้นอีกครั้ง “ประตูที่… เจ้า… จะ… เป็น… ผู้… เปิด… บาน… แรก!”
วายุสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลที่กำลังกระทำต่อร่างกายของเขา มันไม่ใช่แรงดึงดูดตามธรรมชาติของโลก แต่เป็นแรงที่ถูกสร้างขึ้นโดยเครื่องจักรประหลาดนั่น แรงดึงดูดที่กำลังพยายามฉุดกระชากเขาเข้าไปในวงแสงสีม่วงอันน่าสะพรึงกลัว
“ไม่!” วายุตะโกนสุดเสียง เขากัดฟันแน่น ใช้แรงทั้งหมดที่มีในการต้านทานแรงดึงดูดนั้น มือขวาของเขากำปืนพกแน่น นิ้วชี้วางอยู่บนไกปืนอย่างเตรียมพร้อม
“ต่อต้าน… ไป… ก็… ไร้… ประโยชน์!” เสียงแหบพร่านั้นยังคงดังต่อเนื่อง “พลังงาน… มหาศาล… ของ… พายุ… ทมิฬ… กำลัง… ถูก… ปลด… ปล่อย!”
ทันใดนั้นเอง ความรู้สึกสับสนและพร่ามัวเมื่อครู่ก็กลับมาอีกครั้ง แต่มันรุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า วายุรู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาเห็นภาพต่างๆ ผุดขึ้นมาในหัวอย่างรวดเร็ว ภาพการต่อสู้ครั้งก่อนๆ ภาพใบหน้าของคนที่เขารัก และภาพของศัตรูที่กำลังรอเขาอยู่
“วายุ! รีบออกมา!” เสียงกรีดร้องที่คุ้นเคยดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่งในความมืด มันเป็นเสียงของ ‘ฟ้า’ เพื่อนสนิทที่เขารัก
วายุเงยหน้าขึ้นมอง พยายามเพ่งสายตา เขาเห็นร่างของฟ้าที่กำลังวิ่งเข้ามาหาเขา ท่ามกลางแสงไฟที่กระพริบถี่ และเสียงเครื่องจักรที่ดังอื้ออึง
“ฟ้า!” วายุตะโกนสุดเสียง เขาพยายามจะก้าวเท้าไปหาเธอ แต่แรงดึงดูดนั้นกลับรุนแรงขึ้นจนทำให้เขาขยับตัวไม่ได้
“รีบหนีไป! พวกมันกำลังจะระเบิด!” เสียงฟ้าดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดูเหมือนว่าเธอจะอยู่ห่างจากเขาออกไปเรื่อยๆ
“ไม่! ฉันไม่ทิ้งเธอ!” วายุร้องตอบ เขายังคงต่อสู้กับแรงดึงดูดนั้นอย่างไม่ลดละ
“วายุ! ฟังฉัน!” เสียงฟ้าดังขึ้น คราวนี้ดูเหมือนว่าเธอจะพยายามยื่นมือมาหาเขา “เชื่อฉัน! พวกมันไม่สามารถ… ทำร้ายนายได้… ถ้านาย… ไป…”
ก่อนที่วายุจะได้ยินประโยคสุดท้ายของฟ้า เสียงระเบิดก็ดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว แรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นทำให้ผนังของฐานลับใต้ดินเริ่มพังทลายลงมา เศษปูน เศษเหล็ก ปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ
“ไม่!” วายุร้องอีกครั้ง เขามองเห็นร่างของฟ้าค่อยๆ จมหายไปในกองฝุ่นและเศษซากที่กำลังถล่มลงมา
“การเชื่อมต่อ… สำเร็จ!” เสียงแหบพร่านั้นดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะกลืนหายไปในเสียงระเบิดอันรุนแรง
วายุรู้สึกเหมือนถูกกระชากอย่างรุนแรง แรงดึงดูดนั้นพาเขาลอยละลิ่วไปในอากาศ ท่ามกลางแสงสีม่วงที่สว่างจ้า ภาพทุกอย่างรอบตัวบิดเบี้ยวไปจนหมด เขาเห็นเพียงแสงสว่างอันไร้ที่สิ้นสุด และความรู้สึกที่เหมือนกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
วายุค่อยๆ ลืมตาขึ้น เขาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นผิวที่แข็งและเย็น มันไม่ใช่พื้นของฐานลับใต้ดินอีกต่อไป เขาลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ พยายามประเมินสภาพร่างกาย
“ฉัน… รอดมาได้?” เขาพึมพำกับตัวเอง
สิ่งที่วายุเห็นตรงหน้าทำให้เขาต้องอ้าปากค้าง
เขาไม่ได้อยู่ที่ฐานลับใต้ดินอีกต่อไปแล้ว แต่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางเมืองที่ดูคุ้นเคย แต่ก็ไม่คุ้นเคยในเวลาเดียวกัน ตึกระฟ้าสูงเสียดฟ้าที่เคยเห็น บัดนี้ดูเหมือนจะมีรูปร่างแปลกประหลาด บางส่วนดูเหมือนกำลังลอยอยู่บนอากาศ บางส่วนก็มีรูปทรงที่บิดเบี้ยวไปจากเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ
ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าสดใส บัดนี้กลับกลายเป็นสีม่วงอมแดง และมีเมฆหมอกสีดำทะมึนลอยคว้างอยู่เป็นหย่อมๆ อากาศรอบตัวให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก และมีกลิ่นอายประหลาดที่ไม่สามารถอธิบายได้
“เกิดอะไรขึ้น…?” วายุเอ่ยถามตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ทั่วทั้งเมืองที่ดูเหมือนจะว่างเปล่า ไม่มีผู้คน ไม่มีรถยนต์ หรือแม้แต่เสียงใดๆ ดังขึ้น มีเพียงความเงียบสงัดที่ปกคลุมไปทั่ว
ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่พื้นถนนเบื้องหน้าเขา
มันคือรอยเลือดแห้งกรังสีแดงเข้ม ที่กระจายตัวอยู่เป็นวงกว้าง ราวกับว่าเพิ่งจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
วายุก้มลงมองที่ข้อมือของตนเอง สัญญาณนาฬิกาข้อมือที่เคยแสดงตัวเลขสุดท้ายเมื่อครู่ บัดนี้กลับว่างเปล่า ไม่มีตัวเลขใดๆ แสดงขึ้นมาอีกต่อไป
“นี่มัน… โลก… เดียวกัน… กับที่ฉันจากมา… หรือเปล่า?” วายุคิดในใจ
เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คุ้นเคย แต่ก็แฝงไปด้วยความหวาดหวั่นบางอย่าง มันคือความรู้สึกของการถูกจับตามอง
วายุเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดตึกสูงเสียดฟ้าที่อยู่เบื้องหน้าเขา ท่ามกลางเมฆหมอกสีดำทะมึน เขาเห็นเงาตะคุ่มของบางสิ่งบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนยอดตึกนั้น
เงาตะคุ่มนั้นดูเหมือนจะกำลังมองลงมาที่เขา
“พวกแก… ส่งฉันมาที่นี่… เพื่ออะไรกันแน่…” วายุพึมพำ เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า คือความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในอกของเขา มันคือความรู้สึกของความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาไม่แน่ใจว่ามันมาจากที่ใด แต่เขารู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังตื่นขึ้นมาภายในตัวเขา
พลังที่เหมือนกับพายุหมุน… ที่กำลังก่อตัวขึ้น… เป็นพายุหมุน… สีเลือด…
วายุเงื้อกำปั้นขึ้นอย่างช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา
“เตรียมตัวไว้ให้ดี… เพราะว่า… วายุ… ได้กลับมาแล้ว…”
วินาทีนั้นเอง ดวงตาของวายุพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำราวกับจะลุกไหม้ เขาตั้งท่าเตรียมพร้อม ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยพลังอันมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้น
การต่อสู้ครั้งใหม่… กำลังจะเริ่มต้นขึ้น… ในเมืองที่บิดเบี้ยว… และเต็มไปด้วย… พายุหมุนสีเลือด…

วายุอาฆาต: หนี้แค้นพายุทมิฬ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก