โลกของวายุหมุนคว้างราวกับถูกเหวี่ยงเข้าไปในเครื่องปั่นมหึมา ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวแยกออกเป็นเสี่ยงๆ เสียงรอบกายกลายเป็นเพียงเสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นและจางหายไปอย่างรวดเร็ว เขาพยายามขยับตัว แต่แขนขาหนักอึ้งราวกับถูกพันธนาการด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น ความรู้สึกพร่ามัวที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่เมื่อเช้า ตอนนี้ได้กลืนกินประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาไปจนสิ้น
"วายุ! ทนไว้นะ!"
เสียงของวิภาดาที่ตะโกนเรียกดังแว่วมา แต่ก็เหมือนถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาไป เขาพยายามเพ่งมองไปยังทิศทางของเสียง ภาพของวิภาดาปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่ก็พลันแตกสลายกลายเป็นละอองฝุ่นที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ
"นี่มันอะไรกัน..." วายุพึมพำเสียงแผ่วเบา ความคิดของเขาเริ่มกระจัดกระจายราวกับใบไม้ที่ปลิวตามลม
คลื่นความโกลาหลที่ถาโถมเข้าสู่โสตประสาทของเขานั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะรับมือไหว มันไม่ใช่แค่การได้ยินเสียงที่บิดเบี้ยว หรือเห็นภาพหลอนที่พร่ามัวอีกต่อไป แต่มันคือการรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวที่ถูกบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง ความจริงและสิ่งลวงตาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวจนเขาไม่อาจแยกแยะได้
เขากำลังอยู่ที่ไหน? บนยอดตึกสูงระฟ้าที่เคยเป็นสมรภูมิรบเมื่อไม่นานมานี้ หรือกำลังตกลงไปในห้วงเหวแห่งความมืดมิด? แสงสว่างที่ลอดผ่านเข้ามานั้นเป็นแสงอาทิตย์ยามเช้า หรือแสงไฟจากฐานลับใต้ดิน? ความรู้สึกเย็นเยือกที่สัมผัสได้บนผิวหนังนั้นมาจากลมที่พัดแรง หรือจากโลหะเย็นเฉียบของอาวุธ?
"วายุ! ได้ยินไหม!" เสียงของวิภาดาดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้กว่าเดิม
วายุพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงทั้งหมด เขากัดฟันกรอด รู้ดีว่าหากปล่อยให้ความโกลาหลนี้ครอบงำ เขาจะกลายเป็นเพียงหุ่นเชิดของศัตรู
"ฉัน... ฉันได้ยิน..." เขาพยายามเปล่งเสียงตอบ แม้จะรู้สึกว่าคำพูดของเขาถูกบิดเบือนจนแทบไม่เป็นภาษา
"ดี! ค่อยๆ ลุกขึ้นมานะ! อย่ามองไปรอบๆ! ตั้งสมาธิ! เราต้องไปจากที่นี่!" วิภาดากล่าวเสียงเคร่งเครียด
วายุพยายามทำตามคำบอกของวิภาดา เขาหลับตาลงแน่น พยายามตัดขาดจากสิ่งเร้าภายนอกที่บิดเบี้ยว ภาพที่วาดไว้ในหัวของเขาคือภาพของวิภาดาที่ยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับเส้นทางหลบหนีที่เขาจำได้ เขาใช้มือคลำหาพื้นผิวที่สัมผัสได้ พยายามประเมินสภาพแวดล้อมด้วยการสัมผัส
"รู้สึกถึงอะไรบ้าง?" วิภาดาถาม
"พื้น... คอนกรีต... มีเศษกระจก..." วายุพยายามตอบ
"เยี่ยม! ตอนนี้ค่อยๆ ยันตัวขึ้นมานะ ฉันจะประคองเอง"
แรงสัมผัสอ่อนโยนจากวิภาดาช่วยให้วายุรู้สึกเหมือนได้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของเธอที่คอยประคอง ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขึ้นเล็กน้อย
"มัน... มันอันตรายเกินไป..." วายุกล่าวขณะพยายามยืน
"ฉันรู้... แต่เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว สารที่พวกมันใช้... มันกำลังส่งผลต่อระบบประสาทของเรา" วิภาดากล่าวเสียงกระซิบ
"สารอะไร?"
"ฉันไม่รู้แน่ชัด... แต่ดูเหมือนว่ามันจะถูกปล่อยออกมาในอากาศ... เพื่อทำให้เราเสียสมาธิ... และเกิดอาการประสาทหลอน"
วายุพยายามลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพรอบตัวยังคงบิดเบี้ยว แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย เขาเห็นวิภาดา ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวล แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยว
"เราต้องไป... ก่อนที่พวกมันจะมาถึง" วิภาดากล่าว
ทันใดนั้น เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า!
วายุสะดุ้งเฮือก ภาพตรงหน้าพลันแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ อีกครั้ง เสียงหวีดหวิวยิ่งดังขึ้นกว่าเดิม เขาเห็นเงาตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวไปมา สีสันต่างๆ ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก
"ใครกัน!?" วายุตะโกนถาม
"ไม่ใช่คน! มันเป็น... เป็นภาพลวงตา!" วิภาดากล่าวเสียงตื่น
วายุสัมผัสได้ถึงแรงดึงจากแขนของวิภาดา เธอรีบดึงเขาให้หลบหลังเสาคอนกรีตขนาดใหญ่
"พวกมันปล่อยคลื่นสนามพลัง... เพื่อสร้างภาพลวงตา... ทำให้เราสับสน!" วิภาดากล่าว
วายุหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งสมาธิไปที่เสียงของวิภาดาเท่านั้น เขาพยายามแยกแยะเสียงฝีเท้าของพวกศัตรูออกจากเสียงลม เสียงเหล็กที่กระทบกัน และเสียงที่เกิดจากภาพลวงตา
"ได้ยินเสียงฝีเท้า... สี่คน... มาทางซ้าย!" วายุบอก
"ถูกต้อง! นั่นแหละ! ค่อยๆ ขยับไปทางขวา... ช้าๆ... อย่ารีบร้อน"
ทั้งสองค่อยๆ เคลื่อนที่ไปตามแนวเสาคอนกรีต เสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะยิงพลาดเป้า เพราะวายุและวิภาดาหลบหลีกได้อย่างหวุดหวิด
"พวกมันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่..." วายุกล่าว
"แน่นอน... สัญญาณเตือนภัยที่ถูกปลุก... น่าจะบอกตำแหน่งของเราได้" วิภาดากล่าว
"แล้วเราจะหนีไปทางไหน?"
"ทางออกฉุกเฉิน... อยู่ทางด้านหลังของอาคาร... เราต้องผ่านโถงทางเดินนั้นไป"
เมื่อทั้งสองเคลื่อนที่ไปถึงโถงทางเดิน ภาพลวงตาที่ปรากฏตรงหน้ายิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก พื้นกลายเป็นเหมือนทะเลทรายแห้งแล้ง ผนังกลายเป็นหน้าผาหินที่สูงชัน และมีสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ คืบคลานออกมาจากทุกทิศทาง
"วายุ! พยายามอย่ามอง! เชื่อมั่นในประสาทสัมผัสอื่น!" วิภาดากล่าว
วายุพยายามทำตาม เขาเอามือสัมผัสผนังที่ควรจะเป็นคอนกรีตเย็นๆ แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นผืนทรายร้อนผ่าว เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของพวกศัตรูใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"พวกมันอยู่ใกล้มากแล้ว! เราต้องวิ่ง!" วิภาดากล่าว
ทั้งสองพุ่งตัวออกไปในโถงทางเดินนั้น เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว และลูกกระสุนพุ่งเฉียดผ่านไปมา ภาพลวงตารอบตัวยิ่งทำให้การเคลื่อนที่ของพวกเขาสับสน
วายุรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งอยู่บนอากาศ เขาเห็นเงาของตัวเองยืดออกไปอย่างผิดรูปผิดร่าง ผนังที่ควรจะเป็นเส้นตรงกลับบิดโค้งเป็นเกลียว
"อย่าหลงกล! วายุ! มันไม่ใช่ความจริง!" เสียงของวิภาดาดังขึ้น ราวกับเสียงกระซิบจากพายุมายา
วายุรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย เขานึกถึงเป้าหมายที่แท้จริง คือการเอาชีวิตรอด และการเปิดโปงแผนการชั่วร้ายขององค์กรนี้ เขาฝืนมองผ่านภาพลวงตา พยายามจับเอาเค้าโครงของโถงทางเดินที่แท้จริง
"ทางนั้น! ประตู!" วายุตะโกน
เขาเห็นประตูเหล็กสีแดงขนาดใหญ่ที่ปลายโถงทางเดิน มันคือทางออกฉุกเฉินที่วิภาดาบอก
ทั้งสองวิ่งสุดกำลัง เสียงฝีเท้าของศัตรูกระชั้นเข้ามาทุกขณะ วายุรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังคว้าจับที่ข้อเท้าของเขา ภาพลวงตาพยายามดึงรั้งเขาไว้ แต่เขาก็ยังคงก้าวไปข้างหน้า
ขณะที่ทั้งสองกำลังจะถึงประตู ปืนลำกล้องยาวถูกชูขึ้นมาเล็งตรงมาที่พวกเขา!
"ระวัง!" วิภาดาร้อง
วายุเห็นลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากปากกระบอกปืน แต่มันไม่ใช่ลูกกระสุน... มันคือลำแสงเลเซอร์!
"เลเซอร์... พวกมันมีอาวุธใหม่!" วายุตะโกน
เขากระโดดเข้าหาประตูอย่างแรง พร้อมกับผลักวิภาดาให้พ้นจากวิถีกระสุนเลเซอร์
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว! ประตูเหล็กฉีกขาดออกเป็นรูขนาดใหญ่!
วายุและวิภาดาพลิกตัวกลิ้งไปบนพื้นด้านนอกอาคาร ท่ามกลางเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังระงมไปทั่วบริเวณ
"เรา... เราออกมาได้แล้ว..." วายุหอบหายใจ
"ยัง... ยังไม่จบ... พวกมันตามมาแน่" วิภาดากล่าว
วายุหันกลับไปมองอาคารที่พวกเขาเพิ่งหนีออกมา ภาพลวงตาที่เคยครอบงำประสาทสัมผัสของเขาเริ่มจางหายไป แต่เขาก็เห็นเงาตะคุ่มๆ ของศัตรูกำลังก้าวออกมาจากประตูที่ถูกทำลาย
"ดูเหมือนว่า... การต่อสู้ครั้งนี้... จะยังไม่จบลงง่ายๆ" วายุกล่าวพลางกัดฟัน
แต่สิ่งที่เขาเห็นถัดมา ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว...
บนยอดตึกตรงข้าม... เงาของใครบางคนกำลังยืนตระหง่านอยู่... ใบหน้าของคนคนนั้น... ไม่ใช่ใครอื่น... หากแต่เป็น...

วายุอาฆาต: หนี้แค้นพายุทมิฬ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก