โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 972 คำ
แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ลอดผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ของพระที่นั่งโถงชั้นใน ฉาบไล้ผืนพรมเปอร์เซียสีแดงสดให้แลดูทอประกายระยับ ทว่าความงามสง่าของห้องโถงซึ่งเป็นสักขีพยานแห่งการเจรจามานับร้อยปี กลับมิอาจกลบเกลื่อนบรรยากาศที่ตึงเครียดราวกับลมหายใจที่ติดขัดได้ อากาศเย็นเยียบเสียจนแม้แต่ไออุ่นจากผ้าไหมที่ห่มคลุมพระวรกายขององค์ประมุขแห่งสยาม ก็ยังรู้สึกเย็นยะเยือก
ขุนฤทธิ์ ในชุดเครื่องแบบขุนนางเต็มยศ ยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าแห่งสยาม ชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ ผู้มีใบหน้าคมคาย ดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาดและกร้าวแกร่ง ยามนี้แววตานั้นกลับฉายแววเคร่งขรึมเป็นพิเศษ มือเรียวที่จับกุมพระแสงดาบที่คาดเอวอยู่ ยามนี้กลับบีบแน่นเสียจนข้อนิ้วขาวผ่อง
เบื้องหน้าขององค์ประมุข คือคณะทูตจากอาณาจักรหงสา ผู้มาเยือนในชุดสีแดงสดประดับด้วยอัญมณีระยิบระยับ ใบหน้าของหัวหน้าคณะทูตนั้นเรียบเฉยราวกับหินผา ยากจะหยั่งถึงความคิดภายใน
"ท่านทูตแห่งหงสา" เสียงของสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าก้องกังวาน ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่น "เราได้พิจารณาข้อเสนอของท่านแล้ว"
หัวหน้าคณะทูตแห่งหงสา โค้งศีรษะลงเล็กน้อย เป็นการแสดงความเคารพที่แสนจะเฉยเมย "และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สยามจะเห็นแก่ประโยชน์สุขของทั้งสองอาณาจักร"
"ประโยชน์สุขนั้นมิใช่การตกเป็นเมืองขึ้น" องค์ประมุขตรัสเน้นหนัก "เราคือสยาม ไม่เคยยอมจำนนต่อผู้ใด"
คำพูดนั้นบาดลึกเข้าไปในหัวใจของคณะทูตหงสา ใบหน้าของหัวหน้าคณะทูตบัดนี้เริ่มมีริ้วรอยแห่งความขุ่นเคืองปรากฏ แม้จะพยายามเก็บงำไว้ก็ตาม
"สยามมีกำลังทหารที่แข็งแกร่งเพียงใด เราทราบดี" หัวหน้าคณะทูตกล่าวเสียงเรียบ "แต่หงสาก็เช่นกัน เรามีกองทัพที่ไร้พ่าย ทรัพยากรที่ล้นเหลือ และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง"
"พันธมิตรของท่าน" ขุนฤทธิ์เอ่ยแทรกขึ้น น้ำเสียงของเขาคมกริบราวกับคมหอก ใบหน้าคมคายหันไปเผชิญหน้ากับหัวหน้าคณะทูตอย่างตรงไปตรงมา "คือมิตรที่คอยย่ำยีผู้ที่อ่อนแอกว่ากระนั้นหรือ"
สายตาของหัวหน้าคณะทูตแห่งหงสาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะหรี่ลงอย่างเชื่องช้า เขาหันมามองขุนฤทธิ์อย่างพิจารณา
"ขุนนางหนุ่มผู้นี้คือผู้ใด?" เขาถามเสียงเย็น
"ขุนฤทธิ์" องค์ประมุขตรัสตอบ "คือราชองครักษ์ผู้ภักดีแห่งสยาม เป็นเสาหลักที่ค้ำจุนอาณาจักรแห่งนี้"
"เช่นนั้น ขุนนางหนุ่ม" หัวหน้าคณะทูตแห่งหงสาเอ่ย "เจ้าคิดว่าสยามจะยืนหยัดต่อต้านหงสาได้นานเพียงใด เมื่อเราสามารถบดขยี้อาณาจักรที่ใหญ่กว่าสยามได้มาแล้วหลายแห่ง?"
"เราไม่เคยคิดจะยืนหยัดเพียงลำพัง" ขุนฤทธิ์ตอบ ดวงตาของเขามีประกายแห่งความท้าทาย "แต่เราก็ไม่เคยคิดจะยอมจำนนโดยปราศจากการต่อสู้"
บรรยากาศในห้องโถงยิ่งทวีความตึงเครียดจนแทบจะระเบิดออกมา เสียงกระซิบกระซาบของเหล่าขุนนางสยามที่ยืนอยู่รอบข้างดังขึ้นเป็นระยะๆ บางคนมองขุนฤทธิ์ด้วยความชื่นชม บางคนมองด้วยความหวาดหวั่น
"ถ้าเช่นนั้น" หัวหน้าคณะทูตแห่งหงสาเอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม "ก็จงเตรียมรับผลที่จะตามมา"
เขากระแอมไอ ก่อนจะกล่าวต่อไป "ข้อเสนอของเราคือการยอมรับอำนาจของหงสา แลกกับการปกป้องอาณาเขต และส่งเครื่องบรรณาการประจำปี หากสยามปฏิเสธ... หงสาจะส่งกองทัพมายึดครองดินแดนนี้โดยสิ้นเชิง"
ความเงียบเข้าปกคลุมโถง เสียงนาฬิกาโบราณที่แขวนอยู่บนผนังดังติ๊กต็อกเป็นจังหวะที่น่าอึดอัด
"เราไม่ยอมรับข้อเสนอนี้" องค์ประมุขตรัสเสียงเด็ดขาด "สยามไม่เคยยอมเป็นเบี้ยล่างของผู้ใด!"
หัวหน้าคณะทูตแห่งหงสาแสยะยิ้มมุมปากอย่างเหยียดหยาม "เช่นนั้นก็เป็นอันสิ้นสุดการเจรจา"
เขากระชับหมัดแน่น ก่อนจะหันหลังให้แก่องค์ประมุขและคณะขุนนางสยาม แล้วเดินออกจากห้องโถงไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองตาม
ขุนฤทธิ์มองตามแผ่นหลังของหัวหน้าคณะทูตแห่งหงสาไปจนลับตา ความรู้สึกบางอย่างแล่นพล่านอยู่ในอก
"ท่านขุนฤทธิ์" เสียงของพระยาพิชัย องครักษ์อาวุโส ดังขึ้นอยู่ข้างกาย "ท่านแน่ใจแล้วหรือ?"
ขุนฤทธิ์หันกลับมาเผชิญหน้ากับพระยาพิชัย ดวงตาของเขายังคงฉายแววเด็ดเดี่ยว "เราไม่อาจยอมเสียศักดิ์ศรีของแผ่นดินได้ ท่านพระยา"
"แต่เรามีกำลังเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับกองทัพหงสา" พระยาพิชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล "เราจะต่อต้านได้อย่างไร?"
"เราจะต่อสู้" ขุนฤทธิ์ตอบสั้นๆ "เราจะสู้จนกว่าเลือดหยดสุดท้ายจะหมดไป"
องค์ประมุขทรงถอนพระราชหัตถ์ออกจากพนักบัลลังก์อย่างเชื่องช้า "ขุนฤทธิ์" พระองค์ตรัสเสียงแผ่วเบา "เจ้าคือความหวังของแผ่นดินนี้"
ขุนฤทธิ์คุกเข่าลง ก้มกราบแทบพระบาท "หม่อมฉันจะทำหน้าที่ของหม่อมฉันให้ดีที่สุด พ่ะย่ะค่ะ"
วินาทีนั้นเอง เสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังลั่นมาจากนอกพระราชวัง ก็ดังขึ้นประดังเข้ามา เสียงแตรสงครามอันน่าสะพรึงกลัวสะท้อนก้องไปทั่วทั้งเมือง
"ข้าศึกมาแล้ว!" เสียงตะโกนกึกก้องดังมาจากด้านนอก
สิ้นเสียงประโยคนั้น ขุนฤทธิ์ก็ลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ดวงตาฉายแววกล้าหาญ
"ถึงเวลาแล้ว" เขากล่าวกับพระยาพิชัย "ที่เราจะต้องปกป้องบ้านเมืองของเรา"
เขาวิ่งออกไปจากห้องโถง ทิ้งไว้เพียงองค์ประมุขและเหล่าขุนนางที่ยืนตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
บนกำแพงเมือง สภาพการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหล กองทัพหงสาจำนวนมหาศาลปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูเมือง ราวกับพายุสีแดงที่ถาโถมเข้ามา เสียงธนูถูกยิงดังสนั่นหวั่นไหว เสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง เป็นเสียงแห่งการต่อสู้ที่น่าสยดสยอง
ขุนฤทธิ์ในชุดเกราะเต็มยศ ชักพระแสงดาบออกมาจากฝัก ดาบเล่มนั้นสะท้อนแสงตะวันจนเกิดประกายสีเงินยวง "ออเจ้าทุกคน!" เขากู่ก้องเสียงดัง "จงอย่าหวั่นไหว! เราคือสยาม! เราจะสู้! เพื่อแผ่นดิน! เพื่อศักดิ์ศรี! สู้!"
เหล่าทหารหาญต่างโห่ร้องตอบรับ เสียงของพวกเขากึกก้องกังวาน ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำตา
ขุนฤทธิ์พุ่งทะยานเข้าสู่ใจกลางของสมรภูมิ เขาฟาดฟันดาบไปมาอย่างรวดเร็ว ปะทะเข้ากับดาบของเหล่าทหารหงสาที่ดาหน้าเข้ามา แต่ละครั้งที่ดาบของเขากระทบเป้าหมาย ก็มีเลือดสีแดงสดกระเซ็นออกมา
ใบหน้าของขุนฤทธิ์เต็มไปด้วยเหงื่อไคล ชุดเกราะของเขาก็เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดของศัตรู แต่ดวงตาของเขากลับยังคงฉายแววไม่ย่อท้อ
เขาสังเกตเห็นว่ากองทหารหงสาพยายามจะใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายประตูเมือง เขาจึงรีบสาวเท้าไปยังจุดนั้น
"หยุดพวกเขา!" ขุนฤทธิ์ตะโกนสั่ง "อย่าให้พวกเขาทำลายประตูเมืองได้!"
เขาฟันฝ่าเหล่าทหารหงสาเข้าไป และเข้าปะทะกับนายทหารคนหนึ่งของหงสา นายทหารผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก ดาบของเขามีน้ำหนักมาก และแต่ละครั้งที่ปะทะกัน ก็ทำให้ขุนฤทธิ์รู้สึกถึงแรงสะท้อนที่รุนแรง
"เจ้าคือผู้ใด?" นายทหารหงสาตะโกนถาม
"ข้าคือขุนฤทธิ์! ราชองครักษ์แห่งสยาม!" ขุนฤทธิ์ตอบอย่างท้าทาย "และข้าจะปกป้องเมืองนี้!"
การต่อสู้ของทั้งสองดำเนินไปอย่างดุเดือด เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว สร้างความหวาดหวั่นแก่ผู้ที่ได้ยิน
ในขณะเดียวกัน องค์ประมุขและเหล่าขุนนางก็กำลังหารือกันถึงแผนการรับมือกับข้าศึก
"เราควรจะถวายบังคมยอมแพ้เสียหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?" ขุนนางคนหนึ่งทูลถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ไม่!" องค์ประมุขตรัสเสียงดัง "เราคือสยาม! เราจะสู้!"
"แต่กองทัพของเรามีกำลังน้อยกว่าฝ่ายตรงข้ามมากนักพ่ะย่ะค่ะ" พระยาพิชัยทูลแย้ง "เราจะต้านทานได้อย่างไร?"
"เราจะใช้กลยุทธ์" องค์ประมุขตรัส "เราจะใช้ภูมิประเทศให้เป็นประโยชน์ และเราจะต่อสู้ด้วยหัวใจ!"
ฉากสุดท้ายของวันนี้ องค์ประมุขทรงยืนประทับอยู่บนป้อมปราการ ทรงทอดพระเนตรดูสมรภูมิเบื้องล่างด้วยพระพักตร์ที่แน่วแน่
ขุนฤทธิ์ยังคงต่อสู้อย่างไม่ลดละ แม้จะเหนื่อยอ่อนเพียงใด เขาก็ยังคงสู้
แต่แล้ว ในขณะที่เขากำลังต่อสู้กับนายทหารหงสาอย่างดุเดือด เขาก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรง
ขบวนทหารม้าของหงสา กำลังเคลื่อนพลมาทางด้านหลังของแนวป้องกันของสยาม!
"แย่แล้ว!" ขุนฤทธิ์อุทานออกมาในใจ "ถ้าพวกมันทะลวงเข้ามาได้ เราก็พ่ายแพ้แน่!"
เขากำลังจะตะโกนเตือน แต่แล้ว เขาก็เห็นว่ามีกองทหารเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง กำลังพยายามจะก่อกวนขบวนทหารม้าของหงสา
พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่? สยามจะรอดพ้นจากการโจมตีครั้งนี้ไปได้หรือไม่?
เรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของบุปผาในม่านกาลเวลา กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง.

บุปผาในม่านกาลเวลา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก