ภายในห้องโถงที่เคยเป็นสักขีพยานแห่งการเจรจาอันสันติ บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตึงเครียดราวกับสายฟ้าที่รอวันฟาดลงมา แสงอาทิตย์ยามบ่ายแก่ยังคงทาบทาผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ แต่ความงามสง่าของห้องโถงกลับมิอาจกลบเกลื่อนความไม่พอใจที่ฉายชัดบนใบหน้าของเหล่าขุนนางและตัวแทนจากอาณาจักรรัตนบุรี
ขุนฤทธิ์ยืนตระหง่านอยู่ข้างพระเก้าอี้ของสมเด็จพระราชาธิบดี สวมชุดเครื่องแบบพิธีการที่ปักดิ้นทองอย่างวิจิตร ใบหน้าหล่อเหลาคมคายฉายแววครุ่นคิด ดวงตาสีเข้มมองตรงไปยังคณะผู้แทนจากอาณาจักรคันธารราษฎร์ที่นั่งประจันหน้าอยู่ตรงกันข้าม หัวใจของเขากำลังเต้นเป็นจังหวะที่หนักแน่นและรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความตระหนักถึงความสำคัญของช่วงเวลาที่กำลังจะมาถึง
อัครมหาเสนาบดีแห่งคันธารราษฎร์ ชายร่างท้วมใบหน้าแดงก่ำ สวมเครื่องประดับทองคำระยิบระยับ กำลังเอ่ยวาจาด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่งและท้าทาย “เราได้นำเสนอเงื่อนไขของเราอย่างชัดแจ้งแล้ว ฝ่าบาท จะทรงยอมรับข้อเสนอของคันธารราษฎร์แต่โดยดี หรือจะเลือกหนทางแห่งความขัดแย้ง ซึ่งผลลัพธ์ย่อมไม่อาจพึงปรารถนาสำหรับรัตนบุรี”
สมเด็จพระราชาธิบดีประทับนิ่ง ทรงพยักพระพักตร์ช้าๆ ให้กับขุนฤทธิ์ ราวกับจะทรงมอบหมายภารกิจอันสำคัญยิ่งให้แก่เขา ขุนฤทธิ์ก้าวออกมาเบื้องหน้า วางมือขวาบนด้ามดาบที่คาดเอวอย่างสง่างาม รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมพระโอษฐ์ แต่สายตาของเขากลับท้าทายอย่างไม่ปิดบัง
“ท่านอัครมหาเสนาบดี” ขุนฤทธิ์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่เต็มไปด้วยอำนาจ “ข้อเสนอของท่านนั้นมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเท่าเทียม หากแต่เป็นความต้องการที่จะเอาเปรียบ การผนวกดินแดนส่วนกลางของรัตนบุรีนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ รัตนบุรีไม่เคยรุกรานอาณาจักรใด และเราก็ไม่ยินยอมให้ผู้ใดมาเหยียบย่ำอธิปไตยของเรา”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทั่วทั้งห้องโถง บางส่วนแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญของขุนฤทธิ์ บางส่วนก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นต่อสถานการณ์ที่กำลังจะบานปลาย
อัครมหาเสนาบดีแห่งคันธารราษฎร์หัวเราะเสียงดัง “กล้าหาญนัก! ทหารหนุ่มเช่นเจ้าจะเข้าใจการเมืองระดับสูงเช่นนี้ได้อย่างไร? คันธารราษฎร์คือมหาอำนาจ เรามีกำลังทหารที่เหนือกว่าท่านหลายเท่า หากท่านยังดื้อดึง รัชทายาทแห่งคันธารราษฎร์ จะนำทัพบุกเข้ามายึดกรุงศรีมหาไถนแห่งนี้ภายในเวลาอันสั้น!”
คำพูดนั้นเป็นเหมือนน้ำมันราดลงบนกองไฟ ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด เหล่าขุนนางของรัตนบุรีลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บางคนชักกระบี่ออกจากฝัก
“หยุดเถิด!” สมเด็จพระราชาธิบดีทรงมีพระสุรเสียงเด็ดขาด “เรามิได้มาเพื่อประกาศสงคราม แต่เรามาเพื่อเจรจาอย่างสันติ หากท่านไม่ยินยอม เราก็พร้อมที่จะปกป้องแผ่นดินของเรา”
ขุนฤทธิ์เหลือบมองไปยังใบหน้าของเหล่าขุนนางฝ่ายคันธารราษฎร์ มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งนิ่งอยู่เบื้องหลังอัครมหาเสนาบดี ใบหน้าเรียวคม ดวงตาเฉลียวฉลาด สวมชุดสีดำสนิทที่ดูตัดกับบรรยากาศอันหรูหรา เขากระชับมือที่วางอยู่บนที่เท้าแขนเก้าอี้ ขุนฤทธิ์สัมผัสได้ถึงพลังอันเยือกเย็นและอันตรายที่แผ่ออกมาจากชายผู้นั้น
“เราไม่ต้องการสงคราม” ขุนฤทธิ์กล่าวเสริม “แต่เราจะไม่ยอมเสียดินแดนอันเป็นสมบัติของปู่ย่าตายายของเราไปโดยง่าย หากท่านคิดจะใช้กำลัง เราก็จะตอบโต้ด้วยกำลังเช่นกัน”
อัครมหาเสนาบดีลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นถมึงทึง “ในเมื่อท่านเลือกทางนี้ ก็จงเตรียมรับผลที่ตามมา! เราจะกลับไปรายงานองค์รัชทายาท การเจรจานี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้!”
ว่าแล้ว เขาก็หันหลังให้ ทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลัง คณะผู้แทนจากคันธารราษฎร์เดินออกจากห้องโถงไปอย่างไม่ใยดี มีเพียงสายตาของชายหนุ่มชุดดำที่ยังคงจับจ้องมาที่ขุนฤทธิ์ก่อนจะลับตาไป
เมื่อผู้มาเยือนจากไป ความตึงเครียดในห้องโถงก็คลายลงบ้าง แต่กลับถูกแทนที่ด้วยความกังวล สมเด็จพระราชาธิบดีหันพระพักตร์มาทางขุนฤทธิ์
“ขุนฤทธิ์” พระองค์ตรัสด้วยน้ำเสียงที่แฝงความห่วงใย “เราทราบดีว่าเจ้าคือทหารกล้า และเป็นความหวังของแผ่นดิน แต่ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่ใช่เพียงการต่อสู้ในสนามรบ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตและอนาคตของประชาชน”
“กระหม่อมทราบฝ่าบาท” ขุนฤทธิ์ค้อมศีรษะ “กระหม่อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องแผ่นดินของเรา”
“ดี” สมเด็จพระราชาธิบดีทรงคลี่คลายพระพักตร์ลงเล็กน้อย “แต่เราต้องเตรียมพร้อม หากพวกเขาเลือกสงคราม เราก็ต้องพร้อมที่จะตอบโต้”
หลายวันต่อมา ขุนฤทธิ์ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปยังชายแดนทิศเหนือ ซึ่งเป็นแนวปะทะที่คาดว่าจะเกิดการสู้รบขึ้นก่อน เขาได้รวบรวมเหล่านายกองผู้กล้าหาญเพื่อวางแผนการรบอย่างละเอียด
“เราจะตั้งรับที่แนวคันดินริมแม่น้ำสายนี้” ขุนฤทธิ์ชี้ไปยังแผนที่ขนาดใหญ่ที่กางอยู่บนโต๊ะ “กองทหารม้าของเราจะประจำการอยู่ทางปีกทั้งสองข้าง คอยสกัดกั้นการโอบล้อมของข้าศึก”
นายกองหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า “พงษ์” ก้มหน้ามองแผนที่ “ท่านขุนฤทธิ์ ข้าศึกอาจใช้เรือลอบเข้ามาตามลำน้ำได้”
ขุนฤทธิ์พยักหน้า “นั่นคือเหตุผลที่เราจะส่งหน่วยลาดตระเวนทางน้ำออกไปเสริมกำลัง และเราจะวางกำลังพลจำนวนหนึ่งไว้ประจำการที่นี่ เพื่อสกัดกั้นการขึ้นฝั่ง”
การเตรียมการดำเนินไปอย่างเร่งรีบ เสียงของการฝึกซ้อม เสียงกระทบกันของอาวุธ เสียงตะโกนสั่งการดังแว่วมาแต่ไกล บ่งบอกถึงความพร้อมรบที่กำลังก่อตัวขึ้น
แล้ววันแห่งการปะทะก็มาถึง
เสียงแตรศึกดังก้องไปทั่วหุบเขา เป็นสัญญาณเตือนภัยว่าข้าศึกกำลังเคลื่อนพลเข้ามา บรรยากาศที่ชายแดนกลับกลายจากความสงบเป็นความตึงเครียดขั้นสุดยอด ทหารรัตนบุรียืนประจำตำแหน่งอย่างมั่นคง ดวงตาจับจ้องไปยังเส้นขอบฟ้าเบื้องหน้า
กองทหารม้าของคันธารราษฎร์ปรากฏกายขึ้นราวกับพายุสีดำ ทะยานเข้ามาอย่างรวดเร็วราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง ธงรบสีดำปักลายสิงห์โตคำรามโบกสะบัดอย่างน่าเกรงขาม
“เตรียมพร้อม!” เสียงของขุนฤทธิ์ดังก้องราวกับฟ้าร้อง เขาชักดาบเล่มยาวที่ประดับลวดลายโบราณออกมา ฝักดาบถูกเหวี่ยงทิ้งลงบนพื้นหญ้า
“เพื่อรัตนบุรี!”
เสียงโห่ร้องกึกก้องตอบรับจากทหารทั้งปวง
การปะทะเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารม้าของคันธารราษฎร์พุ่งเข้าใส่แนวตั้งรับของรัตนบุรี กองทหารม้าของขุนฤทธิ์ก็โรมรันเข้าสกัดกั้น การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ท่ามกลางเสียงดาบกระทบกัน เสียงร้องด้วยความเจ็บปวด และเสียงตะโกนสั่งการ
ขุนฤทธิ์เองก็เป็นดั่งพายุในสนามรบ เขาควบม้าคู่ใจเข้าไปในวงล้อมของข้าศึก ดาบในมือฟาดฟันไปอย่างแม่นยำและรวดเร็ว ไม่มีทหารคันธารราษฎร์คนใดที่จะต้านทานคมดาบของเขาได้นานนัก
แต่ข้าศึกก็มีกำลังพลมากกว่า และดูเหมือนจะมีความชำนาญในการรบเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาพยายามที่จะโอบล้อมกำลังพลของรัตนบุรี
“ถอยกลับไปที่แนวคันดิน!” ขุนฤทธิ์ตะโกนสั่ง “อย่าให้พวกเขาแยกเราออกจากกัน!”
ทหารรัตนบุรีเริ่มถอยร่นอย่างมีระเบียบไปยังแนวคันดินที่เตรียมไว้ ขณะเดียวกัน เสียงปืนใหญ่ก็ดังสนั่นหวั่นไหวจากฝ่ายข้าศึก กระสุนดินดำพุ่งเข้ามาทำลายแนวป้องกันของรัตนบุรี
ท่ามกลางความโกลาหล ขุนฤทธิ์เหลือบไปเห็นชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่บนเนินเขาเบื้องหลังกองทัพคันธารราษฎร์ เขากำลังชี้นิ้วมายังแนวรบของรัตนบุรี ราวกับจะสั่งการทุกอย่าง
“ใครกัน?” ขุนฤทธิ์ครุ่นคิดด้วยความรู้สึกบางอย่างที่บอกว่าชายผู้นั้นคือหัวใจสำคัญของแผนการทั้งหมด
ทันใดนั้นเอง เสียงแตรศึกอีกครั้งดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่งของแนวรบ เป็นสัญญาณว่าข้าศึกกำลังจะโจมตีอีกระลอกหนึ่ง และคราวนี้อาจจะมาจากทิศทางที่คาดไม่ถึง
ขุนฤทธิ์รู้สึกได้ถึงความอันตรายที่คืบคลานเข้ามา การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป แต่สมรภูมิเบื้องหน้าดูเหมือนจะซับซ้อนและอันตรายยิ่งกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้
เขาจะสามารถนำทัพรัตนบุรีผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร? และชายหนุ่มชุดดำปริศนาผู้นั้นคือใครกันแน่?

บุปผาในม่านกาลเวลา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก