บุปผาในม่านกาลเวลา

ตอนที่ 18 — เงามืดคืบคลาน เหนือผืนฟ้าอยุธยา

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 988 คำ

แสงจันทร์สีนวลยังคงทาบทาผืนฟ้าให้ระบายสีเงินยวง ทว่าภายใต้ความงามสงบนั้น จิตใจของขุนฤทธิ์กลับร้อนระอุราวกับจะลุกเป็นไฟ สิ้นเสียงประกาศของทูตชาวตะวันตกที่ยืนกรานจะยึดครองดินแดนบางส่วนของอยุธยา ยิ่งกว่าคำพูดใดๆ ที่เคยได้ยินมา มันเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจของแผ่นดิน

ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมท้องพระโรง ราวกับลมหายใจของทุกคนถูกกลั้นไว้พร้อมกัน ‌ใบหน้าของขุนนางผู้ใหญ่ต่างฉายแววตึงเครียด บางคนก้มหน้าหลบสายตาของทูตตะวันตก บ้างก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ทว่าสายตาของขุนฤทธิ์ยังคงจับจ้องไปยังทูตผู้นั้นอย่างไม่วางตา ดวงตาคมกริบสะท้อนประกายแห่งความไม่พอใจและความเด็ดเดี่ยว

"ท่านทูต" ขุนฤทธิ์เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ แต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "ท่านกล่าวอ้างถึงสนธิสัญญาใด? ​ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน"

ทูตตะวันตกนามว่า "อองรี" ผู้มีใบหน้าคมสันราวรูปสลัก ผมสีทองหยิกเป็นลอนสวย ผิวขาวผ่องราวกับหิมะ แต่ดวงตาสีฟ้าของเขากลับเยียบเย็นราวกับน้ำแข็ง เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ยืดอกผายไหล่กว้าง ‍ราวกับจะแสดงถึงความเหนือกว่า

"ท่านขุนฤทธิ์" อองรีกล่าวด้วยสำเนียงที่ฟังดูแปลกหู แต่ชัดเจน "สนธิสัญญานี้ได้ลงนามกันเมื่อครั้งที่แผ่นดินของท่านยังคงอ่อนแอ และข้าพเจ้าได้นำหลักฐานมาแสดงด้วยตนเอง"

ว่าแล้ว อองรีก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ และหยิบม้วนกระดาษเก่าแก่ที่ถูกมัดด้วยริบบิ้นสีน้ำหมึกออกมา เขาค่อยๆ ‌คลี่มันออกอย่างระมัดระวัง แสงเทียนที่ส่องสว่างอยู่ทั่วท้องพระโรงสาดจับไปที่ตัวอักษรโบราณที่ปรากฏอยู่บนกระดาษ

ขุนฤทธิ์ก้าวเข้าไปใกล้ โน้มตัวลงมองดูแผ่นกระดาษนั้น หัวใจของเขาเต้นระส่ำอย่างรวดเร็ว เขาเห็นตราประทับของแผ่นดินอยุธยา แต่หากพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ลายมือและรูปแบบของตราประทับนั้นกลับดูผิดเพี้ยนไปจากที่เคยเห็น

"นี่คือสนธิสัญญาที่ลงนามระหว่างราชอาณาจักรสยามกับอาณาจักรฝรั่งเศส เมื่อกว่าร้อยปีก่อน" ‍อองรีกล่าวเสริม "ซึ่งระบุถึงการยินยอมให้ฝรั่งเศสมีสิทธิ์ในการปกครองดินแดนทางภาคใต้บางส่วนของท่าน เพื่อแลกกับการช่วยเหลือทางการทหารและเทคโนโลยี"

เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นท่ามกลางหมู่ขุนนาง ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ บางคนเริ่มคลางแคลงใจในสิ่งที่เห็น

"แต่ท่านทูต..." ขุนฤทธิ์ขัดจังหวะ "หากเป็นเช่นนั้นจริง ทำไมข้าพเจ้าถึงไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลย? ​และตราประทับนี้..." เขายกนิ้วชี้จรดลงบนลายเซ็นที่ดูไม่คุ้นตา "มันดูแปลกตาไป"

"ความผิดพลาดทางการบันทึกเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอในอดีตอันห่างไกล" อองรีตอบหน้าตาเฉย "แต่หลักฐานนี้..." เขายกม้วนกระดาษขึ้น "ไม่สามารถปฏิเสธได้"

พระสุรเสียงของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกึกก้องขึ้น ท่ามกลางความเงียบที่กลับมาอีกครั้ง ​"ท่านทูตอองรี ท่านกำลังกล่าวหาว่าบรรพบุรุษของเราทรยศต่อแผ่นดินหรือ?"

"เปล่าเลยพ่ะย่ะค่ะ" อองรีรีบก้มศีรษะ "เราเพียงแต่นำเสนอตามข้อเท็จจริงในสนธิสัญญาเท่านั้น"

"หากสนธิสัญญานี้มีอยู่จริง" ขุนฤทธิ์กล่าวเสริม "และได้ลงนามโดยบรรพบุรุษของเราจริง เหตุใดฝรั่งเศสจึงไม่เคยเรียกร้องสิทธิ์นี้มาก่อนเลยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา?"

"เราได้รอเวลาที่เหมาะสม" อองรีตอบ ​ดวงตาของเขากลับมาเยียบเย็นอีกครั้ง "และบัดนี้ เวลาดังกล่าวได้มาถึงแล้ว"

คำพูดของอองรีเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดกลางท้องพระโรง ทุกคนต่างตกตะลึง ความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้คำพูดนั้นชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด

"ท่านหมายความว่าอย่างไร?" สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเสียงเข้ม

"เรามาเพื่อทวงสิทธิ์ของเรา" อองรีกล่าว "หากท่านไม่ยินยอม เราก็จำเป็นต้องใช้กำลัง"

ความตึงเครียดที่เคยมีอยู่ได้ปะทุขึ้นเป็นความโกรธเกรี้ยว ขุนนางบางคนลุกขึ้นยืนอย่างไม่พอใจ แต่ขุนฤทธิ์กลับนิ่งสงบ เขาเหลือบมองไปยังทูตตะวันตกคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ข้างๆ อองรี พวกเขาก็มีสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาของพวกเขากลับซ่อนเร้นความตั้งใจอันน่ากลัว

"อยุธยาของเราไม่ใช่ดินแดนที่ใครจะมาเอาไปได้ง่ายๆ" ขุนฤทธิ์กล่าวเสียงดัง "ท่านจะมาใช้กำลังกับเราเช่นนั้นหรือ?"

"เรามีกำลังที่แข็งแกร่ง" อองรีกล่าวด้วยรอยยิ้มมุมปาก "ท่านควรจะพิจารณาให้ดี"

ทันใดนั้นเอง เสียงกลองศึกที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นจากภายนอกพระราชวัง! เสียงดังราวกับฟ้าร้องแผ่นดินไหว ทั่วทั้งพระราชวังตกอยู่ในความโกลาหล

"เกิดอันใดขึ้น?" สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสถาม

ขุนฤทธิ์รีบหันมองออกไปนอกหน้าต่าง เขามองเห็นภาพที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ

เงาทะมึนของกองทหารจำนวนมหาศาลกำลังล้อมรอบพระราชวังไว้! ธงสีแดงเลือดหมูโบกสะบัดพลิ้วไหวไปตามแรงลม ทหารสวมชุดเกราะที่ส่องประกายวับวาวในแสงจันทร์ กำลังถืออาวุธที่ดูคุ้นตา แต่กลับมีประสิทธิภาพน่าเกรงขาม

"กองทัพของฝรั่งเศส!" ขุนฤทธิ์อุทานด้วยความตกใจ "พวกมันมาจริง!"

เสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงของทหารที่กรีฑาทัพดังเข้ามาใกล้ ทุกคนในท้องพระโรงต่างตกอยู่ในความหวาดกลัว

"ท่านทูตอองรี!" สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสเสียงก้อง "นี่คือการประกาศสงครามอย่างนั้นหรือ?"

"เราเพียงแต่ต้องการสิ่งที่ควรจะเป็นของเรา" อองรีตอบ ดวงตาของเขากลับมาเยียบเย็นอีกครั้ง "และเราจะไม่ลังเลที่จะใช้กำลังหากจำเป็น"

ขุนฤทธิ์รู้สึกเหมือนมีบางอย่างบีบรัดหัวใจ เขามองเห็นใบหน้าของคนใกล้ชิดที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น เขารู้ว่านี่คือช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายของอยุธยา

"เตรียมทหาร!" ขุนฤทธิ์ตะโกนเสียงก้อง "เราจะปกป้องแผ่นดินของเรา!"

เหล่าทหารรักษาพระองค์ที่อยู่ประจำท้องพระโรงรีบชักดาบออกมา เสียงดาบกระทบกันดังเสียดแก้วหู

"ท่านขุนฤทธิ์" อองรีกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ท่านจะต่อสู้กับกองทัพที่ยิ่งใหญ่กว่าอยุธยาได้เช่นไร?"

"เราอาจจะมีกำลังน้อยกว่า" ขุนฤทธิ์ตอบ สายตาของเขามุ่งมั่นแน่วแน่ "แต่เรามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่า! เรามีเลือดเนื้อที่พร้อมจะหลั่งเพื่อปกป้องแผ่นดินนี้! เราจะสู้จนกว่าชีวิตจะหาไม่!"

ทันใดนั้นเอง ประตูท้องพระโรงก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง! ทหารฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้ามาพร้อมกับอาวุธที่ดูแปลกตา พวกมันชี้ปืนที่เรียกว่า "ปืนคาบศิลา" มาที่ขุนนางทุกคน

"วางอาวุธลง!" ทหารฝรั่งเศสตะโกนด้วยภาษาที่ไม่คุ้นเคย

ขุนฤทธิ์เห็นภาพตรงหน้าแล้วรู้ดีว่านี่คือการเริ่มต้นของการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ ชะตากรรมของอยุธยาแขวนอยู่บนเส้นด้าย

"ถอยออกไป!" ขุนฤทธิ์ตะโกนสั่งทหารรักษาพระองค์ "ข้าจะจัดการเอง!"

เขาก้าวออกไปเผชิญหน้ากับทหารฝรั่งเศสเหล่านั้น ดวงตาของเขายังคงฉายแววแห่งความเด็ดเดี่ยว แม้จะรู้ดีว่าเบื้องหน้าคือความตาย

"พวกแกไม่ควรเข้ามาที่นี่" ขุนฤทธิ์กล่าวด้วยเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น

ก่อนที่ทหารฝรั่งเศสจะทันได้ทำสิ่งใด ขุนฤทธิ์ก็ชักดาบโบราณของตนเองออกมา แสงดาบสะท้อนกับแสงเทียน สร้างประกายวับวาว เขาพุ่งเข้าใส่ทหารฝรั่งเศสอย่างรวดเร็ว

เสียงดาบปะทะกันดังสนั่น! การต่อสู้ที่ตึงเครียดและน่าสะพรึงกลัวได้เริ่มต้นขึ้นภายในท้องพระโรงแห่งนี้เอง

ขุนฤทธิ์ต่อสู้อย่างสุดกำลัง เขาหลบหลีกการโจมตีของทหารฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว แม้จะถูกอาวุธที่แปลกตา แต่สัญชาตญาณนักรบก็ทำให้เขารอดพ้นมาได้

"จับมันไว้!" ทหารฝรั่งเศสตะโกน

แต่ก่อนที่พวกมันจะเข้าถึงตัวขุนฤทธิ์ เสียงปืนคาบศิลาที่ดังสนั่นหวั่นไหว ก็ดังขึ้นอีกครั้ง! ทหารฝรั่งเศสบางส่วนล้มลงไปกองกับพื้น

"นี่มันอะไรกัน?" อองรีอุทานด้วยความตกใจ

ขุนฤทธิ์หันไปมองที่ประตู เขาเห็นเงาร่างของทหารอยุธยาอีกกลุ่มหนึ่งกำลังบุกเข้ามา! พวกเขามีอาวุธที่คุ้นเคย แต่สีหน้าของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

"พวกเรามาช่วยท่านแล้ว ท่านขุนฤทธิ์!" เสียงของ "หมื่นกล้า" ทหารคนสนิทของขุนฤทธิ์ ดังขึ้น

การต่อสู้ได้ขยายวงออกไปนอกท้องพระโรง ทั่วทั้งพระราชวังตกอยู่ในความวุ่นวาย เสียงอาวุธกระทบกัน เสียงตะโกน และเสียงปืนดังระงมไปทั่ว

แต่ในขณะที่การต่อสู้กำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด ขุนฤทธิ์กลับมองเห็นเงาตะคุ่มของอองรีที่กำลังแอบลอบถอยออกไปจากท้องพระโรง เขาทำอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนจะลับลมคมใน

การต่อสู้ป้องกันเมืองได้เริ่มต้นขึ้นแล้วท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง แต่เบื้องหลังความวุ่นวายนี้ ความอันตรายที่แท้จริงอาจจะกำลังคืบคลานเข้ามาในรูปแบบที่คาดไม่ถึง

ขุนฤทธิ์จะตามอองรีทันหรือไม่? การต่อสู้ครั้งนี้อยุธยาจะสามารถต้านทานกองทัพตะวันตกได้หรือไม่? และเบื้องหลังการบุกโจมตีนี้ มีแผนการร้ายอันใดที่ซ่อนเร้นอยู่?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุปผาในม่านกาลเวลา

บุปผาในม่านกาลเวลา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!