แสงสีฟ้าอ่อนจากหน้าจอโฮโลแกรมยังคงสาดส่องไปทั่วห้องทดลองอันกว้างขวาง ขับเน้นความขัดแย้งอันน่าทึ่งระหว่างความโบราณของโลหะขัดเงากับความล้ำสมัยของเทคโนโลยีที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ อคินยังคงยืนนิ่ง จ้องมองภาพจำลองของดวงดาวที่หมุนคว้างอยู่เบื้องหน้า แสงสีน้ำเงินเข้มสะท้อนประกายในดวงตาของเขา ราวกับกำลังมองเห็นอนาคตอันไกลโพ้นที่กำลังจะมาถึง
“นี่คือ…แก่นแท้ของมิติคู่ขนานที่ท่านพยายามจะปลดปล่อยออกมาใช่หรือไม่” เสียงทุ้มของเซราฟิน่า ดังขึ้นแทรกความเงียบงัน เธอยืนอยู่ข้างๆ อคิน ใบหน้าประดับรอยยิ้มบางๆ แต่แฝงไว้ด้วยความสงสัยใคร่รู้
อคินพยักหน้าช้าๆ “ใช่แล้วเซราฟิน่า ภาพที่ท่านเห็นคือ… ‘ประตู’ สู่จักรวาลอื่น เป็นมิติที่ดำรงอยู่เคียงข้างจักรวาลของเรา แต่ถูกกั้นด้วยม่านแห่งกาลเวลาและมิติ”
“แล้ว…ทำไมท่านถึงต้องการเปิดมันเล่า” เซราฟิน่าถามต่อ ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ห้องทดลองที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ล้ำสมัยที่ดูเหมือนจะทำงานด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น “พลังงานมหาศาลที่ใช้ในการสร้าง ‘ประตู’ นี้… มันไม่ธรรมดาเลย”
“เพราะเราถูกคุกคาม เซราฟิน่า” อคินตอบ ใบหน้าของเขาเริ่มขึงขังขึ้น “เผ่าพันธุ์ที่เราเคยเป็นพันธมิตร กำลังถูกกวาดล้างโดยศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว เราต้องการหาพันธมิตรใหม่… หรืออย่างน้อยก็แหล่งทรัพยากรใหม่เพื่อต่อสู้”
เขาเอื้อมมือออกไปสัมผัสภาพจำลองของดวงดาว ภาพนั้นสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะปรากฏเป็นภาพของดวงดาวอีกดวงหนึ่งที่เรืองรองไปด้วยแสงสีทองอร่าม “ดวงดาวดวงนี้… มีรายงานว่ามีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาอาศัยอยู่ และเทคโนโลยีของพวกเขา… ล้ำหน้ากว่าเรามาก”
“แต่…หากเราเปิดประตูนี้ออกไป โดยที่เราไม่ทราบถึงเจตนาของพวกเขา… มันอาจนำมาซึ่งภัยพิบัติที่ยิ่งกว่าเดิมได้นะท่าน” เซราฟิน่าแสดงความกังวล
“ข้าทราบดี” อคินตอบ เสียงของเขาหนักแน่น “แต่ข้าได้เตรียมการไว้แล้ว”
เขาหันไปมองแผงควบคุมที่ส่องแสงระยิบระยับ “ระบบการสื่อสารระหว่างมิติของเรา… ถูกปรับปรุงให้มีความเสถียรมากขึ้น สามารถส่งสัญญาณที่ซับซ้อนออกไปได้ โดยที่อาจจะ… ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาอันตรายต่อมิติอื่น”
“หมายความว่า… เราจะสามารถติดต่อกับพวกเขาได้ก่อนอย่างนั้นหรือ” เซราฟิน่าเอ่ยถาม
“ใช่” อคินยืนยัน “ข้าจะส่ง ‘คำทักทาย’ เป็นสัญญาณแห่งมิตรภาพ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเรา… ด้วยพลังที่ข้าค้นพบ”
เขาพูดพลางยกแขนขึ้น แสงสีฟ้าอ่อนจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดส่องไปที่ฝ่ามือของเขา พลังงานที่มองไม่เห็นเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ นิ้วของเขา มันก่อรูปเป็นดวงดาวจำลองขนาดเล็กที่เปล่งประกายสีน้ำเงินเข้ม หมุนคว้างอย่างน่าอัศจรรย์
“นี่คือ… ‘มณีแห่งดวงดาว’ พลังที่ข้าค้นพบจากการศึกษาโบราณวัตถุจากอารยธรรมที่สาบสูญ… พลังที่สามารถเชื่อมโยงกับมิติอื่นได้” อคินอธิบาย “ข้าจะใช้พลังนี้… ส่งคำเชิญไปยังจักรวาลที่ข้าคาดว่าจะเป็นที่ตั้งของอารยธรรมที่ข้าต้องการติดต่อ”
เซราฟิน่าจ้องมองอคินด้วยความประหลาดใจ ผสมผสานกับความหวัง “ท่าน… ท่านแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว”
“เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์ของเรา… ข้าย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้น” อคินตอบ พลางหันกลับไปที่หน้าจอโฮโลแกรม “เอาล่ะ… ถึงเวลาแล้ว”
เขากดปุ่มคำสั่งบนแผงควบคุมอย่างรวดเร็ว ระบบเริ่มทำงาน แสงสีฟ้าอ่อนจากหน้าจอเริ่มสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ ความถี่ของคลื่นพลังงานที่ปล่อยออกมาก็สูงขึ้นจนน่าใจหาย
“พลังงานกำลังถูกส่งออกไป… จุดหมายปลายทาง… เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้” เสียงสังเคราะห์จากระบบคอมพิวเตอร์ดังขึ้น
อคินยืนนิ่ง ปลายนิ้วของเขายังคงเปล่งประกายสีน้ำเงินเข้มราวกับกำลังเป็นศูนย์กลางของพลังงานที่แผ่กระจายออกไป เขาสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานอันมหาศาลที่ไหลผ่านตัวเขา เป็นความรู้สึกที่ทั้งอิ่มเอมและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
“เราจะรู้ได้อย่างไร… ว่าสัญญาณของเราจะไปถึงพวกเขา” เซราฟิน่าถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“สัญญาณของเรา… จะเดินทางผ่านห้วงมิติอันกว้างใหญ่… ดุจคลื่นเสียงในมหาสมุทร” อคินตอบ “หากพวกเขา… มีความสามารถในการรับรู้… พวกเขาจะสัมผัสได้”
ทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าอ่อนบนหน้าจอโฮโลแกรมก็เริ่มกะพริบถี่ขึ้น ภาพจำลองของดวงดาวเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง จนแทบจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ
“เกิดอะไรขึ้น!?” เซราฟิน่าอุทาน
“ระบบตรวจจับความผิดปกติ… ตรวจพบการสั่นสะเทือนของมิติ… ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!” เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ตื่นตระหนก
อคินเบิกตากว้าง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังเดินทางกลับมา… มันไม่ใช่พลังงานที่เขาปล่อยออกไป แต่เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่กว่า… และน่าเกรงขามกว่ามาก
“มัน… มันไม่ใช่การตอบรับ… แต่มันคือ… การบุกรุก!” อคินอุทาน
ภาพจำลองบนหน้าจอโฮโลแกรมเริ่มเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภาพดวงดาวอันงดงามถูกแทนที่ด้วยภาพของ… พายุสุริยะที่กำลังปะทุอย่างบ้าคลั่ง แสงสีแดงเพลิงและสีดำทะมึนปะปนกัน ก่อตัวเป็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว
“พลังงาน… กำลังเพิ่มขึ้น… อย่างทวีคูณ!” เสียงสังเคราะห์ดังขึ้นอีกครั้ง “เรากำลังถูก… โจมตี! จาก… มิติอื่น!”
อคินรีบก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดวงตาของเขามองไปยังหน้าจอด้วยความตื่นตระหนก เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านพื้นห้องทดลอง ราวกับว่าทั้งฐานทัพกำลังจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ
“มัน… เร็วเกินไป! เรายังไม่ได้เตรียมตัว!” เซราฟิน่ากล่าวเสียงสั่น
“ข้า… ข้าประเมินพลังของพวกเขาต่ำเกินไป…” อคินพึมพำ เขาเคยคิดว่าเขาจะสามารถควบคุมการเปิดประตูนี้ได้ แต่เขาผิด… ผิดอย่างมหันต์
แสงสีแดงเพลิงจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดส่องไปทั่วใบหน้าของอคิน ทำให้ดวงตาของเขาดูแดงก่ำ ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับนรกอเวจีที่เปิดออก
“เราต้อง… ปิดมัน!” เซราฟิน่าตะโกน
“มัน… มันสายเกินไปแล้ว! ประตู… มันเปิดออกแล้ว!” อคินตอบเสียงเครียด “และ… พวกมัน… กำลังจะมา!”
พลัน… เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงที่ดังมาจากนอกห้องทดลองก็ดังขึ้น สะท้อนก้องไปทั่วฐานทัพอันเงียบสงบ
“เกิดอะไรขึ้นข้างนอกนั่น!” เซราฟิน่าถาม
อคินไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่หรี่ตาลง จ้องมองไปยังประตูห้องทดลองที่เริ่มสั่นไหวเล็กน้อย แสงสีแดงเพลิงที่สาดส่องมาจากหน้าจอโฮโลแกรม… กำลังถูกบดบังด้วยเงาบางอย่างที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา…
“บางที… การปลุกอารยธรรมในมิติอื่น… อาจไม่ใช่ความคิดที่ดีที่สุด…” อคินพึมพำด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจ… และความหวาดกลัว…
เสียงกรีดร้องเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง… คราวนี้… มันใกล้เข้ามา… ใกล้เข้ามา… มากกว่าเดิม…

จอมทัพดาราจักร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก