หยาดฝนเย็นเยียบยังคงโปรยปราย ซัดกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย ราวกับจะโอบกอดเมืองหลวงแห่งนี้ด้วยความเย็นเยียบ กร้าวเงยหน้าขึ้นมองฟ้า ดวงตาคมกริบสะท้อนแสงไฟนีออนที่สาดส่องมาจากตึกสูงระฟ้า กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางลงตามสายฝน ไม่สามารถกลบกลิ่นอายแห่งความตายที่ยังคงอบอวลอยู่ตามตรอกซอกซอยได้
การปะทะอันดุเดือดเมื่อคืนวาน ทิ้งร่องรอยความพินาศเอาไว้ทั่วทุกมุมเมือง ตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความเจริญรุ่งเรือง บัดนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพัง เศษอิฐ เศษปูนเกลื่อนกลาดเต็มท้องถนน เสียงไซเรนของรถพยาบาลยังคงดังแว่วมาเป็นระยะๆ ปะปนกับเสียงโหยหวนของลมที่พัดผ่านช่องว่างของอาคารที่เสียหาย
กร้าวกระชับมือที่กำแน่น เปลือกตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่น รอยแผลเป็นบางๆ ที่มุมปากยังคงรู้สึกระบมจากการต่อสู้เมื่อคืน แต่ความเจ็บปวดทางกายกลับไม่อาจเทียบได้กับความโกรธแค้นที่ลุกโชนอยู่ในหัวใจ เขาจำใบหน้าของเหล่านักฆ่าจากองค์กรอสูรเงาได้ดี ทุกย่างก้าว ทุกการเคลื่อนไหว ทุกการโจมตีที่โหดเหี้ยมไร้ปรานี
“พวกแกจะต้องชดใช้” เขาพึมพำ เสียงแหบพร่าบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้า แต่ทว่าเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ซ่อนเร้น
หลังจากการถอนกำลังอย่างฉุกละหุกของหน่วยรบพิเศษที่เหลืออยู่ กร้าวเลือกที่จะไม่กลับไปยังที่พัก เขาตัดสินใจที่จะตามรอยขององค์กรอสูรเงาต่อไป ข้อมูลที่ได้มาอย่างยากลำบากจากแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนาม ชี้ให้เห็นถึงฐานทัพลับแห่งหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางเมืองหลวง ท่ามกลางความวุ่นวายและแสงสีที่หลอกลวง
เขาปลดสายรัดข้อมือที่เปื้อนเลือดออก ทิ้งมันลงในกองขยะที่อยู่ใกล้ที่สุด ร่างสูงโปร่งของเขาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับเงา เขาเดินแทรกตัวไปตามตรอกแคบๆ ที่เต็มไปด้วยถังขยะส่งกลิ่นเหม็นอับ และผนังที่ถูกพ่นสีอย่างหยาบคาย สายตาของเขาคอยสำรวจทุกสิ่งรอบตัว หาเบาะแส ร่องรอยที่อาจนำเขาไปสู่เป้าหมาย
“พวกมันไม่น่าจะไปไหนไกล” เขาคิด เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุม
เขามาถึงย่านการค้าที่ถูกปิดตายจากการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังกั้นพื้นที่อย่างเข้มงวด ท่ามกลางฝูงชนที่อยากรู้อยากเห็นที่พยายามจะแหวกวงล้อมเข้าไป กร้าวสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ชายชุดดำหลายคนกำลังเคลื่อนย้ายวัตถุบางอย่างเข้าไปในอาคารร้างแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่สุดซอย อาคารหลังนั้นดูทรุดโทรมจนแทบจะกลืนหายไปกับสภาพแวดล้อม แต่กร้าวสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากภายใน
“ที่นี่สินะ” เขายิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน
การแทรกซึมเข้าไปไม่ใช่เรื่องง่าย เขารอจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผลัดเปลี่ยนเวรยาม และความวุ่นวายจากฝูงชนเริ่มเบาบางลง เมื่อมีโอกาส กร้าวก็อาศัยความมืดและความชำนาญในการหลบหลีก ก้าวเท้าเข้าไปยังอาคารร้างอย่างเงียบเชียบ
ภายในอาคารเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและใยแมงมุม บ่งบอกถึงการถูกทอดทิ้งมานานหลายปี แต่เมื่อกร้าวเดินลึกลงไปในอาคาร เขาพบว่ามันเป็นเพียงฉากหน้าเท่านั้น ผนังด้านหลังชั้นวางของที่พังทลายกลับเป็นทางเข้าสู่ความลับที่ซ่อนอยู่
เขาดันชั้นวางของออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นบันไดเหล็กที่ทอดลงไปในความมืด ท่ามกลางอากาศเย็นยะเยือกที่ปะทะใบหน้า กร้าวสูดลมหายใจลึกๆ กลิ่นอับชื้นและกลิ่นโลหะบางอย่างลอยมาแตะจมูก เขาหยิบไฟฉายพกพาออกมา ส่องแสงนำทางไปยังบันได
ทุกย่างก้าวที่ทอดลงไป ยิ่งพาเขาเข้าสู่โลกที่แตกต่างจากเมืองหลวงอันศิวิไลซ์เบื้องบนอย่างสิ้นเชิง เสียงหยดน้ำที่ดังเป็นจังหวะจากเพดาน ผสมผสานกับเสียงเครื่องจักรที่ทำงานอยู่เบื้องลึก ทำให้บรรยากาศยิ่งดูน่าขนลุก
เมื่อถึงพื้น กร้าวพบว่าตัวเองอยู่ในโถงทางเดินที่กว้างขวาง ประดับประดาด้วยไฟนีออนสีแดงฉานที่ให้ความรู้สึกถึงความอันตราย ผนังปูนเปลือยขัดเงา แสดงให้เห็นถึงการก่อสร้างที่แข็งแกร่ง ราวกับจะรองรับการใช้งานที่หนักหน่วง
“อสูรเงา…” เขาพึมพำ นัยน์ตาของเขาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นที่รุนแรงขึ้น
เขาเดินสำรวจไปตามทางเดิน สังเกตการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในสายตา เขาเห็นห้องทดลองที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ประหลาด มีของเหลวสีเข้มข้นบรรจุอยู่ในหลอดแก้วหลายใบ และมีรูปภาพของมนุษย์ที่ถูกดัดแปลงรูปร่างอย่างน่าสยดสยองวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ
“พวกมันกำลังทำอะไรกันแน่?” ความสงสัยปะปนกับความรู้สึกขยะแขยง
ขณะที่เขากำลังจะเดินเข้าไปสำรวจห้องทดลองให้ละเอียดขึ้น เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง กร้าวชะงักเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้า
นักฆ่าสี่คนในชุดดำสนิทปรากฏตัวขึ้น ยืนเรียงแถวขวางทางเดิน แต่ละคนมีอาวุธคู่กายที่ดูอันตราย ใบหน้าของพวกเขาไร้อารมณ์ ท่าทีเยียบเย็นราวกับหุ่นยนต์
“ใครอนุญาตให้แกเข้ามาที่นี่?” หนึ่งในนักฆ่าถาม เสียงทุ้มแหบพร่า
กร้าวไม่ตอบ เขาเพียงยิ้มเยาะ “พวกแกคงไม่ต้อนรับแขกเท่าไหร่สินะ”
“แกมาผิดที่แล้ว” นักฆ่าอีกคนกล่าว พลางยกปืนขึ้นเล็งมาที่กร้าว
“ฉันมาถูกที่แล้ว” กร้าวตอบ พลางเตรียมพร้อมที่จะเข้าต่อสู้
ทันใดนั้น นักฆ่าคนแรกก็พุ่งเข้าใส่กร้าวด้วยความเร็วสูง ดาบซามูไรในมือวาววับต้องแสงไฟ กร้าวหลบหลีกการโจมตีอย่างฉิวเฉียด ก่อนจะสวนกลับด้วยหมัดที่หนักหน่วงเข้าที่ใบหน้าของนักฆ่า
เสียงดัง ‘ผัวะ’ ดังขึ้น นักฆ่าเซถอยหลังไป แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดได้ ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีซ้ำอีกครั้ง
การต่อสู้ที่ดุเดือดเริ่มต้นขึ้น กร้าวต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่าทั้งสี่คนพร้อมกัน เขาหลบหลีกคมดาบและกระสุนปืนอย่างคล่องแคล่ว ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำ แต่ละการโจมตีของเขาเต็มไปด้วยพลังและความแม่นยำ
เขาใช้สภาพแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ ใช้เสาปูนเป็นที่กำบัง และใช้ความเร็วของตัวเองในการเข้าถึงตัวนักฆ่า
“แกแข็งแกร่งกว่าที่คิด” หนึ่งในนักฆ่ากล่าว หอบหายใจเล็กน้อย
“แล้วพวกแกก็ไม่ฉลาดพอที่จะหยุดฉัน” กร้าวตอบ พลางเตะก้านคอของนักฆ่าคนหนึ่งเข้าอย่างจัง
เขาจัดการนักฆ่าทีละคน ด้วยการผสมผสานทักษะการต่อสู้ระยะประชิดและไหวพริบที่เหนือกว่า แม้จะเผชิญหน้ากับอาวุธที่หลากหลาย แต่กร้าวยังคงยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
เมื่อนักฆ่าคนสุดท้ายล้มลง กร้าวก็รีบวิ่งเข้าไปในห้องทดลองที่เขาเห็นก่อนหน้านี้
ภายในห้อง ท่ามกลางอุปกรณ์ที่ยังคงทำงานอยู่ เขาเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อกาวน์สีขาว นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ชายคนนั้นหันมามองกร้าวด้วยความตกใจ
“แกเป็นใคร!” ชายสวมเสื้อกาวน์ร้องถาม
“ฉันคือคนที่มาทวงความยุติธรรม” กร้าวตอบ เสียงของเขาเย็นชา
“แกไม่เข้าใจหรอก… สิ่งที่พวกเรากำลังทำมันยิ่งใหญ่แค่ไหน” ชายสวมเสื้อกาวน์กล่าว มือของเขาสั่นเล็กน้อย
“ยิ่งใหญ่ในทางที่เลวร้ายงั้นสิ?” กร้าวเดินเข้าไปใกล้ “ฉันเห็นสิ่งที่แกทำแล้ว มันน่าสะอิดสะเอียน”
“มันคือวิวัฒนาการ… การก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์!” ชายสวมเสื้อกาวน์ตะโกน “แกจะไม่มีวันเข้าใจ!”
“ฉันเข้าใจดี” กร้าวพูด พลางมองไปที่รูปภาพของมนุษย์ที่ถูกดัดแปลง “พวกแกกำลังสร้างปีศาจ!”
จู่ๆ ประตูเหล็กบานใหญ่ด้านหลังของห้องทดลองก็เปิดออก เผยให้เห็นอุโมงค์ที่มืดมิดและมีแสงไฟสีฟ้าสว่างวาบออกมาจากภายใน
“แกไปไม่ถึงหรอก!” ชายสวมเสื้อกาวน์พูด พลางกดปุ่มบางอย่างบนแผงควบคุม
เสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นทั่วทั้งฐานทัพ กร้าวรู้ว่าเขาไม่สามารถเสียเวลาได้อีก เขาต้องไปให้ถึงต้นตอของเรื่องนี้ให้ได้
เขาหันไปมองชายสวมเสื้อกาวน์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ก่อนจะหันหลังวิ่งตรงไปยังอุโมงค์ที่เปิดออก
“ข้าจะไปให้ถึงตัวหัวหน้าของพวกแกแน่! และข้าจะทำลายองค์กรอสูรเงาให้สิ้นซาก!” เขาตะโกนก้อง
อุโมงค์นำพาเขาเข้าสู่ส่วนที่ลึกที่สุดของฐานทัพ อากาศหนาวเย็นยิ่งกว่าเดิม เสียงเครื่องจักรดังกระหึ่มกว่าที่เคย กร้าวสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
“ข้ากำลังจะไปหาพวกแก… อสูรเงา!”
เขาเร่งฝีเท้าเข้าไปในอุโมงค์ ทิ้งไว้เบื้องหลังเพียงเสียงสัญญาณเตือนที่ดังต่อเนื่อง และความมืดมิดที่ปกคลุมทุกสิ่ง... เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับอสูรที่แท้จริง.

เพลิงทมิฬ นัยน์ตาอสูร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก