หยาดฝนยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย ราวกับจะล้างบาปให้กับมหานครแห่งนี้ที่กำลังเน่าเฟะจากพิษร้ายขององค์กรอสูรเงา กร้าวยืนนิ่งภายใต้ร่มเงาของตรอกแคบๆ กลิ่นคาวเลือดที่เจือจางลงไปเล็กน้อยยังคงเตะจมูก แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายอันเปียกชื้นของคอนกรีตและไอเย็นที่ลอยมาจากพื้นถนนที่เปียกโชก แสงไฟนีออนจากป้ายโฆษณาบิดเบี้ยวสะท้อนบนใบหน้าคมสันของเขา ดวงตาที่เคยฉายแววเย็นชาในยามปกติ บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยความเดือดดาลที่ถูกเก็บงำมานาน
เสียงฝนที่ซัดลงมาดังกลบเสียงอื่นจนแทบไม่ได้ยิน แต่กร้าวกลับรับรู้ได้ถึงทุกความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ เสียงฝีเท้าที่ย่องเบา เสียงหายใจที่ถูกกลั้นไว้ เสียงโลหะกระทบกันแผ่วๆ เหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัยที่เขาไม่เคยพลาด
“คิดว่าซ่อนตัวได้ดีนักสินะ” เสียงกระซิบแหบพร่าดังมาจากเงามืดด้านหลังเขา กร้าวหันขวับไปทันที ร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำทะมึนปรากฏขึ้นมาในความมืด เขามีใบหน้าแข็งกร้าว รอยแผลเป็นยาวพาดผ่านแก้มข้างซ้าย และดวงตาที่ส่องประกายสีแดงเรื่อราวกับสัตว์ร้าย
“ใคร?” กร้าวถามเสียงลอดไรฟัน ร่างนั้นไม่เหมือนลูกสมุนกระจอกที่เขาเพิ่งจัดการไป พวกมันมีฝีมือ แต่ไม่มีไอสังหารที่รุนแรงเช่นนี้
“ข้าคือ ‘เงาทมิฬ’ เป็นมือขวาของ ‘นายใหญ่’ แล้วเจ้าล่ะ… ‘ผู้ล่า’?” ชายชุดดำเอ่ย ชื่อของกร้าวถูกเรียกออกมาอย่างแม่นยำ ทำให้กร้าวรู้ว่าองค์กรอสูรเงากำลังจับตาดูเขาอยู่
“แกเป็นใครก็ช่าง แต่ถ้าขวางทาง ข้าจะสังหารแก” กร้าวไม่รอช้า ฝีเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แสงไฟนีออนฉายให้เห็นกล้ามเนื้อที่เกร็งแน่นภายใต้เสื้อผ้าสีเข้ม
เงาทมิฬหัวเราะเสียงแหบ “ปากดีนัก! มาดูกันว่าฝีมือเจ้าจะสมกับคำพูดหรือไม่”
สิ้นเสียง ร่างของเงาทมิฬก็พุ่งเข้าใส่กร้าวราวกับหอกที่ถูกปล่อยออกไป มือข้างหนึ่งถือมีดสั้นที่สะท้อนแสงไฟเย็นเยียบ อีกข้างกางออกเล็บที่แหลมคมราวกับกรงเล็บของสัตว์ป่า กร้าวเบี่ยงตัวหลบหลีกการโจมตีอย่างหวุดหวิด มีดสั้นเฉียดผ่านใบหน้าไปเพียงคืบ กลิ่นโลหะลอยมาแตะจมูก
“แค่เริ่มต้น!” กร้าวสวนกลับด้วยหมัดตรงที่ทรงพลัง แต่เงาทมิฬกลับพลิกตัวหลบได้ราวกับเงา เขาหมุนตัวกลับมา พร้อมกับเตะตัดขาของกร้าว
กร้าวรับรู้ถึงอันตราย เขาชิงกระโดดขึ้นไปในอากาศ ก่อนจะใช้หลังเท้าถีบเข้าใส่หน้าอกของเงาทมิฬอย่างแรง แต่ชายชุดดำนั้นก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ราวกับต้นไม้ที่หยั่งรากลึก
“เจ้าแข็งแกร่ง… แต่ยังอ่อนหัดเกินไป” เงาทมิฬกล่าว พร้อมกับปล่อยหมัดชุดใหญ่เข้าใส่กร้าว กร้าวต้องตั้งรับอย่างสุดกำลัง เสียงหมัดที่ปะทะกันดังก้องไปทั่วตรอก ฝนที่ตกลงมาทำให้พื้นลื่น แต่กร้าวยังคงยืนหยัดได้ด้วยการทรงตัวที่เหนือมนุษย์
การต่อสู้ในตรอกแคบๆ เริ่มบีบคั้นพื้นที่ กร้าวต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายเพื่อหลบหลีกและตอบโต้ เขาเห็นช่องว่างเพียงเสี้ยววินาที และใช้โอกาสนั้นพุ่งเข้าใส่เงาทมิฬด้วยศอก “หมัดศอกอสูร!”
เสียงดัง “เพล้ง!” คราหนึ่ง เงาทมิฬเซถอยหลังไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตั้งสติได้ เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “เจ้าน่าสนใจ… แต่จะจบแค่นี้!”
ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นจากปากตรอก! กร้าวหันไปมอง เห็นร่างของลูกสมุนอสูรเงาอีกหลายสิบชีวิตกำลังถือปืนไรเฟิลเล็งมาที่เขา
“แย่แล้ว!” กร้าวคิดในใจ เขาไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายถึงเพียงนี้
“ตายซะ!” หนึ่งในลูกสมุนตะโกน แล้วปืนก็รัวยิงเข้าใส่กร้าว
กร้าวไม่รอช้า เขาใช้ร่างกายกำยำของตนเองเป็นโล่ห์ พุ่งตัวเข้าไปยังกลุ่มลูกสมุนอย่างบ้าคลั่ง หมัดของเขากระหน่ำเข้าใส่ไม่ยั้ง ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปเต็มไปด้วยแรงมหาศาล เสียงกระดูกหักดังระงมไปทั่วบริเวณ
“พวกแกมันก็แค่เบี้ย!” กร้าวตะโกนเสียงดังลั่น ความเดือดดาลที่ถูกเก็บกดไว้ระเบิดออกมาเป็นพลังทำลายล้าง
เงาทมิฬที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ เห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว “ไม่ธรรมดา… แต่ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า!”
เขาตัดสินใจเข้าร่วมวงการต่อสู้ด้วยตัวเอง ร่างของเขาพุ่งทะยานเข้าหาอีกครั้ง ครั้งนี้เขาโจมตีอย่างดุดันยิ่งกว่าเดิม ด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
การต่อสู้ในตรอกแคบๆ กลายเป็นพายุหมัดและเสียงปืนที่โกลาหล ฝนยังคงซัดลงมาไม่หยุด หยาดฝนปะปนกับเลือดที่สาดกระจายไปทั่ว “เพลิงทมิฬ” นัยน์ตาของกร้าวลุกโชนราวกับจะเผาผลาญทุกสิ่งรอบตัว
กร้าวหลบหลีกการโจมตีของเงาทมิฬได้อย่างฉิวเฉียด เขาเห็นโอกาส และใช้ “เพลงดาบนอกคอก” ที่เขาฝึกฝนมาอย่างหนัก ปล่อยชุดกระบวนท่าที่รวดเร็วและแม่นยำออกมา
“รับไป!” กร้าวตะโกน พร้อมกับใช้หมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลัง ‘อัสนีบาต’ พุ่งเข้าใส่เงาทมิฬ
หมัดนั้นทรงพลังถึงขนาดทำให้เงาทมิฬต้องยกแขนขึ้นมาปัดป้อง แต่ก็ยังไม่วายเสียหลัก เขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร
“เป็นไปไม่ได้!” เงาทมิฬอุทานด้วยความตกใจ เขาไม่เคยเจอใครที่มีพลังทำลายล้างเช่นนี้มาก่อน
กร้าวไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เขาพุ่งเข้าใส่ลูกสมุนที่เหลืออย่างรวดเร็ว หมัดซ้ายตามด้วยหมัดขวา เตะกวาด สลับกับการใช้ศอกและเข่า ทุกการเคลื่อนไหวคือความเด็ดขาดที่สังหารเหยื่อ
ไม่นานนัก ลูกสมุนทั้งหมดก็ล้มลงกองกับพื้น มีเพียงเงาทมิฬเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่ได้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ แต่ดวงตาสีแดงเรื่อยังคงฉายแววแห่งความแค้น
“เจ้า… เจ้าคือ ‘ผู้สังหาร’!” เงาทมิฬกล่าวอย่างไม่เชื่อสายตา “นายใหญ่จะต้องรู้เรื่องนี้!”
“ไม่ว่านายใหญ่ของแกจะเป็นใคร ข้าก็จะบดขยี้มันให้สิ้นซาก!” กร้าวตอบกลับ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ทันใดนั้น เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นจากทั่วเมือง!
“อะไรกัน?” กร้าวอุทาน
“ถึงเวลาที่ข้าจะต้องไปแล้ว” เงาทมิฬกล่าว พร้อมกับค่อยๆ ถอยหลังเข้าไปในความมืด “แต่เราจะได้เจอกันอีก… ผู้สังหาร!”
ก่อนที่กร้าวจะได้ถามอะไรเพิ่มเติม ร่างของเงาทมิฬก็สลายไปในความมืดราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่
กร้าวยืนนิ่งอยู่กลางตรอกที่เต็มไปด้วยซากศพและคราบเลือด เขากวาดสายตามองไปรอบๆ สัญญาณเตือนภัยยังคงดังต่อเนื่องไปทั่วเมืองหลวง “เกิดอะไรขึ้น?”
เขาเริ่มสงสัยว่าการต่อสู้ในครั้งนี้อาจเป็นเพียงการล่อลวง หรือมีแผนการที่ใหญ่กว่านั้นซ่อนอยู่
ทันใดนั้นเอง ข้อความปริศนาปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือของเขา:
“ฐานทัพลับขององค์กรอสูรเงาถูกเปิดเผย… ที่นี่คือโอกาสเดียวของเจ้า”
กร้าวเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ยังคงมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน “ฐานทัพลับ… โอกาสเดียว…”
เขาตัดสินใจทันที ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาต้องไปที่นั่น!
กร้าววิ่งออกจากตรอกมืด สู่ถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนและความโกลาหล สัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นทำให้ผู้คนแตกตื่น วิ่งหนีกันอลหม่าน แต่กร้าวยังคงมุ่งหน้าต่อไปด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน
เขาจะต้องเผชิญหน้ากับองค์กรอสูรเงาในรังของพวกมัน!
ปลายทางของกร้าวอยู่ที่ไหน? การบุกเดี่ยวเข้าสู่ฐานทัพลับขององค์กรอสูรเงาจะจบลงอย่างไร? และ “นายใหญ่” ของเงาทมิฬคือใครกันแน่? ทุกคำถามจะถูกไขในภารกิจที่อันตรายที่สุดของกร้าว…

เพลิงทมิฬ นัยน์ตาอสูร
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก