เสียงโลหะบิดเบี้ยวราวกับสัตว์ร้ายกำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของตะวัน แม้ว่าแรงกดมหาศาลที่เคยบดขยี้ร่างของเขาจะเริ่มคลายลงไปบ้างแล้ว แต่ความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บยังคงแล่นพล่านไปทั่ว ความรู้สึกราวกับถูกบีบอัดจากทุกทิศทางค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นเพียงอาการชาและระบมที่รุนแรงจนแทบจะทนไม่ไหว เขาพยายามขยับนิ้วมือเล็กน้อย มันยังคงแข็งเกร็งราวกับถูกพันธนาการด้วยเหล็ก แต่สัมผัสได้ถึงพื้นผิวที่หยาบกระด้างของคอนกรีตเย็นเฉียบ
ตะวันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ มันเจ็บแปลบไปทั่วทั้งทรวงอก อากาศที่แทรกผ่านลำคอรู้สึกเหมือนถูกกรีดด้วยเศษแก้ว ก้อนเนื้อบริเวณซี่โครงคงจะร้าว หรืออาจจะหักไปแล้ว เขาพยายามลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัว เป็นเพียงแสงสลัวๆ ที่ลอดผ่านช่องว่างบางอย่าง รอยร้าวบนเพดานคอนกรีตที่เผยให้เห็นความมืดมิดเบื้องบน
“ฟื้นแล้วเหรอ?” เสียงแหบพร่าดังมาจากที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่เสียงของใครที่เขาคุ้นเคย เป็นเสียงที่ทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ราวกับเจ้าของเสียงเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่หนักหน่วงมาเช่นกัน
ตะวันพยายามรวบรวมสติ เขาจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไป เขาอยู่ในการต่อสู้ที่ดุเดือดกับไอ้พวกหน้ากากดำ และบางสิ่งบางอย่างได้พังทลายลงมา เสียงนั้น... เสียงนั้นคงเป็นส่วนหนึ่งของอุโมงค์หรือโครงสร้างที่ถล่มทับเขา
“ใคร... อยู่ตรงไหน?” ตะวันพยายามเปล่งเสียง แต่คำพูดนั้นขาดๆ หายๆ แทบจะไม่ได้ยิน
“อยู่ตรงนี้” เสียงเดิมตอบ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาใกล้ขึ้น ช้าๆ และระมัดระวัง “นายเกือบตายแล้วนะ”
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในมุมมองที่เริ่มจะคมชัดขึ้น มันเป็นชายร่างสูง สวมเสื้อผ้าสีเข้มที่เปื้อนคราบเลือดและฝุ่น เขาเดินอย่างโซซัดโซเซ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ดวงตาของเขาฉายแววเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงสุกสว่างด้วยประกายบางอย่างที่ตะวันไม่สามารถระบุได้
“คุณ... คือใคร?” ตะวันถามอีกครั้ง ความสงสัยปนเปไปกับความเจ็บปวด
“ฉันเหรอ? ฉันก็เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่พยายามจะหนีออกจากนรกนี่เหมือนนาย” ชายคนนั้นตอบ เขาค่อยๆ นั่งลงข้างๆ ตะวันอย่างระมัดระวัง “ฉันเห็นนายถูกทับตอนที่ทุกอย่างมันถล่มลงมา ฉันคิดว่านายไม่รอดแล้ว”
“แล้ว... คุณช่วยผมยังไง?” ตะวันถาม เขาจำไม่ได้ว่ามีใครเข้ามาช่วยเขา
“ฉันใช้เวลาทั้งคืนเพื่อพยายามขยับไอ้ก้อนคอนกรีตพวกนั้น ฉันเองก็เกือบจะแย่เหมือนกัน” ชายคนนั้นถอนหายใจยาว “แต่โชคดีที่มันมีช่องว่างเล็กๆ พอที่นายจะหายใจได้”
ตะวันสำรวจร่างกายตัวเองอีกครั้ง ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงจนเขาแทบจะลืมหายใจ แต่ความคิดที่ว่าเขายังมีชีวิตอยู่ได้เพราะความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ
“ขอบคุณ...” เขาเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก” ชายคนนั้นส่ายหน้า “เราอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เราต้องช่วยกัน”
บรรยากาศรอบตัวยังคงมืดสลัว มีเพียงแสงสลัวๆ ที่ส่องเข้ามาจากช่องว่างเล็กๆ เหนือศีรษะของพวกเขา กลิ่นอับชื้นของคอนกรีตผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอยู่ในอากาศ
“เราอยู่ที่ไหน?” ตะวันถาม
“ที่นี่คือส่วนหนึ่งของคลังแสงใต้ดิน ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างลับๆ” ชายคนนั้นตอบ “มันเป็นที่ที่อันตรายมาก”
“อันตราย... ยังไง?”
“นายเห็นไอ้พวกหน้ากากดำพวกนั้นไหม?” ชายคนนั้นชี้ไปทางที่ตะวันมองเห็นเงาตะคุ่มๆ บางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ห่างออกไป “พวกมันคือหน่วยรักษาความปลอดภัยของที่นี่ เป็นหน่วยที่โหดเหี้ยมและไม่ปรานี พวกมันจะฆ่าทุกคนที่เข้ามาในอาณาเขตของมัน”
ตะวันจำได้ทันที เขาสะบัดศีรษะ พยายามจะลุกขึ้น แต่ความเจ็บปวดกลับถาโถมเข้ามาจนเขาต้องกัดฟัน
“อยู่นิ่งๆ ก่อน” ชายคนนั้นพยายามประคองเขาไว้ “นายบาดเจ็บหนัก”
“แต่... เราต้องออกไปจากที่นี่” ตะวันพูดเสียงหนักแน่น “พวกมันจะมาถึงตัวเรา”
“ฉันรู้” ชายคนนั้นตอบ ดวงตาของเขามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง “แต่ตอนนี้เรายังออกไปไม่ได้ นายต้องพักก่อน”
ตะวันมองไปที่ร่างของตัวเอง เขาเห็นรอยแผลฉีกขาดหลายแห่งบนเสื้อผ้า เลือดสีแดงเข้มไหลซึมออกมาจากบาดแผลบางส่วน เขาพยายามขยับแขนอีกครั้ง คราวนี้สามารถยกมันขึ้นมาได้เล็กน้อย มันยังคงปวดร้าว แต่ก็รู้สึกดีขึ้นกว่าตอนแรก
“ไอ้พวกหน้ากากดำ... พวกมันต้องการอะไร?” ตะวันถาม
“พวกมันทำงานให้กับนายใหญ่” ชายคนนั้นตอบ “นายใหญ่ที่สร้างคลังแสงแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเก็บสะสมของบางอย่าง... ของที่ทรงพลังและอันตราย”
“ของอะไร?”
“ฉันก็ไม่รู้แน่ชัด” ชายคนนั้นส่ายหน้า “แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่พวกมันพร้อมจะปกป้องด้วยชีวิต”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของชายคนนี้ มันเป็นเสียงฝีเท้าที่หนักแน่นและสม่ำเสมอ ราวกับกำลังลาดตระเวน
“พวกมันมาแล้ว” ชายคนนั้นกระซิบ “เราต้องหาที่ซ่อน”
เขาช่วยประคองตะวันให้ลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ตะวันกัดฟันกลั้นเสียงร้อง เขาพยายามก้าวเดินไปตามที่ชายคนนั้นบอก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดมันผลักดันให้เขาต้องก้าวต่อไป
พวกเขาคลำทางไปในความมืด อาศัยแสงสลัวๆ จากช่องว่างเหนือศีรษะนำทาง เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ราวกับเงาที่คอยไล่ล่า
“ทางนี้” ชายคนนั้นกระชิบ เขาผลักตะวันเข้าไปในช่องแคบๆ ที่ซ่อนอยู่หลังกองวัสดุที่พังทลาย ตะวันเบียดตัวเข้าไป เขาเกือบจะหายใจไม่ออกเพราะความเจ็บปวด แต่เขาก็ยังคงพยายามกลั้นเสียง
เงาร่างของไอ้พวกหน้ากากดำสี่ถึงห้าตนปรากฏขึ้นในแสงสลัว พวกมันถืออาวุธปืนยาว เดินสำรวจไปมาอย่างระมัดระวัง ดวงตาภายใต้หน้ากากดำนั้นจ้องมองไปรอบๆ อย่างหาอะไรบางอย่าง
“มีอะไรผิดปกติ?” เสียงหนึ่งดังขึ้น
“ไม่เห็นมีอะไร” อีกเสียงตอบ “นายได้ยินเสียงอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่า... บางทีอาจจะเป็นเสียงลม”
ตะวันกลั้นหายใจ เขาได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมาจากอก เขาจ้องมองไปยังเงาร่างเหล่านั้น ความเกลียดชังและความแค้นแล่นพล่านไปทั่วร่าง มันเป็นพวกมัน ที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา
ชายที่ช่วยเขาอยู่ข้างๆ เขาก็ดูเหมือนจะกำลังกลั้นหายใจเช่นกัน เขากระชับมือที่จับตะวันไว้แน่นราวกับจะส่งกำลังใจให้
“นายใหญ่ต้องการให้เราหาอะไรบางอย่างให้เจอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง “อย่าให้พลาด”
“รู้แล้วน่า”
พวกมันเดินผ่านไปช้าๆ ตะวันรู้สึกราวกับเวลาหยุดนิ่ง เขาเกือบจะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของพวกมันที่พัดผ่านไป
หลังจากที่เสียงฝีเท้าค่อยๆ จางหายไป ตะวันก็ปล่อยลมหายใจที่กลั้นไว้
“เกือบไปแล้ว” ชายคนนั้นพึมพำ
“เราต้องไปจากที่นี่” ตะวันพูดเสียงแข็ง
“ฉันรู้” ชายคนนั้นตอบ “แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา”
ตะวันมองไปที่บาดแผลของตัวเอง เลือดเริ่มไหลซึมออกมามากขึ้นอีกครั้ง ความเจ็บปวดเริ่มบีบคั้นเขาจนรู้สึกคลื่นไส้
“ฉัน... ฉันคงจะไปต่อไม่ไหว” เขาเอ่ย
“ยังไงนายก็ต้องไปต่อ” ชายคนนั้นพูดเสียงหนักแน่น “ถ้านายยอมแพ้ตอนนี้ นายจะตายอยู่ที่นี่”
เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วดึงบางอย่างออกมา มันเป็นผ้าพันแผลที่เปื้อนคราบเลือด และขวดยาเล็กๆ
“นี่” เขาพูดพลางยื่นให้ตะวัน “มันอาจจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้บ้าง”
ตะวันรับยามา เขากลืนมันลงไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับน้ำที่เหลือติดก้นขวดเล็กน้อย
“ขอบคุณ” เขาเอ่ยอีกครั้ง
“ตอนนี้... เราต้องหาทางออกจากที่นี่ก่อน” ชายคนนั้นบอก “ฉันรู้ว่ามีทางออกอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แต่เราต้องแน่ใจก่อนว่าปลอดภัย”
เขาประคองตะวันให้ลุกขึ้นอีกครั้ง ตะวันรู้สึกว่าร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นเล็กน้อย อาจจะเพราะฤทธิ์ยา หรืออาจจะเป็นเพราะความตั้งใจที่จะมีชีวิตรอด
“ทางไหน?” ตะวันถาม
“ทางนี้” ชายคนนั้นชี้ไปยังอุโมงค์เล็กๆ อีกเส้นหนึ่งที่มืดมิดกว่าเดิม “ฉันคิดว่ามันเป็นทางลับที่พวกมันใช้ขนส่งของ”
พวกเขาก้าวเข้าไปในอุโมงค์นั้นอย่างระมัดระวัง ตะวันรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เขาพยายามเดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทุกก้าวก็ยังคงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“นาย... นายรู้จักไอ้พวกหน้ากากดำดีแค่ไหน?” ตะวันถาม
“ฉันเคยทำงานให้กับนายใหญ่มาก่อน” ชายคนนั้นตอบ “ฉันรู้เรื่องราวของที่นี่ดีกว่าใคร”
“แล้ว... ทำไมนายถึงช่วยฉัน?”
“เพราะฉันไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่นายใหญ่ทำ” ชายคนนั้นหยุดเดิน หันมาเผชิญหน้ากับตะวัน “ฉันเชื่อว่าความลับที่ซ่อนอยู่ในคลังแสงแห่งนี้ มันอันตรายเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด”
เขาจับไหล่ของตะวันแน่น “และฉันก็เชื่อว่า... นายคือความหวังเดียวที่จะหยุดยั้งมันได้”
คำพูดนั้นทำให้ตะวันรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่จุดประกายขึ้นมาในตัวเขา แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็รู้ว่าเขาจะไม่ยอมแพ้
“เราจะไปกันต่อ” ตะวันกล่าว
“ไปกันต่อ” ชายคนนั้นพยักหน้า “แต่จำไว้... อันตรายยังรอเราอยู่ข้างหน้าอีกมาก”
พวกเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์นั้นอย่างไม่รู้ชะตากรรม เบื้องหน้ายังคงมีความมืดมิดที่ปกคลุมทุกสิ่ง แต่ภายในใจของตะวัน กลับมีความหวังริบหรี่ที่กำลังก่อตัวขึ้น... ความหวังที่จะทลายเงาบาปนี้ให้สิ้นซาก

ทลายเงาบาป
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก