สายฝนที่โหมกระหน่ำยังคงเป็นฉากหลังอันบ้าคลั่งให้กับทุกการเคลื่อนไหวของเพลิง เหงื่อที่ไหลปะปนไปกับน้ำฝนทำให้ผิวหนังสากระบือของเขารู้สึกเหนียวเหนอะหนะ ยิ่งไปกว่านั้นคือความเหนื่อยล้าที่เกาะกินเข้าไปถึงกระดูก แต่ภาพใบหน้าซีดเผือด ดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว และเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่ยังคงก้องอยู่ในหัว มันกลับเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ผลักดันให้เขาต้องเดินหน้าต่อไป
“ต้องไปให้ถึง… ต้องหยุดมันให้ได้” เสียงแหบพร่าดังขึ้นในลำคอ เป็นคำมั่นสัญญาที่เขามอบให้แก่ผู้ที่จากไป และแก่ตัวเอง
เขากระโจนข้ามช่องว่างระหว่างอาคาร จากดาดฟ้าหนึ่งไปยังอีกดาดฟ้าหนึ่ง ท่ามกลางสายลมที่พัดกระโชกแรงราวกับจะฉุดกระชากเขาให้ร่วงหล่นลงไปสู่เบื้องล่าง ท่ามกลางความมืดมิดที่แทบจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
“ยังอีกไกล… พวกมันอยู่ที่ไหน” เพลิงพึมพำขณะยืดตัวหลบกิ่งไม้ที่ยื่นออกมาจากยอดตึกเก่าแก่แห่งหนึ่ง เสียงปืนดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้เขารู้สึกหนืดหนับไปทั้งร่าง นี่คือสัญญาณว่าสงครามครั้งนี้ยังไม่จบง่ายๆ และมันกำลังบานปลายไปสู่พื้นที่อื่นในมหานครแห่งนี้
เขามุ่งหน้าไปยังทิศทางของเสียงปืนที่ดังขึ้น แม้จะรู้ดีว่านั่นอาจหมายถึงการเผชิญหน้ากับศัตรูที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม แต่การยืนหยัดอยู่เฉยๆ ไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากปล่อยให้ความชั่วร้ายแผ่ขยายออกไป
เมื่อเขาไปถึงขอบอาคารที่สูงตระหง่านที่สุดแห่งหนึ่งในย่านนี้ ภาพเบื้องล่างก็ปรากฏชัดขึ้นท่ามกลางแสงไฟนีออนสีสันจัดจ้านที่ส่องสะท้อนกับหยดน้ำฝนบนพื้นถนนเบื้องล่าง
“นั่นไง…”
บนดาดฟ้าของอาคารตรงข้าม ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน เพลิงเห็นเงาร่างของกลุ่มคนกำลังตะโกนสั่งการกันไปมา ท่ามกลางกลุ่มควันและประกายไฟที่ลุกไหม้จากบางส่วนของอาคาร
“องค์กรเงา… แกไม่รอดแน่” เพลิงกัดฟันกรอด
เขาหยิบมีดสั้นคู่ใจที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมา ความคมกริบของใบมีดสะท้อนแสงจันทร์ที่สลัวๆ จากเบื้องบน เขาตั้งสมาธิ หายใจลึกๆ ก่อนจะกระโจนออกจากขอบอาคาร กางแขนออกราวกับนกอินทรีที่กำลังทะยานสู่เหยื่อ
การลงสู่พื้นอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วเป็นสิ่งที่เพลิงฝึกฝนมาจนชำนาญ เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของพื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้าเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเคลื่อนที่เข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
“พวกมันมีอย่างน้อยห้าคน…” เพลิงประเมินสถานการณ์ด้วยสายตาอันเฉียบคม
กลุ่มคนเหล่านั้นแต่งกายด้วยชุดสีดำสนิท มีสัญลักษณ์รูปดวงตาที่สามอันน่าขนลุกอยู่บนแขนเสื้อ พวกเขากำลังง่วนอยู่กับการขนย้ายบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในกล่องโลหะสีดำ
“หยุดนะ!” เพลิงตะโกนเสียงดังสนั่น
เสียงตะโกนของเขาทำให้ทุกคนบนดาดฟ้าหันขวับมามองด้วยความตกตะลึง
“ใครน่ะ! เข้ามา!” หนึ่งในกลุ่มเงาตะโกนสั่ง
“ฉันเอง… เพลิง” เขาตอบพร้อมกับยกมีดสั้นขึ้นอย่างท้าทาย
เพียงพริบตาเดียว กลุ่มเงาก็ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือ เพลิงไม่รอช้า เขาวิ่งเข้าใส่กลุ่มคนเหล่านั้นทันที
คนแรกที่พุ่งเข้ามาหาเขาเป็นชายร่างใหญ่ที่ถือท่อนเหล็ก เพลิงหลบหลีกการฟาดฟันอย่างฉิวเฉียด ก่อนจะใช้ปลายมีดแทงเข้าที่สีข้างของคู่ต่อสู้ ชายร่างใหญ่ร้องโหยหวนและล้มลงไปกองกับพื้น
คนที่สองพยายามใช้ปืนพกยิงใส่เพลิง แต่เขาเคลื่อนไหวได้เร็วกว่า แขนของเพลิงวาดไปข้างหน้า มีดสั้นเฉือนเข้าที่ข้อมือของชายคนนั้น ปืนหลุดมือกลิ้งไปบนพื้น
“แก… แกมันใครกัน!” ชายคนนั้นร้องถามด้วยความเจ็บปวด
“คนที่มาหยุดพวกแก!” เพลิงตะโกนกลับ พร้อมกับพุ่งเข้าโจมตีคนที่สามที่กำลังใช้ดาบสั้นเข้าฟัน
การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและรวดเร็ว เพลิงใช้ความคล่องแคล่วและความชำนาญในการต่อสู้ระยะประชิดเข้าต่อกรกับศัตรูที่ดูเหมือนจะมีจำนวนมากกว่า เขาหลบหลีกการโจมตีอันหลากหลาย ทั้งมีด ดาบ และหมัดหนักๆ ของพวกมัน
ท่ามกลางเสียงสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน ท่ามกลางแสงไฟนีออนที่สาดส่องจากเบื้องล่าง ดาดฟ้าแห่งนี้กลายเป็นสมรภูมิอันดุเดือด
เพลิงรู้สึกได้ถึงแรงกระแทกจากการปะทะกันหลายครั้ง เขาเริ่มเหนื่อยล้า แต่สมาธิของเขาก็ยังคงแน่วแน่ เขาต้องทำให้สำเร็จ
“นั่น! สิ่งที่พวกแกกำลังขนย้ายมันคืออะไร!” เพลิงตะโกนถามขณะที่กำลังเข้าต่อสู้กับชายอีกคนหนึ่ง
“แกไม่มีสิทธิ์รู้!” ชายคนนั้นตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
เพลิงสังเกตเห็นว่าพวกมันกำลังขนย้ายกล่องโลหะสีดำหลายใบเข้าไปในรถตู้ที่จอดรออยู่ใกล้ๆ เขาเหลือบมองไปที่กล่องใบหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากกลุ่มคนเหล่านั้นเล็กน้อย
“พวกแกจะเอาไปไหน!” เขาถามอีกครั้ง
“ไปสู่ความว่างเปล่า!” ชายคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เพลิงกัดฟันกรอด รู้สึกได้ถึงความอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาต้องรีบจัดการให้เร็วที่สุด
เขาใช้จังหวะที่คู่ต่อสู้เผลอ ผลักกล่องโลหะที่อยู่ใกล้ๆ เขากระเด็นออกไป ทำให้กลุ่มเงาบางส่วนเสียจังหวะ
“อย่ามายุ่ง!” หนึ่งในกลุ่มเงาตะโกน
แต่เพลิงไม่สนใจ เขาพุ่งเข้าใส่ชายที่กำลังถือดาบสั้นอยู่ทันที การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด แต่เพลิงก็สามารถปลิดชีพชายคนนั้นได้อย่างรวดเร็ว
เขาหันไปมองที่รถตู้ สังเกตเห็นว่าพวกเงากำลังเร่งรีบขนย้ายกล่องทั้งหมดขึ้นรถ
“พวกแกหนีไม่ได้!” เพลิงตะโกน ก่อนจะวิ่งเข้าใส่กลุ่มเงาที่เหลือ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ท่ามกลางสายฝนและเสียงปืนที่ดังเป็นระยะๆ เพลิงต่อสู้ราวกับพายุ เขาใช้ทุกทักษะและความสามารถที่มี เพื่อหยุดยั้งแผนการร้ายของพวกเงา
เขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังจะขึ้นรถตู้พร้อมกับกล่องใบสุดท้าย เพลิงไม่รอช้า เขากระโดดขึ้นไปบนหลังคารถตู้
“ไปไหนก็ไป!” เพลิงตะโกนพร้อมกับใช้มีดสั้นแทงเข้าไปที่ยางรถตู้
เสียงยางระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเสียงร้องด้วยความตกใจของคนขับรถตู้
“แก… แกทำอะไร!” คนขับรถตะโกน
“ทำให้พวกแกไปไหนไม่ได้!” เพลิงตอบกลับ
กลุ่มเงาที่เหลือหันมามองเพลิงด้วยความโกรธแค้น พวกเขารวมตัวกันและพุ่งเข้าหาเพลิงบนหลังคารถตู้
การต่อสู้บนหลังคารถตู้ที่กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรงเป็นภาพที่น่าหวาดเสียว เพลิงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวด เขาอาศัยความคล่องแคล่วในการหลบหลีกการโจมตี พร้อมกับใช้มีดสั้นของเขาตอบโต้
เขาเห็นชายคนหนึ่งกำลังจะใช้ปืนยิงใส่เขา เพลิงรีบเอี้ยวตัวหลบ พร้อมกับใช้เท้าเตะเข้าที่ปืน ทำให้ปืนหลุดมือไป
“แก… แกจะตาย!” ชายคนนั้นตะโกน
แต่เพลิงไม่กลัว เขาใช้จังหวะที่ชายคนนั้นกำลังจะเข้ามาประชิดตัว เตะเข้าที่ท้องของเขาอย่างแรง ทำให้ชายคนนั้นกระเด็นไปชนกับกล่องที่วางอยู่
เมื่อเพลิงสามารถจัดการกับกลุ่มเงาที่เหลือได้ เขาก็หันไปมองที่กล่องโลหะสีดำที่วางอยู่บนหลังคารถตู้
“นี่มันคืออะไรกันแน่…” เขาพึมพำ
เขาเดินเข้าไปใกล้กล่องใบหนึ่ง ใช้มีดสั้นของเขาค่อยๆ งัดเปิดออก
เมื่อฝากล่องเปิดออก แสงไฟจากท้องถนนก็ส่องกระทบเข้าไปภายใน
“นี่มัน…!”
สิ่งที่เพลิงเห็น ทำเอาเลือดในกายของเขาเย็นเยือก
ภายในกล่องใบนั้นเต็มไปด้วย… อาวุธชีวภาพ
หลอดแก้วเล็กๆ จำนวนมาก บรรจุของเหลวสีเข้มข้นที่กำลังส่งกลิ่นฉุนรุนแรง
“ไม่… นี่มัน…”
เพลิงหลับตาลง พยายามสะบัดภาพความทรงจำอันเลวร้ายที่เคยเกิดขึ้นในอดีตออกไป
“พวกมันกำลังจะปล่อยของพวกนี้ออกมา…”
ความโกรธแค้นและความมุ่งมั่นถาโถมเข้ามาในใจของเพลิงอีกครั้ง
“ฉันต้องหยุดพวกมันให้ได้”
เขามองไปรอบๆ ดาดฟ้าแห่งนี้ สังเกตเห็นว่ามีกล่องลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายใบวางซ่อนอยู่ตามมุมต่างๆ
“ยังมีอีก…”
เพลิงรู้สึกถึงภาระอันหนักอึ้งที่ประดังเข้ามา เขาไม่ได้มาที่นี่เพียงเพื่อหยุดยั้งการขนย้ายเท่านั้น แต่เขายังต้องค้นหาและทำลายแหล่งผลิตหรือแหล่งกักเก็บของอันตรายพวกนี้ทั้งหมด
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา หวังจะติดต่อกับใครสักคนเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อมองไปที่หน้าจอ เขาพบว่าไม่มีสัญญาณ
“บ้าจริง!”
เขารู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที
ทันใดนั้นเอง เสียงประตูดังขึ้นจากทางเดินภายในอาคาร
“มีใครอยู่ไหม!” เสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น
เพลิงหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ
“ใครนั่น?” เขาตะโกนถาม
“ฉันเอง… เพชร”
เมื่อได้ยินชื่อนั้น ดวงตาของเพลิงเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง
“เพชร… มาทำอะไรที่นี่!”
เขาไม่เคยคิดว่าเพชรจะปรากฏตัวขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาอันคับขันเช่นนี้
“ฉันมารับนาย… และมาช่วยนาย” เสียงของเพชรดังขึ้นอย่างมั่นคง
เพลิงมองไปที่กล่องอาวุธชีวภาพที่ยังคงวางเรียงรายอยู่บนดาดฟ้าแห่งนี้ ก่อนจะหันกลับไปมองทางที่เสียงของเพชรดังออกมา
“เพชร… เธอรู้ไหมว่าพวกมันกำลังจะทำอะไร”
“ฉันรู้… และฉันก็มาเพื่อหยุดมันไปพร้อมกับนาย”
สิ้นเสียงของเพชร ประตูทางเดินก็เปิดผางออก แสงสว่างจากภายในส่องวาบออกมา เผยให้เห็นร่างของหญิงสาวในชุดสีดำทะมัดทะแมง มือข้างหนึ่งถือปืนพกที่พร้อมจะเหนี่ยวไก
ใบหน้าของเธอเปื้อนคราบเหงื่อและฝุ่นเล็กน้อย แต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววแห่งความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว
เพลิงมองเพชรด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ความหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง
“เพชร…”
“ไปกันเถอะเพลิง… เรายังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก”
เพลิงพยักหน้า เขาพร้อมแล้วที่จะร่วมมือกับเพชร เพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่อันตรายที่สุดในรัตติกาลนี้
แต่ในขณะเดียวกัน ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของเขา… หากเพชรอยู่ที่นี่ แสดงว่า… องค์กรเงาคงจะรู้แล้วว่าเขากำลังตามหาอะไรอยู่…
การต่อสู้ครั้งใหญ่กว่าเดิมกำลังจะเริ่มต้นขึ้น… และครั้งนี้ เขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังอีกต่อไป.

รัตติกาลเพลิง
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก