สายลมกรุงเทพฯ ยังคงพัดกระหน่ำอยู่รอบกายกรณ์ ชาญณรงค์ ผู้ซึ่งยืนอยู่บนยอดตึกสูงเสียดฟ้า ราวกับประติมากรรมแห่งความมุ่งมั่นท่ามกลางมหานครที่หลับใหล แสงสีนีออนจากป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ยังคงสาดส่อง เต้นระยิบระ ยามนี้มันกลับให้ความรู้สึกเสมือนดวงตาของยักษ์ใหญ่ที่กำลังจับจ้องการเคลื่อนไหวของเขา ความมืดที่เคยเป็นมิตรกลับกลายเป็นผืนผ้าใบที่เผยให้เห็นเงาตะคุ่มอันน่าหวาดหวั่น
การต่อสู้เมื่อครู่จบลงด้วยชัยชนะอันเฉียดฉิว เขาจัดการกับกลุ่มนักฆ่าที่พยายามจะปิดปากเขาอย่างเด็ดขาด แต่ทุกการปะทะ ทุกลูกเตะ ทุกการหลบหลีก ล้วนแต่ทิ้งรอยร้าวเล็กๆ ไว้บนร่างกายที่แข็งแกร่งของเขา เหงื่อเย็นที่ไหลซึมตามไรผมผสมปนเปกับละอองฝนบางเบาที่โปรยปรายลงมา ทำให้ความรู้สึกเหนอะหนะและอึดอัดเกาะกุม เขาเช็ดเลือดที่ไหลซึมจากมุมปากอย่างไม่ใส่ใจนัก สิ่งสำคัญกว่าอาการบาดเจ็บ คือภารกิจที่ยังคงดำเนินต่อไป
“จบแล้วสินะ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง เงาของชายร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด สวมเสื้อคลุมสีดำสนิทที่โบกสะบัดตามแรงลม อากาศรอบตัวเขาดูเหมือนจะเย็นลงอีกราวกับว่าความมืดได้แผ่ขยายอาณาเขตออกมาจากร่างของเขา
กรณ์หันไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนอย่างไม่ประหลาดใจ เขาพอจะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าจะมีใครบางคนคอยเฝ้ามองความเคลื่อนไหวของเขาอยู่เสมอ “คุณมาแล้วสินะ ‘จิ้งจก’?” เขาเอ่ยชื่อเล่นที่เขาตั้งให้ชายคนนี้ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ชายร่างสูงหัวเราะในลำคอ “ชื่อเล่นที่เจ้าตั้งให้มันช่างเหมาะเจาะกับข้าเสียจริง กรณ์ ชาญณรงค์ ข้าดูดซับข้อมูลจากทั่วทุกมุมเมือง ราวกับจิ้งจกที่ปีนป่ายไปตามกำแพง” เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่คมคายแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา ดวงตาสีเข้มจ้องมองกรณ์อย่างสำรวจ “แต่เจ้า... เจ้าดูเหมือนจะทิ้งร่องรอยไว้มากเกินไป”
“ก็ต้องมีบ้าง” กรณ์ตอบ พลางก้าวเท้าไปยืนริมขอบระเบียง ตากลมมองไปยังเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ “การต่อสู้ที่ดุเดือดขนาดนี้ จะให้เงียบเชียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงจะเป็นไปไม่ได้”
“ศัตรูของเจ้าฉลาดพอที่จะไม่เปิดเผยตัวตนง่ายๆ การลอบสังหารครั้งนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือน” จิ้งจกกล่าว สายตาของเขากวาดมองไปทั่วเมืองหลวงที่แผ่กว้าง “มีคนไม่พอใจกับการที่เจ้าเข้ามาขัดขวางแผนการบางอย่างของพวกเขา”
“แผนการอะไร?” กรณ์ถาม เสียงของเขายังคงหนักแน่น แม้จะรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วร่างกาย
“นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องค้นหา” จิ้งจกยื่นมือข้างหนึ่งออกไป หยิบโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่ดูเหมือนจะถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษ “ข้อมูลที่ข้าได้มามันจำกัด แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าแน่ใจ... ฐานลับของพวกเขาไม่ได้อยู่ในกรุงเทพฯ”
“แล้วมันอยู่ที่ไหน?” กรณ์ถามอย่างกระตือรือร้น
“ป่า” จิ้งจกตอบสั้นๆ “ลึกเข้าไปในป่าที่ห่างไกลจากสายตาของผู้คน ราวกับซ่อนตัวจากโลกภายนอก” เขาเลื่อนนิ้วไปบนหน้าจอโทรศัพท์ “มีเพียงพิกัดที่ค่อนข้างคลุมเครือ และภาพถ่ายที่เบลอมาก แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย”
กรณ์รับโทรศัพท์มาดู ภาพในหน้าจอเป็นเพียงเงาตะคุ่มของต้นไม้สูงใหญ่สลับกับความมืดมิด “แค่ป่า?” เขาขมวดคิ้ว “มันกว้างเกินไป”
“ข้ารู้” จิ้งจกถอนหายใจ “แต่ก็เป็นเบาะแสเดียวที่เรามี” เขายักไหล่ “เจ้าสามารถเลือกที่จะรอให้ข้อมูลเพิ่มเติมปรากฏขึ้น หรือจะออกเดินทางไปตามเบาะแสนี้”
กรณ์มองไปยังแสงไฟของกรุงเทพฯ ที่ทอดยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ความรู้สึกท้าทายแล่นพล่านขึ้นมาในใจ การต่อสู้บนหลังคาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เขาไม่มีเวลาพอที่จะรอคอย การจะเข้าใกล้ความจริง เขาต้องก้าวออกไปเผชิญหน้ากับมัน
“ฉันจะไป” กรณ์กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “เมื่อไหร่?”
“คืนนี้” จิ้งจกตอบทันที “ยิ่งเร็วยิ่งดี”
“แล้วยานพาหนะล่ะ?” กรณ์ถาม
“ข้าเตรียมไว้ให้แล้ว” จิ้งจกยิ้มมุมปาก “แต่คงไม่ใช่รถยนต์หรูที่จอดเท่ๆ อยู่ตามท้องถนนหรอกนะ”
หลังจากนั้นไม่นาน กรณ์ก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนสิ่งที่เขาคาดไม่ถึง มันไม่ใช่รถยนต์ ไม่ใช่เครื่องบิน แต่มันคือเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็กสีดำทะมึน ที่มีเสียงเครื่องยนต์คำรามเบาๆ ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังรอจะทะยานสู่ท้องฟ้า
“นี่มัน...?” กรณ์เงยหน้ามองเพดานห้องที่ทำจากวัสดุคล้ายโลหะ
“พาหนะส่วนตัวของ ‘นายพล’ ที่เราเคย ‘ยืม’ มาใช้เมื่อคราวก่อน” จิ้งจกนั่งลงที่เบาะข้างคนขับ “เขาคงไม่รู้ตัวหรอกว่ามี ‘แขก’ มาเยี่ยมเยียน”
กรณ์ยิ้มบางๆ “เยี่ยมไปเลย” เขาปรับท่านั่งให้สบายขึ้น สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์ที่ส่งผ่านเข้ามาในร่างกาย “เราจะบินไปที่ไหน?”
“เราจะมุ่งหน้าไปยังจุดที่ใกล้เคียงกับพิกัดที่ข้าได้มามากที่สุด” จิ้งจกกล่าว พร้อมกับกดปุ่มต่างๆ บนแผงควบคุม “หลังจากนั้น เจ้าก็ต้องลุยเข้าไปในป่าด้วยตัวของเจ้าเอง”
“ไม่มีใครไปกับฉัน?” กรณ์เลิกคิ้ว
“ข้ามีหน้าที่รวบรวมข้อมูล ไม่ใช่หน่วยรบพิเศษ” จิ้งจกตอบ “อีกอย่าง เจ้าก็เคยบอกว่าชอบทำงานคนเดียวไม่ใช่หรือ?”
กรณ์หัวเราะเบาๆ “ก็ใช่ แต่ถ้ามีคนคอยยิงสนับสนุนจากด้านหลังก็คงดี”
“โชคดีนะ” จิ้งจกกล่าว “ข้าจะคอยแจ้งข่าวจากที่นี่”
เฮลิคอปเตอร์ทะยานขึ้นสู่อากาศอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้แสงไฟของกรุงเทพฯ ค่อยๆ จางหายไปเบื้องล่าง กรณ์มองออกไปนอกหน้าต่าง ภาพของเมืองหลวงที่เคยคุ้นเคย บัดนี้กลับดูเล็กลงเรื่อยๆ ราวกับว่าเขากำลังก้าวออกจากโลกใบหนึ่ง เข้าสู่อีกโลกหนึ่ง
หลายชั่วโมงผ่านไป ความมืดมิดเข้ามาปกคลุมทุกสิ่ง มีเพียงแสงดาวอันริบหรี่ที่พอจะมองเห็นได้จากเบื้องบน จิ้งจกพยายามติดต่อกับกรณ์เป็นระยะๆ เพื่อแจ้งพิกัดที่แม่นยำขึ้น แต่สัญญาณก็เริ่มติดขัดมากขึ้นเรื่อยๆ
“เราใกล้จะถึงแล้ว” จิ้งจกแจ้งผ่านวิทยุสื่อสาร “แต่สัญญาณเริ่มมีปัญหา เจ้าต้องระวังตัวให้มาก”
“เข้าใจแล้ว” กรณ์ตอบ เสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความตื่นตัว
เมื่อเฮลิคอปเตอร์บินต่ำลง กรณ์ก็มองเห็นผืนป่าทึบเบื้องล่าง มันดูหนาทึบจนแทบจะกลืนกินแสงดาวทั้งหมดที่สาดส่องลงมา อากาศเริ่มเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด และกลิ่นอายของธรรมชาติก็คละคลุ้งเข้ามาแทนที่กลิ่นอายของเมืองหลวง
“จุดลงจอดอยู่ตรงนั้น” จิ้งจกชี้ไปยังลานกว้างเล็กๆ ที่พอจะมองเห็นได้ท่ามกลางต้นไม้ “หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของเจ้าแล้ว”
เมื่อเฮลิคอปเตอร์ลงจอด กรณ์ก็รีบเปิดประตูออกไป ยืนอยู่บนพื้นดินที่อ่อนนุ่มด้วยใบไม้แห้ง เขาหันกลับไปมองเฮลิคอปเตอร์ลำสีดำที่กำลังเตรียมจะทะยานขึ้นสู่อากาศอีกครั้ง
“โชคดีนะ กรณ์” เสียงของจิ้งจกดังขึ้นจากวิทยุสื่อสารเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เสียงเครื่องยนต์จะดังกระหึ่มขึ้น และเฮลิคอปเตอร์ก็ค่อยๆ หายลับไปในความมืด
กรณ์ยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง หายใจเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด เขาสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศบนหลังคาตึกสูงในกรุงเทพฯ ที่เขาเพิ่งจากมา เสียงของแมลงยามค่ำคืนและเสียงใบไม้เสียดสีกันดังแว่วมาแต่ไกล มันเป็นเสียงที่ทรงพลังและลึกลับในเวลาเดียวกัน
เขาหยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นออกมาจากกระเป๋าเป้สะพายหลัง ไฟฉายคาดหัว แผนที่ที่ได้รับมาจากจิ้งจก เข็มทิศ และอาวุธคู่กายที่เก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด เขาสวมถุงมือหนังสีดำ และตรวจสอบความเรียบร้อยของชุดที่ใช้ในการปฏิบัติการ
“ถึงเวลาแล้วสินะ” เขากล่าวกับตัวเอง พลางก้าวเท้าเดินเข้าไปในป่าลึก ความมืดที่แท้จริงกำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้า ป่าแห่งนี้จะกลายเป็นสนามรบแห่งใหม่ของเขา
เขาค่อยๆ ก้าวเดินไปตามแผนที่อย่างระมัดระวัง แต่ละก้าวที่ย่ำลงบนพื้นดินล้วนแต่ต้องผ่านอุปสรรคมากมาย ทั้งรากไม้ที่ชี้ออกมาจากผืนดิน ต้นหญ้าสูงที่บดบังทัศนวิสัย และเถาวัลย์ที่ห้อยระโยงระยางราวกับอสรพิษที่กำลังรอจะรัดรัด
แสงไฟฉายคาดหัวของเขาสาดส่องไปข้างหน้า เผยให้เห็นเพียงภาพเงาตะคุ่มของต้นไม้สูงใหญ่ที่แข่งกันชูยอดขึ้นไปเสียดฟ้า มันเหมือนกับว่าเขากำลังเดินอยู่ในโลกที่ถูกสร้างขึ้นมาจากความมืดและเงา
ขณะที่เขากำลังเดินลุยฝ่าความมืดอยู่นั้น จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากเบื้องหน้า เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่า ไม่ใช่เสียงของธรรมชาติ แต่มันเป็นเสียงที่ชวนให้ขนลุก เสียงเหมือนโลหะเสียดสีกันเบาๆ และเสียงฝีเท้าที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่
กรณ์รีบทรุดตัวลงหมอบอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบ ปิดไฟฉายทันที ความเงียบเข้าปกคลุม มีเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวอยู่ในอก เขาเพ่งสมาธิไปที่เสียงนั้น พยายามแยกแยะว่ามันคืออะไร
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ใกล้เข้ามา กรณ์กัดฟันแน่น มือข้างหนึ่งกำลังประคองอาวุธคู่กายไว้ พร้อมที่จะตอบโต้ทุกเมื่อ
แล้วเขาก็เห็นเงาของมนุษย์สองร่างปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด พวกเขากำลังเดินตรวจการณ์มาตามเส้นทางที่กรณ์กำลังจะเดินไป ใบหน้าของพวกเขาถูกบดบังด้วยหมวกกันน็อคเต็มใบสีดำ ทำให้ยากต่อการระบุว่าเป็นใคร
“แน่ใจนะว่าไม่มีใครเห็น” เสียงหนึ่งดังขึ้น
“แน่นอน” อีกเสียงตอบ “ที่นี่มันป่าทึบขนาดนี้ ใครจะมองเห็นอะไรได้”
“ก็ดี” เสียงแรกกล่าว “ท่านประธานไม่ชอบให้มีเรื่องวุ่นวาย”
กรณ์ได้ยินชื่อ “ท่านประธาน” ก็รู้สึกถึงความอันตรายที่เพิ่มขึ้น เขาจดจำชื่อนี้ได้ดี มันเกี่ยวข้องกับองค์กรลับที่เขาตามล่ามาตลอด
เมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นเดินผ่านไปแล้ว กรณ์ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาต้องรีบไปต่อ ก่อนที่พวกเขาจะย้อนกลับมา หรือก่อนที่เขาจะพลาดโอกาสในการเข้าใกล้เป้าหมาย
เขาเร่งฝีเท้าขึ้น พยายามไม่ส่งเสียงดัง เขารู้ดีว่าการเดินทางในป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยอันตราย และศัตรูของเขาก็พร้อมที่จะกำจัดเขาได้ทุกเมื่อ
แต่เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน เขาคือ กรณ์ ชาญณรงค์ ผู้ซึ่งไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆ เขาจะผ่าทะลวงความมืดนี้ไปให้ถึงเป้าหมายให้จงได้
เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิดของป่าลึก สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่เหมือนกำลังถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
จะมีอะไรซ่อนอยู่ในป่าแห่งนี้อีก? ฐานลับลับนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่? และ “ท่านประธาน” ที่ว่าคือใคร? กรณ์จะสามารถฝ่าฟันอันตรายที่กำลังรอเขาอยู่ได้หรือไม่? การเดินทางครั้งนี้จะจบลงอย่างไร?
ทั้งหมดนี้จะเป็นคำตอบที่รอเขาอยู่เบื้องหน้า...

เงาพิรุณ ผ่าพสุธา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก