ความเย็นเยียบของคอนกรีตดิบยังคงแผ่ซ่านไปทั่วร่างของกรณ์ ชาญณรงค์ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกกายภาพที่กระทบผิวหนัง แต่กลับหยั่งลึกเข้าไปถึงกระดูกสันหลัง ราวกับว่าโถงอุโมงค์แห่งนี้ถูกแช่แข็งไว้ในมวลแห่งความตาย ความมืดมิดที่โอบล้อมอยู่มิได้เป็นเพียงการไร้แสง แต่เป็นความหนักอึ้งที่กดทับประสาทสัมผัสทุกส่วน บังคับให้เขาต้องเพ่งสมาธิอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
เสียงหัวใจของเขาเต้นระรัว ดังก้องอยู่ในโสตประสาทราวกับเสียงตีกลองศึกอันใกล้ เสียงหยดน้ำที่หล่นกระทบพื้นคอนกรีตเป็นระยะ ๆ นั้นฟังดูราวกับเสียงกระซิบจากเงามืด บ่งบอกถึงความเก่าแก่และรกร้างของสถานที่แห่งนี้ กรณ์กระชับปืนพกในมือแน่น สัมผัสเย็นเฉียบของโลหะให้ความรู้สึกมั่นคงเล็กน้อย ทว่ามันก็ไม่อาจดับความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงที่คุกคามเข้ามาได้
เขาค่อย ๆ ก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวถูกคำนวณอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดเสียงใด ๆ ที่อาจเปิดเผยตำแหน่งของตน แสงไฟฉายขนาดเล็กที่ติดอยู่ปลายปืนส่องนำทางไปตามผนังคอนกรีตที่เต็มไปด้วยคราบตะไคร่น้ำและรอยร้าวขนาดยักษ์ ราวกับบาดแผลที่ไม่มีวันสมาน
"ต้องหาทางออกไปจากที่นี่ให้ได้" กรณ์พึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาเบาหวิว แต่กลับถูกกลืนหายไปในความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวของอุโมงค์ เขาจินตนาการถึงท้องฟ้ากรุงเทพฯ ยามค่ำคืน แสงไฟระยิบระยับของเมืองใหญ่ที่อยู่เบื้องบน ความรู้สึกอิสระที่ได้ยืนอยู่บนหลังคาอาคารสูงเสียดฟ้า
แล้วความคิดของเขาก็ถูกดึงกลับมาสู่ความเป็นจริง เมื่อเขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติไปจากผนังคอนกรีตปกติ
"นี่มัน..." กรณ์ชะงัก เขาเดินเข้าไปใกล้ผนังด้านซ้ายมือมากขึ้น แสงไฟฉายส่องไปยังบริเวณที่เขาสังเกตเห็น การสลักเสลาบางอย่างปรากฏอยู่บนผิวคอนกรีต แม้มันจะเลือนรางไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังคงมีเค้าโครงที่บ่งบอกว่ามันถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์
มันเป็นสัญลักษณ์โบราณ รูปทรงประหลาดที่ไม่คุ้นตา เขาเคยเห็นสัญลักษณ์ทำนองนี้มาก่อนในตำราโบราณเกี่ยวกับศาสตร์ลี้ลับ แต่ไม่เคยคิดว่าจะมาพบเจอเข้าจริง ๆ ในสถานที่แห่งนี้
"อะไรกันแน่...ที่พวกมันซ่อนอยู่ใต้ดินแห่งนี้" กรณ์ขมวดคิ้ว ความสงสัยปะปนไปกับความระแวง สัญลักษณ์นี้บ่งบอกถึงอะไร? มันคือเครื่องหมายของกลุ่มอำนาจใด? หรือเป็นร่องรอยของอารยธรรมที่สาบสูญ?
เขาพยายามปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งวิเคราะห์สัญลักษณ์ เขาต้องมุ่งหน้าต่อไป หากอุโมงค์นี้มีทางเข้า ก็ย่อมต้องมีทางออก
ทันใดนั้น เสียงบางอย่างก็ดังแว่วมาแต่ไกล เป็นเสียงที่เบามาก แทบจะไม่ได้ยิน แต่สัมผัสได้ถึงความถี่ที่แตกต่างไปจากเสียงหยดน้ำหรือเสียงลมที่ลอดผ่านรอยร้าว
มันคือเสียง...เสียงเพลง?
กรณ์เงียบเสียงลง ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น พยายามจับทิศทางของเสียง เสียงเพลงนั้นแผ่วเบา แต่สม่ำเสมอ ราวกับถูกขับขานมาจากเบื้องลึกของพื้นดิน
"เสียงเพลง..." กรณ์ทวนคำในลำคอ "นี่มันเป็นไปไม่ได้"
เขาก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความระมัดระวังที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เสียงเพลงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้นเรื่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ มันเป็นท่วงทำนองที่แปลกประหลาด แต่กลับมีความไพเราะอย่างประหลาด มีความเศร้าสร้อยแฝงอยู่ แต่ก็มีความสง่างามแฝงมาด้วย
กรณ์เดินตามเสียงเพลงไปเรื่อย ๆ ผ่านโถงอุโมงค์ที่ทอดยาวไปไม่สิ้นสุด ผนังคอนกรีตเริ่มเปลี่ยนไป เลือนลางไปจากความขรุขระ กลายเป็นพื้นผิวที่เรียบเนียนขึ้น มีแสงสีเขียวเรืองรองอ่อน ๆ สาดส่องออกมาจากผนัง ทำให้มองเห็นสภาพแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้น
เขาพบว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่โถงขนาดใหญ่กว่าเดิม แสงสีเขียวที่ส่องออกมาจากผนังนั้นเป็นแสงจากมอสส์ที่ขึ้นปกคลุมบางส่วนของผนัง และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ...
เบื้องหน้าของเขา คือทะเลสาบใต้ดินขนาดมหึมา น้ำในทะเลสาบนั้นใสสะอาดอย่างน่าประหลาด สะท้อนแสงสีเขียวจากผนังเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับอัญมณีใต้พิภพ
และเสียงเพลงที่เขาได้ยิน ก็ดังมาจากใจกลางของทะเลสาบแห่งนี้
กรณียืนตะลึง ดวงตาเบิกกว้างกับภาพตรงหน้า ไม่เคยมีใครเคยบอกเขาว่าใต้กรุงเทพฯ อันศิวิไลซ์ จะมีสถานที่อันน่าพิศวงเช่นนี้ซ่อนอยู่
เขาเดินเข้าไปใกล้ริมทะเลสาบมากขึ้น เงาของเขาถูกทอดทอดยาวไปบนผิวน้ำที่นิ่งสงบ
แล้วเขาก็ได้เห็น...
สิ่งที่ทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น
กลางทะเลสาบ มีแท่นหินโบราณตั้งตระหง่านอยู่ บนแท่นนั้นมีร่างของสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ ผมยาวสยายปกคลุมแผ่นหลัง เธอกำลังใช้มือเรียวยาวลูบไล้ไปตามสายพิณโบราณที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า เสียงเพลงอันไพเราะที่เขาได้ยิน ก็ดังออกมาจากพิณเหล่านั้น
สตรีผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดที่ดูราวกับหลุดออกมาจากยุคสมัยโบราณ สีสันของชุดกลืนไปกับแสงสีเขียวเรืองรองของผนัง แต่ยังคงเห็นถึงความสง่างามและลึกลับในตัวเธอ
"นี่มัน...นางเงือก?" กรณ์พึมพำด้วยความไม่อยากเชื่อ เขารู้ว่าสิ่งมีชีวิตในตำนานนั้นมีอยู่จริง แต่ไม่เคยคิดว่าจะได้พบเจอในสภาพแวดล้อมแบบนี้
สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอสบเข้ากับดวงตาของกรณ์
ดวงตาคู่นั้น...มันไม่ได้เป็นดวงตาของมนุษย์ เป็นดวงตาที่สะท้อนความเก่าแก่ของกาลเวลา แววตาของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง แต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอันล้นเหลือ
"เจ้า...มาได้อย่างไร?" เสียงของเธอแผ่วเบา ราวกับกระซิบมาจากความฝัน แต่กลับทรงพลังจนทำให้กรณ์รู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่
"ข้า...ข้าตามหาทางออก" กรณ์ตอบเสียงตะกุกตะกัก เขารู้สึกถึงความผิดปกติอย่างรุนแรง การเผชิญหน้าครั้งนี้เกินกว่าที่เขาจะคาดการณ์ได้
"ทางออก...สำหรับเจ้า...หรือสำหรับโลกใบนี้?" สตรีผู้นั้นถาม น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยปริศนา
"ข้าไม่เข้าใจ" กรณ์ยอมรับ เขาไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่ และไม่เข้าใจว่าสตรีผู้นี้คือใคร
"ที่นี่...ไม่ใช่ที่ที่มนุษย์ควรจะมา" สตรีผู้นั้นกล่าว ดวงตาของเธอจ้องมองมาที่กรณ์อย่างพิจารณา "แต่เมื่อเจ้ามาถึงแล้ว...ก็แสดงว่าชะตากรรมได้นำพาเจ้ามา"
เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเธอสง่างามราวกับเทพธิดาแห่งกาลเวลา เธอก้าวออกจากแท่นหินโบราณอย่างช้า ๆ เธอก้าวลงบนผิวน้ำทะเลสาบ...แต่เท้าของเธอกลับไม่จมลงไปในน้ำ
"เจ้าเห็นสิ่งนี้หรือไม่?" สตรีผู้นั้นชี้ไปยังผนังคอนกรีตที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์ที่กรณ์สังเกตเห็นก่อนหน้านี้ "มันคือร่องรอยของอารยธรรมโบราณ...อารยธรรมที่สร้างอุโมงค์แห่งนี้ขึ้นเพื่อกักเก็บพลังงานบางอย่าง"
"พลังงาน?" กรณ์ถาม
"พลังงานที่สามารถทำลายล้าง...หรือเยียวยาได้" สตรีผู้นั้นตอบ "และตอนนี้...มันกำลังจะถูกปลดปล่อย"
กรณ์รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่เพิ่มขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ความเย็นจากคอนกรีต แต่มันคือความเย็นจากความรู้สึกบางอย่างที่กำลังคืบคลานเข้ามา ความรู้สึกที่บอกว่าการเดินทางของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
"พวกมัน...กำลังจะทำลายกรุงเทพฯ" สตรีผู้นั้นกล่าว น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย "และพลังงานนั้น...จะกลืนกินทุกสิ่ง"
"ใคร...พวกมันคือใคร?" กรณ์ถาม เสียงของเขาสั่นเครือ
สตรีผู้นั้นหันกลับมามองเขาอีกครั้ง ดวงตาของเธอทอประกายสีเขียวอ่อน "ผู้ที่ต้องการครอบครองอำนาจ...ผู้ที่ปรารถนาจะควบคุมโลกใบนี้"
"แล้ว...ข้าจะทำอะไรได้?" กรณ์ถาม เขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ง่าย ๆ แม้จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน
สตรีผู้นั้นยิ้มบาง ๆ "เจ้าคือผู้ถูกเลือก...ผู้ที่จะต้องหยุดยั้งภัยพิบัติครั้งนี้"
"ถูกเลือก? โดยใคร?"
"โดยโชคชะตา...และโดยข้า" สตรีผู้นั้นกล่าว
เธอเอื้อมมือเรียวยาวของเธอมาทางกรณ์ ในมือของเธอมีวัตถุบางอย่างที่เปล่งแสงสีเขียวเรืองรอง
"จงรับสิ่งนี้ไป...มันจะนำทางเจ้า"
กรณ์ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือไปรับวัตถุชิ้นนั้น เมื่อนิ้วของเขาสัมผัสกับวัตถุนั้น ความอบอุ่นประหลาดก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา ราวกับว่าพลังงานบางอย่างกำลังหลอมรวมเข้ากับตัวเขา
"จำไว้...เส้นทางสู่การเอาชนะ...อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม" สตรีผู้นั้นกล่าว
แล้วเธอก็หันหลังกลับ ก้าวเดินไปบนผิวน้ำทะเลสาบ หายลับไปในความมืดมิดของอุโมงค์ เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงเพลงอันแผ่วเบาที่ค่อย ๆ จางหายไป
กรณ์ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งกำวัตถุที่ส่องแสงสีเขียวเรืองรองไว้แน่น ความรู้สึกสับสน ปะปนไปกับความมุ่งมั่นที่พลุ่งพล่านขึ้นมา
เขาได้รู้ความจริงบางอย่างที่น่าตกใจ และเขาได้พบกับผู้ที่จะนำทางเขาไปสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่
แต่การต่อสู้ครั้งนี้...มันจะยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้เสียอีก
เขาจะสามารถหยุดยั้งภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้หรือไม่? และใครกันแน่คือศัตรูที่แท้จริงของเขา?
เรื่องราวของ "เงาพิรุณ ผ่าพสุธา" กำลังจะก้าวเข้าสู่บทสรุปอันน่าตื่นเต้น...

เงาพิรุณ ผ่าพสุธา
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก