ตอนที่ 3 — เงามรณะคลืบคลาน
เทพสังหาร 7 วิญญาณ · 30 ตอน
ประกายสุริยาอัสดงสุดท้ายเลือนลับหายไปจากฟากฟ้า ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดที่ค่อยๆ คลืบคลานเข้าปกคลุมมหานครที่ยังคงกรีดร้องด้วยแสงสีและเสียงอึกทึกยามค่ำคืน เงาของซากปรักหักพังโบราณที่ตั้งตระหง่านกลางใจเมืองยิ่งทอดทาบทับความขัดแย้งที่ชัดเจนยิ่งขึ้นระหว่างอดีตอันศักดิ์สิทธิ์กับปัจจุบันอันวุ่นวาย ศรัณย์ยืนนิ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมหินสลักโบราณนั้น ดวงตาคมกริบจ้องมองไปยังความว่างเปล่าเบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานอันคุ้นเคยที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอากาศ
“มาแล้วสินะ” เสียงทุ้มนุ่มแต่แฝงความเย็นยะเยือกดังขึ้นจากเงามืดใกล้ๆ ศรัณย์ไม่แม้แต่จะหันไปมอง เพียงแต่กระตุกมุมปากน้อยๆ “เจ้าก็สัมผัสได้เช่นกันสินะ”
เงาหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ผิวเผินของผ้าดูดกลืนแสงสว่างทั้งหมดจนดูเหมือนเป็นช่องว่างในความเป็นจริง ใบหน้าภายใต้ฮู้ดยังคงปกคลุมด้วยความมืดมิด แต่ดวงตาคู่นั้นฉายแววอำมหิตราวกับดวงดาวที่ดับมอดไปแล้ว
“ข้ามิได้มาเพื่อสนทนา” เสียงนั้นเยียบเย็นไร้อารมณ์ “แต่มาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูกพรากไป”
“สิ่งที่ว่าคืออะไรกันเล่า” ศรัณย์ถามพลางก้าวเท้าไปข้างหน้าช้าๆ ท่ามกลางแสงไฟนีออนจากตึกระฟ้าที่สาดส่องมายังพื้นที่ที่เขาอยู่ “หากเป็นความแค้น ข้าคงไม่มีที่ว่างให้สำหรับมันอีกต่อไป”
“ความแค้น?” ชายในชุดคลุมหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาแหบพร่า ราวกับเสียงกรอบแกรบของใบไม้แห้งที่ถูกลมพัด “เจ้าเข้าใจผิดเสียแล้ว สิ่งที่ข้าต้องการมิใช่ความแค้น แต่เป็น ‘พลัง’”
ทันใดนั้น อากาศรอบตัวศรัณย์ก็พลันหนาวเย็นลงอย่างฉับพลัน พลังงานอันชั่วร้ายที่แตกต่างจากที่เขาเคยเผชิญมาแผ่ซ่านไปทั่ว ราวกับมีบางสิ่งกำลังกัดกินความเป็นจริง
“พลัง?” ศรัณย์พึมพำ “พลังที่เจ้าหมายถึง คือพลังแห่งการทำลายล้างรึ”
“ทุกสิ่งล้วนมีพลังในตัวมันเอง” ชายในชุดคลุมกล่าว “และพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือพลังที่จะสามารถควบคุมทุกสรรพสิ่งได้”
เขาชูมือข้างหนึ่งขึ้น นิ้วเรียวยาวชี้ตรงมายังศรัณย์ เปลวเพลิงสีดำสนิทปะทุขึ้นจากปลายนิ้ว พลุ่งพล่านโชติช่วงราวกับไฟนรกที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง
“เจ้าคือผู้กุมกุญแจสำคัญ” ชายในชุดคลุมกล่าวต่อ “กุญแจที่จะปลดปล่อย 'เจ็ดวิญญาณ' ให้กลับคืนสู่โลกใบนี้”
ศรัณย์เบิกตากว้างเล็กน้อย ชื่อนั้น... เจ็ดวิญญาณ... เป็นสิ่งที่เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายได้
“เจ็ดวิญญาณ…” ศรัณย์พึมพำ “เจ้าคือผู้ที่ต้องการปลุกพวกมันขึ้นมา?”
“ไม่ใช่ ‘ปลุก’ แต่คือ ‘ทวงคืน’” ชายในชุดคลุมแก้ไข “พวกมันคือของข้าแต่เดิม และข้าจะนำพวกมันกลับคืนมา”
เปลวเพลิงสีดำพุ่งเข้าใส่ศรัณย์ด้วยความเร็วที่ไม่อาจคาดเดา ศรัณย์ไม่รอช้า ร่างกายของเขาพลันเรืองแสงสีทองอ่อนๆ พลังงานอันบริสุทธิ์แผ่กระจายออกมา มือทั้งสองข้างของเขายกขึ้น ประสานกันเบื้องหน้า
“หากเจ้าคิดจะทำลายทุกสิ่ง ข้าก็ไม่อาจยอมให้เจ้าทำเช่นนั้นได้”
เปลวเพลิงสีดำปะทะเข้ากับเกราะพลังงานสีทองของศรัณย์ เกิดเป็นเสียงระเบิดกึกก้องที่กลบเสียงอึกทึกของเมืองหลวงไปชั่วขณะ คลื่นพลังงานมหาศาลแผ่กระจายออกไป ทำลายกระจกของตึกระฟ้าใกล้เคียงแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ผู้คนบนท้องถนนที่ยังไม่ทันได้รู้ตัว ต่างวิ่งหนีกันอลหม่านด้วยความตื่นตระหนก
“แข็งแกร่งกว่าที่ข้าคิด” เสียงของชายในชุดคลุมไร้ความประหลาดใจ “แต่ก็เท่านั้น”
เขาสะบัดมืออีกครั้ง คราวนี้มีเงาหนามแหลมคมสีดำพุ่งออกมาจากพื้นดินราวกับงูพิษที่พุ่งเข้าโจมตีเหยื่อ ร่างของศรัณย์ว่องไวราวกับสายลม เขากระโดดหลบหลีกหนามเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย แต่หนามเหล่านั้นก็ยังคงพุ่งเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
“เจ้าเก่งในการหลบหลีก” ชายในชุดคลุมกล่าว “แต่เจ้าจะหลบหลีกได้นานสักแค่ไหน”
ศรัณย์ลงมายืนบนพื้นอีกครั้ง เขาประสานฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน ปลายนิ้วจรดกัน พลังงานสีทองอันเจิดจรัสพลันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา แสงนั้นสว่างไสวเสียจนกลบแสงไฟนีออนของเมืองหลวงไปชั่วขณะ
“ข้ามิได้มีหน้าที่หลบหลีก” ศรัณย์กล่าวเสียงหนักแน่น “แต่มีหน้าที่ปกป้อง”
ทันใดนั้น ร่างของเขาก็พลันสลายหายไปในพริบตา ปรากฏตัวอีกครั้งอยู่เบื้องหลังชายในชุดคลุม พร้อมกับหมัดที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานสีทอง
“อะไรนะ!” ชายในชุดคลุมอุทานด้วยความตกใจ เขาไม่เคยคาดคิดว่าศรัณย์จะมีความสามารถในการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วถึงเพียงนี้
หมัดของศรัณย์พุ่งเข้าใส่กลางหลังของชายในชุดคลุม แต่ก่อนที่หมัดจะสัมผัสร่าง ชายในชุดคลุมก็พลันกลายเป็นเงาดำมืด และหลบหลีกการโจมตีนั้นไปได้อย่างหวุดหวิด
“เจ้าเร็วเกินไป” ชายในชุดคลุมกล่าวพลางหันกลับมาเผชิญหน้ากับศรัณย์ “แต่ก็ยังขาดความเด็ดขาด”
“ความเด็ดขาด?” ศรัณย์หัวเราะเบาๆ “ข้าต้องการเพียงแค่ให้เจ้าหยุด”
“การหยุดยั้งการมาของข้า ย่อมหมายถึงการสูญเสียทุกสิ่ง” ชายในชุดคลุมกล่าว “และข้ามิอาจยอมให้มันเกิดขึ้นได้”
เขาโบกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มีสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีอวัยวะผิดเพี้ยนไปจากปกติปรากฏตัวขึ้นจากความมืด สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีผิวหนังสีเทาซีด ดวงตาโปนกลมสีแดงฉาน และมีเล็บแหลมคมที่ดูราวกับจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้ขาดเป็นชิ้นๆ
“พวกมันคือ ‘สมุน’ ของข้า” ชายในชุดคลุมอธิบาย “พวกมันจะจัดการเจ้าให้เอง”
สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นส่งเสียงร้องคร่ำครวญที่น่าขนลุก ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ศรัณย์ด้วยความเร็วที่น่าตกใจ ศรัณย์เผชิญหน้ากับพวกมันโดยไม่หวั่นเกรง เขาประสานฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากัน พลังงานสีทองพลันแผ่ซ่านออกมาอีกครั้ง
“หากเจ้าคิดจะใช้พวกมันทำลายโลก ข้าก็ต้องหยุดพวกมัน”
ศรัณย์ปล่อยพลังงานสีทองออกมาเป็นลำแสงพุ่งตรงเข้าใส่สิ่งมีชีวิตตนแรก ลำแสงนั้นสว่างไสวราวกับแสงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน สิ่งมีชีวิตตนนั้นกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะสลายกลายเป็นฝุ่นผงไปในพริบตา
“น่าประทับใจ” ชายในชุดคลุมกล่าว “แต่ยังไม่มากพอ”
สิ่งมีชีวิตที่เหลือยังคงพุ่งเข้าใส่ศรัณย์อย่างไม่หยุดยั้ง ศรัณย์เคลื่อนไหวอย่างสง่างามราวกับนักเต้นที่กำลังร่ายรำ เขาหลบหลีกการโจมตีของพวกมัน พร้อมๆ กับปล่อยพลังงานสีทองออกมาเป็นคลื่น ชำระล้างสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นให้สิ้นซากไปทีละตัว
“เจ้าคือ ‘เทพสังหาร’ อย่างแท้จริง” ชายในชุดคลุมกล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมปนความแค้น “แต่เจ้าจะสามารถสังหารได้มากสักเท่าไหร่”
ศรัณย์ไม่ตอบ เขาจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ พลังงานสีทองของเขาสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังจะขึ้น
“ข้าจะสังหารทุกสิ่งที่คิดจะทำลายโลกใบนี้” ศรัณย์กล่าว “ไม่ว่ามันจะมีรูปร่างเป็นเช่นไร”
เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดถูกกำจัดสิ้นไป ชายในชุดคลุมก็พลันนิ่งเงียบไปชั่วขณะ
“เจ้าแข็งแกร่งเกินไป” เขาเอ่ย “แต่ถึงกระนั้น ข้าก็ยังมิได้ใช้พลังทั้งหมดของข้า”
เขาชูมือข้างซ้ายขึ้น สัมผัสที่ข้อมือของเขาปรากฏรอยสักรูปวงกลมที่สลับซับซ้อน เปลวเพลิงสีดำพลันปะทุขึ้นจากรอยสักนั้น คราวนี้มันไม่ได้เป็นเพียงเปลวเพลิงธรรมดา แต่เป็นเปลวเพลิงที่กำลังก่อตัวเป็นรูปร่าง
“นี่คือ ‘กุญแจ’ สู่การปลดปล่อย ‘เจ็ดวิญญาณ’” ชายในชุดคลุมกล่าว “และเจ้าก็คือ ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่จะช่วยข้าเปิดมัน”
ศรัณย์รู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังถูกดึงดูดจากตัวเขาไปยังรอยสักนั้น มันเป็นพลังงานที่คุ้นเคย แต่ก็แฝงไปด้วยอันตราย
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร” ศรัณย์ถาม
“เจ้าก็มี ‘ตรา’ ที่ข้อมือเช่นกันมิใช่หรือ” ชายในชุดคลุมกล่าว “ตราแห่ง ‘ผู้ถูกเลือก’ ที่จะช่วยข้าปลุก ‘เจ็ดวิญญาณ’ ให้กลับคืนสู่โลก”
ศรัณย์มองไปที่ข้อมือข้างซ้ายของตนเอง ที่นั่นมีรอยสักรูปดวงดาวเจ็ดแฉกที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน มันกำลังเปล่งประกายสีฟ้าอ่อนๆ ราวกับจะตอบรับเสียงเรียกของชายในชุดคลุม
“เป็นไปได้อย่างไร” ศรัณย์พึมพำ
“ทุกสิ่งล้วนมีจุดเริ่มต้น และจุดจบ” ชายในชุดคลุมกล่าว “และการมาของ ‘เจ็ดวิญญาณ’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น”
ทันใดนั้น รอยสักรูปวงกลมบนข้อมือของชายในชุดคลุมก็พลันสว่างวาบ เปลวเพลิงสีดำพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ราวกับจะฉีกท้องฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ แสงสีดำนั้นโอบล้อมซากปรักหักพังโบราณไว้ทั้งหมด และเริ่มก่อตัวเป็นประตูมิติที่น่าสะพรึงกลัว
ศรัณย์สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ว่าเขาไม่สามารถปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้
“ข้าจะหยุดเจ้าให้ได้” ศรัณย์กล่าวพลางเตรียมพร้อมที่จะปลดปล่อยพลังทั้งหมดของเขา
แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรได้ ร่างของชายในชุดคลุมก็พลันสลายหายไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะที่ยังคงก้องกังวานในอากาศ
“เราจะพบกันอีก ศรัณย์…เมื่อ ‘เจ็ดวิญญาณ’ ได้ตื่นขึ้น”
ศรัณย์ยืนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ประตูมิติสีดำยังคงเปิดอ้าอยู่เบื้องหน้าเขา ราวกับจะเชื้อเชิญให้ใครบางคนก้าวเข้าไป
เขาจะทำอย่างไรต่อไป? เขาจะหยุดยั้งการมาของเจ็ดวิญญาณได้หรือไม่? และทำไมเขาถึงมีตราประหลาดที่ข้อมือ? ความลับของเจ็ดวิญญาณกำลังจะถูกเปิดเผย และมันอาจจะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่หลวงกว่าที่ใครจะจินตนาการได้.
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก