ความมืดมิดที่ปกคลุมเมืองหลวงอันจอแจ บัดนี้กลับถูกขับไล่ด้วยแสงสีเขียวมรกตที่สว่างไสวราวกับดวงดาวส่องประกายจากร่างของศรัณย์ เขาคือศูนย์กลางของพลังอันมหาศาลที่แผ่ขยายออกไปรอบกาย โครงสร้างหินโบราณที่เคยดูอ้างว้าง บัดนี้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับรับรู้ถึงพลังที่ปลุกเร้าขึ้นจากบรรพกาล
“เจ้ากำลังจะทำอะไร ศรัณย์!” เสียงแหบพร่าของชายชราคนหนึ่งดังขึ้นมาจากเงามืด ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำทะมึน ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา ดวงตาของเขาสุกสว่างด้วยเปลวไฟแห่งโทสะ
ศรัณย์ไม่ตอบ เขาเพียงแต่ยกมือขึ้น แสงสีเขียวมรกตก็ยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เกิดเป็นวงกลมแห่งพลังหมุนวนอยู่เหนือฝ่ามือ พลังนั้นเริ่มรวมตัวเป็นรูปร่างที่ประหลาด คล้ายกับดวงตาขนาดมหึมาที่กำลังจ้องมองมายังทุกสรรพสิ่ง
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! เจ้ากำลังปลุกสิ่งที่ไม่ควรตื่น!” ชายชราตะโกนอีกครั้ง พยายามก้าวเข้ามาใกล้ แต่กลับถูกกำแพงพลังสีเขียวมรกตที่มองไม่เห็นผลักกลับไป
“ข้ามิได้ปลุกสิ่งใด ข้าเพียงแต่ตอบโต้” ศรัณย์กล่าว น้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว “เมื่อข้าถูกรุกราน ข้าก็ต้องปกป้องตนเอง และปกป้องที่นี่”
“ที่นี่ไม่ใช่สมรภูมิของเจ้า! เจ้าไม่เข้าใจถึงอำนาจที่เจ้ากำลังจะปลดปล่อย!”
“ข้าเข้าใจดี” ศรัณย์ตอบ พลางกวาดตามองไปยังรอบกาย “และข้าก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมัน”
ทันใดนั้นเอง ม่านพลังสีเขียวมรกตก็แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบกาย เงาของตึกระฟ้าเริ่มบิดเบี้ยวไปมา ราวกับถูกกระแสลมอันรุนแรงพัดโหมกระหน่ำ
“ไม่นะ!” ชายชราอุทานด้วยความตกใจ
ในขณะเดียวกัน เบื้องล่าง ณ ถนนที่สับสนอลหม่าน ผู้คนต่างแตกตื่น มองขึ้นไปยังท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว แสงสีเขียวมรกตที่สว่างไสวราวกับฟ้าผ่ากลางเมืองหลวง ทำให้ผู้คนต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด เสียงแตรรถ เสียงไซเรน เสียงกรีดร้อง ผสมปนเปกันไปหมด
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ!” ชายคนหนึ่งตะโกนถามเพื่อนที่วิ่งสวนมา “ไม่รู้สิ! มันสว่างจ้ามากเลย!”
แต่สำหรับศรัณย์ เขามองเห็นมากกว่านั้น เขามองเห็นถึงพลังงานที่กำลังปั่นป่วน รวบรวมตัวกันอยู่ ณ ใจกลางของวงกลมพลังสีเขียวมรกตนั้น
“นี่มัน… พลังโบราณ” ชายชราพึมพำ เขากำหมัดแน่น “ข้าต้องหยุดยั้งเจ้าให้ได้!”
ชายชราก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกครั้ง คราวนี้เขาปล่อยพลังบางอย่างออกมาจากฝ่ามือ เป็นลูกไฟสีดำทะมึนที่พุ่งเข้าใส่ศรัณย์
“น่าเสียดาย” ศรัณย์กล่าว พลางโบกมือเบาๆ ม่านพลังสีเขียวมรกตก็แผ่ขยายออกไป รับลูกไฟสีดำเอาไว้ ก่อนจะดูดกลืนมันเข้าไปโดยสิ้นเชิง
“เป็นไปได้อย่างไร!” ชายชราเบิกตากว้าง “พลังของข้า… ถูกกลืนกิน?”
“พลังของเจ้าอ่อนแอเกินไป” ศรัณย์กล่าว “เมื่อเทียบกับสิ่งที่ข้ากำลังจะปลุกขึ้นมา”
สิ้นเสียงของศรัณย์ วงกลมพลังสีเขียวมรกตก็บิดเกลียวอย่างรุนแรง เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับกาลอวกาศกำลังฉีกขาด แสงสีเขียวมรกตพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มราวกับเลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผล
“ม่ายยยยย!” ชายชราตะโกนด้วยความสิ้นหวัง
ม่านพลังสีเลือดแผ่ขยายออกไปอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้มันไม่ใช่แค่แสงสว่างอีกต่อไป แต่เป็นพลังงานที่จับต้องได้ กำแพงแห่งความหวาดกลัวที่มองไม่เห็น ทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ภายในรัศมีของพลังนั้น เริ่มรู้สึกถึงความเจ็บปวด ร่างกายของพวกเขาอ่อนแรงลง ราวกับถูกสูบฉีดพลังชีวิตออกไป
“นี่คือ… ความชั่วร้ายโบราณ” ชายชราทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด “ข้าลืมไปเสียสนิท… อำนาจแห่ง ‘อสุรกาย’ ที่เคยถูกผนึกไว้ ณ ที่แห่งนี้”
“อสุรกาย?” ศรัณย์เอ่ยถาม ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังใจกลางของม่านพลังสีเลือด
“ใช่… อสุรกายที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ และความเกลียดชังของมนุษย์ในยุคโบราณ ถูกผนึกไว้ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ ณ ซากปรักหักพังแห่งนี้” ชายชราอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยอ่อน “แต่เมื่อพลังของเจ้า… พลังที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะคาดถึง… ได้มาปลุกเร้าขึ้น มันจึงปลุกพลังแห่งอสุรกายที่ถูกผนึกไว้ให้ตื่นขึ้นด้วยเช่นกัน!”
“หมายความว่า… ข้าเป็นคนปลุกมันขึ้นมา?” ศรัณย์ถาม
“ใช่… แต่เจ้าก็เป็นคนเดียวที่จะหยุดมันได้เช่นกัน!” ชายชราพยายามลุกขึ้นยืน “พลังของเจ้า… คือ ‘เทพสังหาร’ ที่จะสามารถสังหารทุกสิ่ง แม้กระทั่งอสุรกายโบราณตนนี้!”
ทันใดนั้นเอง จากใจกลางของม่านพลังสีเลือด ร่างกายมหึมาก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ผิวหนังของมันสีดำสนิทราวกับถ่านที่ถูกเผาไหม้ ดวงตาของมันสีแดงฉาน ส่องประกายราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชน ปากของมันกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยฟันแหลมคมที่เรียงรายเป็นแถว
“อ๊ากกกก!” เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้นจากร่างมหึมานั้น ราวกับเสียงฟ้าผ่าที่กำลังจะทำลายทุกสรรพสิ่ง
“นี่แหละ… คือ ‘อสุรกายสังหาร’!” ชายชราประกาศ “และนี่คือ ‘เทพสังหาร’ ของเจ้า!”
ศรัณย์ยืนนิ่ง มองดูอสุรกายที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ เขาไม่รู้สึกหวาดกลัว แม้แต่น้อย แต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่แปลกประหลาด ความรู้สึกที่เหมือนกับว่าเขากำลังจะเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่คู่ควร
“ข้าเข้าใจแล้ว” ศรัณย์กล่าว “ข้าจะไม่ปล่อยให้มันทำร้ายใครได้อีก”
เขายกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้แสงสีเขียวมรกตที่เคยสว่างไสว บัดนี้กลับถูกเจือปนด้วยประกายสีทองอร่าม พลังที่ออกมาจากตัวเขา บัดนี้มีความหนักแน่น ยิ่งใหญ่ และทรงพลังกว่าเดิม
“เจ้า… กำลังจะใช้พลัง ‘สังหาร’ ของเจ้าอย่างนั้นหรือ?” ชายชราถามด้วยความประหลาดใจ
“ข้าจะใช้พลังทั้งหมดที่มี” ศรัณย์ตอบ “เพื่อหยุดยั้งมัน”
อสุรกายที่บัดนี้ก่อตัวสมบูรณ์แล้ว ค่อยๆ หันศีรษะมามองศรัณย์ ดวงตาของมันส่องประกายด้วยความโกรธแค้น มันก้าวเท้าออกมาจากม่านพลังสีเลือดอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของมัน ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือน
“เจ้า… กล้าดียังไง… มาขวางทางข้า!” เสียงของอสุรกายดังขึ้น ราวกับเสียงคร่ำครวญของภูติผีปีศาจ
“ข้าคือศรัณย์” ศรัณย์ตอบ “และข้าจะสังหารเจ้า”
เขากระชับหมัดแน่น พลังสีเขียวมรกตและสีทองก็หลั่งไหลออกมาจากร่างของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน ก่อตัวเป็นดาบสีขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายอยู่เบื้องหน้า
“อาวุธแห่งเทพ… ‘ดาบสังหาร’!” ชายชราพึมพำด้วยความตื่นตะลึง
อสุรกายหัวเราะเสียงดัง ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่น่าขันที่สุดในชีวิต “เจ้า… เด็กน้อย… คิดจะสังหารข้า… ด้วยอาวุธแค่นี้?”
มันยกแขนข้างหนึ่งขึ้น กำปั้นขนาดมหึมาของมันส่องประกายด้วยพลังสีดำทะมึน ก่อนจะเหวี่ยงเข้าใส่ศรัณย์อย่างรวดเร็ว
“เตรียมตัวพบกับจุดจบของเจ้าได้เลย!” อสุรกายคำราม
ศรัณย์ไม่ตอบ เขายกดาบสังหารขึ้นรับการโจมตีอย่างมั่นคง เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออกจากกัน พลังที่ปะทะกันราวกับจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้สูญสลาย
แต่ท่ามกลางการต่อสู้ที่ดุเดือดนี้เอง ชายชราพลันนึกถึงเรื่องราวในอดีต… เรื่องราวเกี่ยวกับ “เจ็ดวิญญาณ” ที่ถูกผนึกรวมกับอสุรกายตนนี้… หากศรัณย์สามารถสังหารอสุรกายได้… แล้ว “เจ็ดวิญญาณ” นั้นเล่า… จะเป็นเช่นไร?
เขามองไปยังศรัณย์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง… และความกังวล… การต่อสู้ครั้งนี้… จะนำพาไปสู่สิ่งใด?

เทพสังหาร 7 วิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก