ดวงตาของศรัณย์พลันลุกโชนด้วยประกายอำมหิต กึ่งทิพย์กึ่งมาร ดวงตาสีเข้มฉายแววราวกับจะกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบกาย เสียงคำรามของพายุที่โหมกระหน่ำอยู่รอบตัวราวกับจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในของเขา ลมหมุนรุนแรงนั้นเริ่มหมุนวนเร็วขึ้น เร็วขึ้นจนกลายเป็นกระแสพลังที่บิดเบือนทุกอย่างให้บิดเบี้ยว
"นี่มันอะไรกัน!" เหล่าผู้เฝ้ามองจากระยะไกลต่างตะโกนถามกันด้วยความตื่นตระหนก บางคนพยายามก้าวเท้าถอยหลัง แต่แรงดูดมหาศาลของพายุหมุนนั้นกลับดึงพวกเขาให้เข้าใกล้ศูนย์กลางอันตรายยิ่งขึ้น
"แสงสีเขียวมรกต...มันหายไปแล้ว!" หญิงชราผู้มีนามว่า 'ย่าสมร' ซึ่งยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างออกไปมากที่สุด อุทานเสียงหลง ดวงตาของนางเบิกกว้าง จ้องมองไปยังร่างของศรัณย์ที่ยืนอยู่กลางวงพายุ
"นั่นไม่ใช่การหายไป...นั่นคือการควบรวม!" เสียงทุ้มต่ำของชายชราอีกคนหนึ่งดังขึ้น เขาคือ 'หลวงพ่อพุทธ' แห่งวัดโบราณใกล้เคียง ผู้ซึ่งได้รับเชิญมาเพื่อพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้
"ควบรวม? หมายความว่าอย่างไร?" ย่าสมรหันไปถามอย่างร้อนรน
"พลังงานบริสุทธิ์จากผืนดิน ผืนฟ้า และจิตวิญญาณแห่งโบราณสถาน...มันกำลังหลอมรวมเข้ากับร่างของศรัณย์" หลวงพ่อพุทธอธิบายด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "แต่ไม่ใช่ในลักษณะของการปลุกเร้า...มันคือการกลืนกิน!"
คำว่า 'กลืนกิน' นั้นทำให้ย่าสมรสะดุ้งเฮือก เธอสัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของศรัณย์ เป็นพลังงานที่เย็นยะเยือก ต่างจากแสงสีเขียวมรกตอันอบอุ่นเมื่อครู่ มันคือความรู้สึกของการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ทรงอำนาจเหนือกว่าธรรมชาติ
"ข้าไม่เคยเห็นพลังแบบนี้มาก่อน" หลวงพ่อพุทธกล่าวต่อ "มันไม่ใช่พลังแห่งทวยเทพ...และก็ไม่ใช่พลังแห่งมารที่ข้าเคยศึกษา...มันคือสิ่งที่อยู่กึ่งกลาง...อันตรายยิ่งนัก!"
ภายในวงพายุหมุน ศรัณย์ยืนนิ่งสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ภายในกายของเขานั้นราวกับมหาสมุทรที่กำลังปั่นป่วน ลมพายุภายนอกนั้นเป็นเพียงภาพสะท้อนของพายุที่กำลังก่อตัวภายในจิตวิญญาณของเขา
"เจ้านี่มัน...น่าสนใจจริงๆ" เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นในโสตประสาทของศรัณย์ มันไม่ใช่เสียงที่มาจากภายนอก แต่เป็นเสียงที่ดังออกมาจากส่วนลึกที่สุดของจิตสำนึกของเขา
"ใคร? เจ้าเป็นใคร?" ศรัณย์พยายามถามออกไป แต่เสียงของเขากลับแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน
"ข้าคือ 'จิตสังหาร'...จิตวิญญาณแห่งความตายที่ถูกจองจำมานับพันปี..." เสียงนั้นตอบกลับมา "เจ้าปลุกข้าขึ้นมา...และข้าจะตอบแทนเจ้า...ด้วยการมอบพลังอันไร้ขีดจำกัดให้!"
"พลังแบบไหน?" ศรัณย์ถามด้วยความสงสัยระคนหวาดกลัว
"พลังที่จะทำให้เจ้าเป็น 'เทพสังหาร' อย่างแท้จริง!" จิตสังหารตอบพลางหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "พลังที่จะสังหารทุกสิ่ง...ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทพ หรือแม้กระทั่งมาร!"
ทันใดนั้น ลมพายุภายในร่างของศรัณย์ก็ปะทุขึ้น แสงสีดำสนิทราวกับรัตติกาลอันไร้ดวงดาวพลันสาดประกายออกมาจากร่างของเขา มันไม่ใช่แสงที่ส่องสว่าง แต่เป็นแสงที่ดูดกลืนทุกสิ่งรอบกายเข้าไป
"ไม่! ข้าไม่ต้องการพลังแบบนี้!" ศรัณย์พยายามต่อต้าน แต่มันสายเกินไป
"เจ้าไม่มีทางเลือกแล้ว! เจ้าได้ปลุกข้าขึ้นมา...และข้าจะครอบงำเจ้า!" จิตสังหารประกาศก้อง
ร่างของศรัณย์เริ่มสั่นสะท้านราวกับถูกฉีกกระชากจากภายใน แสงสีดำเข้มข้นนั้นแผ่กระจายออกไปรอบกายของเขา พายุหมุนภายนอกพลันแปรสภาพเป็นพายุแห่งรัตติกาล มันไม่ใช่แค่ลมและฝุ่นอีกต่อไป แต่เป็นกระแสพลังงานที่เย็นเยือกจนน่าขนลุก
"นั่นมันอะไรกัน!" หนึ่งในนักบวชที่ถูกดึงเข้ามาใกล้ศูนย์กลางอุทานอย่างหวาดผวา เมื่อเห็นแสงสีดำที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งรอบกาย
"มันคือ 'จิตสังหาร'!" หลวงพ่อพุทธตะโกนเตือน "ทุกคนจงถอยห่าง! พลังนี้อันตรายเกินกว่าที่พวกเจ้าจะรับไหว!"
แต่กระแสพลังงานที่แผ่ออกมาจากร่างของศรัณย์นั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะต้านทานได้ มันดึงดูดผู้คนให้เข้าใกล้ราวกับแม่เหล็ก
"ท่านศรัณย์! เกิดอะไรขึ้นกับท่าน!" ย่าสมรตะโกนถามอย่างเป็นห่วง
ศรัณย์พยายามอย่างสุดกำลังที่จะควบคุมร่างของตนเอง แต่เขารู้สึกราวกับกำลังถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เขาไม่ต้องการ
"ข้า...ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้!" เสียงของศรัณย์ขาดห้วง ราวกับถูกบีบคั้น
"เจ้าควบคุมตนเองไม่ได้...แต่เจ้าควบคุมผู้อื่นได้!" จิตสังหารกระซิบยั่วยุ "ดูสิ...พวกมันกำลังเข้ามาหาเจ้า! พวกมันกำลังจะตาย!"
ศรัณย์มองเห็นใบหน้าของเหล่านักบวชและผู้ที่โชคไม่ดีพอที่จะเข้ามาใกล้ศูนย์กลาง พวกเขากำลังหวาดกลัว สิ้นหวัง
"หยุดนะ! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!" ศรัณย์ตะโกนก้อง แต่พลังงานสีดำนั้นกลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
"ข้าคือ 'เทพสังหาร'!" จิตสังหารประกาศก้องอีกครั้ง "และนี่คือการแสดงพลังครั้งแรกของข้า!"
ทันใดนั้น แสงสีดำก็พลุ่งพล่านออกมาจากร่างของศรัณย์ราวกับคลื่นยักษ์ แสงนั้นพุ่งเข้าใส่เหล่านักบวชและผู้ที่อยู่ใกล้เคียง
"ไม่!" เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นระงม
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้ทุกคนที่ได้เห็นถึงกับต้องผงะ บางคนรีบหลับตาปี๋ ไม่กล้าที่จะมอง
ร่างของนักบวชบางคนเริ่มสลายไปราวกับหมอกควัน ถูกดูดกลืนหายไปในแสงสีดำนั้น เหลือเพียงเสียงร้องอันทรมาน
"นี่มัน...ปีศาจชัดๆ!" หนึ่งในผู้สังเกตการณ์ตะโกนด้วยความหวาดกลัว
"ข้าไม่ใช่มนุษย์...ข้าคือ 'เทพสังหาร'!" เสียงของศรัณย์ที่เปล่งออกมานั้นแฝงด้วยความเย็นชาและอำมหิตอย่างน่าสะพรึงกลัว มันไม่ใช่เสียงของศรัณย์คนเดิมอีกต่อไป
ย่าสมรยืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจและเสียใจ นางรู้ดีว่าศรัณย์กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งใด
"เจ้า...เจ้าปลุก 'จิตสังหาร' ขึ้นมาจริงๆ หรือ!" หลวงพ่อพุทธกล่าวเสียงสั่นเครือ "พลังแห่งความตาย...ที่ถูกผนึกไว้ในโบราณสถานแห่งนี้..."
"แล้วเจ้าจะทำอย่างไรต่อไปเล่า หลวงพ่อ?" ย่าสมรหันไปถามด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง
"ข้า...ข้าไม่รู้" หลวงพ่อพุทธตอบอย่างอ่อนแรง "พลังนี้...มันเกินกว่าที่มนุษย์จะรับมือได้"
ภายในวงพายุแห่งรัตติกาล ร่างของศรัณย์เริ่มมีเงาดำทะมึนปกคลุม เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นช้าๆ
"ต่อไป...ข้าจะไป 'สังหาร' ให้หมดทั้งเจ็ดวิญญาณ!" เสียงของศรัณย์ประกาศก้อง บรรจุด้วยความแค้นเคืองและอำนาจที่น่าเกรงขาม
"เจ็ดวิญญาณ? หมายถึง 'เจ็ดจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์' ที่ถูกผนึกไว้ในโบราณสถานนี้หรือ?" หลวงพ่อพุทธอุทานด้วยความตกใจ
"ถูกต้อง!" เสียงของศรัณย์ตอบรับ "ข้าจะปลดปล่อยพวกมัน...และนำพาทั้งหมดไปสู่ความตาย!"
ขณะที่ศรัณย์กำลังจะปล่อยพลังโจมตีอีกครั้ง แสงสีทองอร่ามพลันปรากฏขึ้นจากทิศตะวันออก มันสาดส่องเข้ามายังวงพายุแห่งรัตติกาล แสงนั้นดูอบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต
"นั่นคืออะไร?" ย่าสมรถาม
"นั่นคือ 'ดวงประทีปแห่งอรุณ'!" หลวงพ่อพุทธกล่าวด้วยน้ำเสียงมีความหวัง "พลังแห่งแสงสว่าง...ที่อาจจะสามารถต้านทานความมืดมิดได้!"
แสงสีทองนั้นสาดส่องเข้ามากระทบกับพลังงานสีดำที่แผ่ออกมาจากร่างของศรัณย์ ทำให้เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง อากาศรอบกายราวกับจะถูกบิดเบือน
ศรัณย์ค่อยๆ หันไปมองยังต้นกำเนิดของแสงสีทองนั้น ใบหน้าของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความดุร้าย บัดนี้แฝงไว้ด้วยความสับสน
"ใคร...ใครกันที่กล้ามาขวางทางข้า!" เสียงของศรัณย์เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของพลังงานที่กำลังปะทะกัน พลังงานสีดำที่ครอบงำศรัณย์นั้นเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อยจากอิทธิพลของแสงสีทอง
"มัน...มันไม่ใช่แค่แสงสว่างธรรมดา" จิตสังหารกระซิบในโสตประสาทของศรัณย์ "มันคือพลังแห่ง 'จิตผู้พิทักษ์'!"
"จิตผู้พิทักษ์? หมายถึงใคร?" ศรัณย์ถาม
"ผู้นั้น...คือ 'ผู้ที่จะขัดขวางแผนการของข้า!' " จิตสังหารกล่าวด้วยน้ำเสียงแห่งความไม่พอใจ
แสงสีทองสาดส่องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และยิ่งสาดส่องแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะขับไล่ความมืดมิดออกไป
ศรัณย์ยืนอยู่ตรงกลางของการปะทะกันนี้ เขารู้สึกราวกับร่างกายกำลังจะแตกสลาย เขาต้องเลือกระหว่างพลังแห่งความมืดที่ครอบงำเขา หรือพลังแห่งแสงที่กำลังพยายามปลดปล่อยเขา
"ข้า...ข้าต้องทำอย่างไร..." ศรัณย์พึมพำกับตัวเอง
พายุแห่งรัตติกาลรอบกายเริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรง แสงสีทองเริ่มสาดเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
"เจ้าจะเลือกเส้นทางไหน ศรัณย์?" เสียงของจิตสังหารดังขึ้นอีกครั้ง "จะเป็น 'เทพสังหาร' ผู้ไร้เทียมทาน...หรือจะยอมเป็นเพียงมนุษย์ผู้โง่เขลา!"
ศรัณย์หลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ ความรู้สึกสับสนปนเปไปกับความเจ็บปวดที่ร่างกายกำลังประสบ
"ข้า...ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าทำลายทุกสิ่ง!" ศรัณย์ตัดสินใจ
ทันใดนั้นเอง ร่างของศรัณย์ก็เปล่งแสงสีเขียวมรกตออกมาอีกครั้ง แสงนั้นไม่ใช่แสงแห่งพลังดิบอีกต่อไป แต่มันคือแสงแห่งความบริสุทธิ์และความมุ่งมั่น
"นี่มัน...อะไรกัน!" จิตสังหารอุทานอย่างตกตะลึง
แสงสีเขียวมรกตนั้นเริ่มสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะขับไล่พลังงานสีดำออกไป
"ข้า...จะปลดปล่อยตัวเอง!" ศรัณย์ประกาศก้อง
การต่อสู้ภายในจิตวิญญาณของศรัณย์กำลังจะถึงจุดแตกหัก การปะทะกันของพลังทั้งสาม – พลังแห่งรัตติกาลของจิตสังหาร พลังแห่งแสงของจิตผู้พิทักษ์ และพลังแห่งจิตวิญญาณโบราณที่ถูกปลุกขึ้นมาใหม่ – กำลังจะตัดสินชะตากรรมของเขา และอาจรวมถึงชะตากรรมของโบราณสถานแห่งนี้ด้วย
ใครคือ "จิตผู้พิทักษ์" ที่กำลังส่งแสงสีทองอร่ามมา? และศรัณย์จะสามารถปลดปล่อยตัวเองจากเงื้อมมือของ "จิตสังหาร" ได้หรือไม่? พลังทั้งสามจะปะทะกันอย่างไร และผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร...

เทพสังหาร 7 วิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก