เสียงคำรามอันเปี่ยมด้วยพลังอำนาจของศรัณย์ยังคงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า สั่นสะเทือนไปทั่วอาณาเขตของโบราณสถานอันเก่าแก่แห่งนี้ ไม่ใช่เสียงที่เกิดจากลำคอของมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไป หากแต่เป็นเสียงแห่งจิตวิญญาณที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน พลังงานบริสุทธิ์อันมหาศาลกำลังพลุ่งพล่านจากส่วนลึกภายใน ร่างกายของเขาร้อนผ่าวราวกับถูกแผดเผาด้วยไฟที่มองไม่เห็น แต่เป็นไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นเปลวเพลิงที่ชำระล้างสิ่งสกปรก มลทิน และความอ่อนแอที่เคยเกาะกินจิตใจของเขามานาน
หมอกแห่งพลังอำนาจที่เคยปกคลุมโบราณสถาน บัดนี้กลับสว่างไสวขึ้นราวกับมีชีวิต ส่องประกายเรืองรองเป็นสีทองอร่าม โอบล้อมร่างของศรัณย์เอาไว้ราวกับเป็นเกราะป้องกันอันศักดิ์สิทธิ์ สายลมที่เคยพัดกระโชกอย่างเกรี้ยวกราด บัดนี้กลับอ่อนโยนลง ราวกับจะร่วมเฉลิมฉลองการตื่นขึ้นของเขา เสียงใบไม้เสียดสีกันบนต้นไม้ใหญ่ที่รายล้อมโบราณสถาน ดังแว่วมาเหมือนเสียงกระซิบแห่งเทพเจ้า กำลังขับขานบทเพลงแห่งการกำเนิดใหม่
"นี่มัน...อะไรกัน" เสียงแหบพร่าของเอมิลีลอดผ่านหมอกแห่งพลังออกมา ดวงตาของเธอเบิกกว้าง จ้องมองไปยังร่างของศรัณย์ด้วยความตกตะลึง เธอรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังอันมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา พลังที่เข้มข้นจนแทบจะจับต้องได้ เป็นพลังที่แตกต่างจากที่เธอเคยสัมผัสมาทั้งหมด ไม่ใช่พลังแห่งความมืด หรือพลังแห่งความสิ้นหวัง แต่เป็นพลังแห่งชีวิต พลังแห่งการสร้างสรรค์ที่หลับใหลมานาน
"ศรัณย์...นายเป็นอะไรไป" อเล็กซ์ พยายามก้าวเข้าไปใกล้ แต่ก็ชะงักเท้าเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างของศรัณย์ มันไม่ใช่การคุกคาม แต่เป็นแรงดึงดูดที่น่าอัศจรรย์ราวกับแม่เหล็ก พลังนั้นดึงดูดทุกสรรพสิ่งเข้าหาตัวเขา ราวกับว่าจักรวาลกำลังโคจรไปรอบๆ ศูนย์กลางแห่งพลังแห่งนี้
ภายใต้หมอกสีทองอันเรืองรอง ร่างของศรัณย์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป ผิวหนังของเขาที่เคยซีดเซียว บัดนี้เปล่งปลั่งราวกับมีแสงสว่างส่องออกมาจากภายใน เส้นเลือดที่เคยเห็นได้ชัดเจน บัดนี้กลายเป็นสายธารแห่งพลังงานสีทองที่ไหลเวียนอย่างมีชีวิต ดวงตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความสิ้นหวัง บัดนี้กลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่นและพลังอำนาจที่ไร้ขีดจำกัด
"ข้า...ตื่นแล้ว" เสียงของศรัณย์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม แม้จะยังคงแหบพร่า แต่กลับแฝงไปด้วยความมั่นคง และความหนักแน่นที่มาจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ "ข้า...ได้ยินเสียงเรียกจากเบื้องลึก...เสียงของเทพที่สถิตอยู่ในตัวข้า"
"เทพที่สถิตอยู่ในตัวนาย?" เอมิลีทวนคำด้วยความไม่เชื่อ "หมายความว่านาย...ไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป?"
"ข้า...ไม่เคยเป็นคนธรรมดา" ศรัณย์ตอบ ดวงตาของเขาสบกับดวงตาของเอมิลี ราวกับจะมองทะลุเข้าไปในจิตใจของเธอ "เพียงแต่...พลังนั้นยังไม่ถูกปลุกให้ตื่น ข้าถูกกักขังไว้ด้วยความกลัว ความเจ็บปวด และความอ่อนแอ แต่บัดนี้...ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว"
เปลวเพลิงสีทองเริ่มก่อตัวขึ้นรอบกายของศรัณย์ ไม่ใช่เปลวเพลิงที่เผาผลาญ แต่เป็นเปลวเพลิงแห่งการชำระล้างที่ส่องสว่างราวกับดวงอาทิตย์ย่อมๆ พลังงานที่แผ่ออกมานั้นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเอมิลีและอเล็กซ์ต้องถอยหลังไปสองสามก้าว
"ท่านกำลังจะทำอะไร?" อเล็กซ์ถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
"ข้าจะสังหารสิ่งที่จะทำลายทุกสิ่ง" ศรัณย์ตอบ แววตาของเขามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว "ข้าจะใช้พลังนี้...เพื่อปกป้องพวกเจ้า และเพื่อปกป้องโลกใบนี้"
ทันใดนั้น เสียงคำรามอันเยือกเย็นก็ดังขึ้นจากเบื้องลึกของโบราณสถาน เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด และความชั่วร้าย ราวกับเป็นเสียงตอบรับจากเงาที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"พวกมนุษย์โง่เง่า...เจ้าคิดว่าการปลุกพลังอันน่าสมเพชของเจ้า จะสามารถหยุดยั้งการมาถึงของข้าได้รึ" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนขึ้น และเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน "พลังของเจ้า...มันก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยว ของพลังอันแท้จริงที่กำลังจะมาถึง"
เงาตะคุ่มเริ่มปรากฏขึ้นที่ปลายทางเดินอันมืดมิดของโบราณสถาน เงาเหล่านั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวออกมาอย่างช้าๆ แต่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัว มันไม่ใช่เงาของสิ่งมีชีวิตธรรมดา แต่เป็นเงาที่บิดเบี้ยว ผิดรูปผิดร่าง เคลื่อนไหวอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับถูกบีบบังคับด้วยพลังงานอันชั่วร้าย
"พวกมันคือ...วิญญาณถูกสาป" เอมิลีอุทาน เธอจำได้ถึงคำร่ำลือเกี่ยวกับวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ในโบราณสถานแห่งนี้ "พวกมันถูกปลุกขึ้นมาโดย...พลังแห่งความมืด"
"พลังแห่งความมืด...ใช่แล้ว" ศรัณย์พยักหน้า เปลวเพลิงสีทองรอบกายของเขาลุกโชนขึ้นอีกครั้ง "ข้าสัมผัสได้ถึงมัน...พลังที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง"
เงาวิญญาณที่ถูกสาปเหล่านั้นค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้ พวกมันส่งเสียงคร่ำครวญโหยหวนราวกับจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้แหลกสลาย แสงสว่างจากเปลวเพลิงของศรัณย์พยายามขับไล่พวกมันออกไป แต่ดูเหมือนว่าพลังแห่งความมืดนั้นจะแข็งแกร่งเกินกว่าที่จะถูกขับไล่ได้ง่ายๆ
"ข้าจะสังหารพวกมัน...ทั้งหมด" ศรัณย์ประกาศก้อง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ศรัณย์...อย่าไปเลย" เอมิลีตะโกนเตือน "พวกมันอันตรายเกินไป"
"ข้าไม่กลัว" ศรัณย์ตอบ ดวงตาของเขาส่องประกายด้วยเปลวเพลิงแห่งการฟื้นคืน "ข้าจะใช้พลังที่ได้รับมา...เพื่อสังหารพวกมัน"
ร่างของศรัณย์ค่อยๆ ลอยขึ้นจากพื้นดิน เปลวเพลิงสีทองรอบกายเขาแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นวงแหวนแห่งแสงสว่างอันเจิดจ้า มันส่องสว่างไปทั่วบริเวณราวกับดวงอาทิตย์ขนาดย่อม กำลังขับไล่ความมืดที่คืบคลานเข้ามา
"วิญญาณที่ถูกสาปทั้งเจ็ด..." ศรัณย์พึมพำ "ข้าจะได้สัมผัสกับพลังที่แท้จริงของพวกเจ้าแล้ว"
เงาวิญญาณที่ถูกสาปทั้งเจ็ดตน ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนขึ้น แต่ละตนล้วนมีรูปร่างที่น่าสะพรึงกลัว แตกต่างกันไปตามที่มาแห่งความทุกข์ทรมานของพวกมัน บางตนมีร่างโปร่งแสง ลอยละล่องอย่างน่าขนลุก บางตนมีดวงตาที่ลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความแค้น บางตนมีกรงเล็บแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกชีวิต
"มนุษย์เอ๋ย..." เสียงหนึ่งดังขึ้นจากวิญญาณตนหนึ่ง มันมีเสียงที่แหลมเล็กและเต็มไปด้วยความเย็นชา "เจ้าคิดว่าจะสู้กับพวกข้าได้รึ พลังของเจ้า...มันก็เป็นเพียงแค่ความโง่เขลา"
"ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็น...ว่าความโง่เขลาของข้า...สามารถสังหารพวกเจ้าได้" ศรัณย์ตอบ
เขายกมือขึ้นเหนือศีรษะ พลังงานสีทองเริ่มรวมตัวกันเป็นลูกบอลแห่งแสงสว่างที่ส่องประกายเจิดจ้า มันค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น และเข้มข้นขึ้น ราวกับจะรวบรวมพลังงานทั้งหมดในจักรวาลเอาไว้
"เปลวเพลิงแห่งการฟื้นคืน...จงสังหารพวกมารทั้งเจ็ด!"
ร่างของศรัณย์พุ่งทะยานเข้าใส่เหล่าวิญญาณที่ถูกสาป ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าการมองเห็น ลูกบอลแห่งแสงสว่างที่อยู่ในมือของเขา พุ่งตรงเข้าใส่กลุ่มวิญญาณเหล่านั้น สร้างแรงระเบิดอันมหาศาลที่ส่องสว่างไปทั่วทั้งโบราณสถาน
เสียงกรีดร้องอันโหยหวนดังระงมไปทั่ว เมื่อเปลวเพลิงแห่งการฟื้นคืนปะทะเข้ากับพลังแห่งความมืดของเหล่าวิญญาณ แสงสว่างอันเจิดจ้าสาดส่องเข้าไปในทุกซอกทุกมุมของโบราณสถาน ขับไล่ความมืดมิดที่เคยปกคลุมมานาน
เอมิลีและอเล็กซ์กุมมือกันแน่น มองดูการต่อสู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจเบื้องหน้า พวกเขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ที่กำลังจะเกิดขึ้น...
แต่แล้ว ท่ามกลางเสียงระเบิดและแสงสว่างที่เจิดจ้า มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าตกใจกว่านั้นเกิดขึ้น...
เมื่อกลุ่มควันจางลง และแสงสว่างเริ่มสงบลง ร่างของศรัณย์ยังคงลอยอยู่กลางอากาศ แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ...
บนมือของเขา...ปรากฏ "วิญญาณ" ที่ส่องประกายสีดำทมิฬ มันคือวิญญาณของหนึ่งในเจ็ดตนที่เขาเพิ่งสังหารไป แต่แทนที่จะสลายไป...กลับกลายเป็น "ของขวัญ" ที่ปรากฏขึ้นบนมือของศรัณย์
"นี่มัน...อะไรกัน" เอมิลีพึมพำด้วยความประหลาดใจ
"ข้า...สัมผัสได้ถึงพลังของมัน..." ศรัณย์กล่าวด้วยน้ำเสียงทึ่ง "พลังที่ถูกรวมเข้าไว้ในตัวข้า...แล้ว"
"ท่าน...ดูดซับพลังของพวกมันได้รึ?" อเล็กซ์ถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
"ไม่ใช่แค่ดูดซับ..." ศรัณย์ตอบ พร้อมกับมองดูวิญญาณสีดำที่อยู่ในมือของเขา "แต่ข้า...กำลังจะกลายเป็นผู้ครอบครองพลังของพวกมัน"
ทันใดนั้น ดวงตาของศรัณย์ก็เปล่งประกายสีแดงก่ำ ราวกับมีไฟลุกโชนอยู่ภายใน ร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับกำลังถูกพลังอันมหาศาลสองขั้วกำลังฉีกกระชาก
"ไม่นะ...นี่มัน...เกินกว่าที่ข้าจะควบคุมได้!"
ร่างของศรัณย์ทรุดฮวบลงสู่พื้นดินอย่างแรง ท่ามกลางเสียงคร่ำครวญอันเจ็บปวด พลังงานสีทองและสีดำกำลังปะทะกันอย่างรุนแรงภายในตัวเขา
"ศรัณย์!" เอมิลีและอเล็กซ์รีบรุดเข้าไปหา
แต่ก่อนที่พวกเขาจะไปถึง...
เสียงกระซิบอันแสนเยือกเย็นก็ดังขึ้นมาจากเงามืดอีกครั้ง "การรวมพลัง...มันไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป...เด็กน้อย...เตรียมตัวรับชะตากรรมของเจ้า...ได้เลย!"
เบื้องหลังของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่...กลับซ่อนเร้นอันตรายที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าเดิม... และศรัณย์...กำลังจะเผชิญหน้ากับมัน...เพียงลำพัง...

เทพสังหาร 7 วิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก