เสียงคำรามอันสะเทือนเลื่อนลั่นของศรัณย์ยังคงก้องกังวาน ราวกับจะบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลาย กลุ่มหมอกสีทองที่พวยพุ่งออกมาจากร่างของเขา มิใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่มันคือคลื่นพลังอันมหาศาลที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอาณาเขตของ "หอคอยแห่งกาลเวลา" ใจกลางเมืองหลวงที่กำลังสับสนอลหม่าน ความโกลาหลได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนวิ่งหนีเอาชีวิตรอด เสียงกรีดร้องปะปนไปกับเสียงวัตถุที่แตกหักจากการสั่นสะเทือน แต่ท่ามกลางพายุแห่งความหวาดกลัว ศรัณย์ยังคงยืนหยัดอยู่ ณ จุดศูนย์กลาง ราวกับภูผาที่ไม่หวั่นไหวต่อสายลม
"เจ้า...เจ้ามันปีศาจ!" เสียงของวายุ หนึ่งในเจ็ดวิญญาณที่เหลืออยู่ ตะโกนก้องด้วยความหวาดผวา ดวงตาของเขาเบิกกว้าง จ้องมองไปยังกลุ่มหมอกสีทองที่กำลังโอบล้อมร่างของศรัณย์เอาไว้ พลังที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ มันไม่ใช่พลังที่มนุษย์จะสามารถครอบครองได้
ศรัณย์ไม่ตอบ เขายังคงหลับตาลง สัมผัสถึงพลังที่กำลังปะทุขึ้นภายใน ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสหายทั้งสี่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันอันมหาศาล "โฉมฉาย...อัคนี...พายุ...เมฆา...พวกเจ้าจะไม่ได้จากไปอย่างสูญเปล่า" เสียงในใจของเขาดังก้อง เป็นคำมั่นสัญญาที่จะไม่ยอมให้ความตายของพวกเขาไร้ความหมาย
"อย่าหลงระเริงไป ศรัณย์!" เสียงของวายุ กลับมาดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับประกายสีฟ้าอันเย็นยะเยือกที่ปรากฏขึ้นรอบกายเขา "เจ้าคิดว่าพลังแค่นี้จะหยุดพวกเราได้งั้นหรือ! พวกเราคือเจ็ดวิญญาณ! เราอยู่เหนือมนุษย์ธรรมดา!"
วายุรวบรวมพลังทั้งหมดที่มี ปล่อยคลื่นลมที่แหลมคมราวใบมีดพุ่งเข้าใส่ศรัณย์ แต่ก่อนที่คมลมนั้นจะสัมผัสร่างของเขา กลุ่มหมอกสีทองก็แปรเปลี่ยนเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่ง ปัดป้องการโจมตีของวายุให้สลายไปอย่างไร้ร่องรอย
"ข้ามิได้หลงระเริง" ศรัณย์ลืมตาขึ้น ดวงตาของเขามีประกายสีทองวาววับ ราวกับมีดวงดาวส่องแสงอยู่ภายใน "ข้าเพียงแต่...ปลุกพลังที่แท้จริงขึ้นมา"
ทันใดนั้นเอง กลุ่มหมอกสีทองรอบกายศรัณย์ก็พลันขยายวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว มันมิใช่เพียงหมอกอีกต่อไป แต่มันคือเกลียวพลังอันมหาศาลที่หมุนวนอย่างรุนแรง สร้างแรงดึงดูดที่ทรงพลังจนพื้นดินรอบข้างเริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ วัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงถูกดูดเข้าไปในเกลียวพลังนั้นอย่างไม่อาจต้านทาน
"นี่มันอะไรกัน!" วายุอุทานด้วยความตกตะลึง "พลังแบบนี้...มันไม่ใช่พลังของมนุษย์! มันคือพลังแห่ง...เทพ!"
"ใช่แล้ว" ศรัณย์กล่าวเสียงเรียบ "มันคือพลังแห่งเทพ ที่หลับใหลอยู่ในสายเลือดของข้า"
ขณะเดียวกัน สองวิญญาณที่เหลืออยู่ ชาครี (วิญญาณแห่งพื้นพิภพ) และ วารี (วิญญาณแห่งสายน้ำ) ก็เร่งรีบเข้ามาสมทบ พวกเขามองเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้น และสัมผัสได้ถึงพลังอันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากตัวศรัณย์
"วายุ! เกิดอะไรขึ้น!" ชาครีตะโกนถาม เสียงของเขาหนักแน่น ราวกับเสียงแผ่นดินไหว
"ศรัณย์...เขาปลุกพลังบางอย่างขึ้นมา! มันอันตรายเกินไป!" วายุตอบพลางมองไปยังศรัณย์ด้วยความหวาดหวั่น
วารีไม่รอช้า เธอรวบรวมพลังแห่งน้ำ ปล่อยคลื่นน้ำขนาดยักษ์พุ่งเข้าใส่ศรัณย์ แต่เมื่อคลื่นน้ำกระทบกับกลุ่มหมอกสีทอง มันกลับสลายตัวไปราวกับละอองน้ำที่เจอกับไฟ
"พลังของข้า...มิได้มีเพียงแค่นี้" ศรัณย์กล่าว ดวงตาของเขากวาดมองไปยังวายุ ชาครี และวารี "ข้าจะสังหารพวกเจ้าให้สิ้นซาก เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่สหายของข้า!"
ว่าแล้ว ศรัณย์ก็ยื่นมือข้างหนึ่งออกไปตรงหน้า ปลายนิ้วของเขามีประกายแสงสีทองสุกสว่าง "จิตสังหาร!"
เสียงของเขากระหึ่มไปทั่วราวกับฟ้าผ่า กลุ่มหมอกสีทองพลันรวมตัวกันเป็นรูปดาบที่ส่องประกายแสงเจิดจ้า ดาบเล่มนี้ใหญ่โตมโหฬาร บ่งบอกถึงพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว
"เตรียมรับมือให้ดี!" ศรัณย์ตะโกน พร้อมกับเหวี่ยงดาบแสงสีทองนั้นเข้าใส่กลุ่มเจ็ดวิญญาณ
วายุ ชาครี และวารี รู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังจะมาถึง พวกเขารีบรวบรวมพลังเพื่อตั้งรับ วายุปล่อยกระแสลมที่รุนแรงที่สุด ชาครีเรียกแผ่นดินให้พุ่งขึ้นมาเป็นกำแพงป้องกัน ส่วนวารีก็รวมตัวน้ำให้กลายเป็นโล่ขนาดมหึมา
แต่ดาบแห่งจิตสังหารของศรัณย์นั้นทรงพลังเกินกว่าที่พวกเขาจะต้านทานได้ คมดาบที่ส่องประกายราวกับแสงอาทิตย์นั้น ฟันผ่าทะลุกระแสลม กำแพงดิน และโล่น้ำได้อย่างง่ายดาย ราวกับของเหลวที่โดนไฟเผา
"อ๊ากกกก!" เสียงร้องโหยหวนของวายุ ดังขึ้นเมื่อคมดาบเฉี่ยวเข้าที่แขนของเขา ทำให้เกิดบาดแผลที่ลึกจนเห็นกระดูก
ชาครีพยายามใช้กำลังทั้งหมดของเขาในการผลักดันแผ่นดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกัน แต่ดาบแสงก็ยังคงกดดันลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้แผ่นดินที่ชาครีสร้างขึ้นแตกร้าว
วารีพยายามรักษาโล่น้ำให้คงอยู่ แต่พลังแห่งจิตสังหารนั้นร้อนแรงเกินกว่าที่น้ำจะต้านทานได้ โล่น้ำของเธอเริ่มระเหยกลายเป็นไอ
"นี่มัน...ไม่ใช่พลังที่มนุษย์จะต้านทานได้!" ชาครีร้องลั่นด้วยความสิ้นหวัง
"ข้าบอกแล้วไง...ข้าคือเทพ!" ศรัณย์กล่าวเสียงเย็นชา ใบหน้าของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว ดวงตาที่เปล่งประกายสีทองนั้นสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะสังหารศัตรูให้สิ้นซาก
การโจมตีของศรัณย์รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พลังแห่งจิตสังหารที่เขาปลดปล่อยออกมานั้น มิได้มีเพียงแค่การทำลายล้างทางกายภาพ แต่มันยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของศัตรู ทำให้เกิดความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง
"อย่า...อย่ามาทำลายพวกข้า!" วารีร้องตะโกน น้ำตาไหลอาบแก้ม "พวกเรา...พวกเราก็เป็นผู้ถูกเลือกเหมือนกัน!"
"ผู้ถูกเลือก?" ศรัณย์หัวเราะเยาะ "พวกเจ้าคือเหล่าอสูรที่หลอกลวงมนุษย์! พวกเจ้าสมควรตาย!"
ดาบแห่งจิตสังหารพุ่งเข้าใส่กลุ่มเจ็ดวิญญาณอีกครั้ง คราวนี้มันทรงพลังยิ่งกว่าเดิม มันสาดแสงเจิดจ้าไปทั่วทั้งบริเวณ ทำให้เกิดเงาสะท้อนที่น่ากลัวบนผนังของหอคอยแห่งกาลเวลา
วายุพยายามรวบรวมกำลังเฮือกสุดท้าย ปล่อยกระแสลมที่รุนแรงกว่าเดิมออกมา แต่กระแสลมนั้นก็ถูกดาบแสงของศรัณย์บดขยี้จนสลายไป
ชาครีปล่อยพลังแห่งพื้นพิภพออกมาจนสุดกำลัง พยายามสร้างกำแพงหินที่แข็งแกร่งที่สุด แต่กำแพงหินนั้นก็แตกร้าวราวกับแก้วเมื่อดาบแสงของศรัณย์ปะทะเข้า
วารีรวบรวมน้ำทั้งหมดที่มี สร้างเป็นคลื่นน้ำขนาดยักษ์ที่พุ่งเข้าใส่ศรัณย์ แต่คลื่นน้ำนั้นก็ระเหยกลายเป็นไอไปเสียก่อนที่จะสัมผัสตัวเขา
"พอแค่นี้เถอะ...ศรัณย์" เสียงของวารีแผ่วเบา "พวกเรายอมแพ้แล้ว"
ศรัณย์ไม่หยุด เขาเห็นภาพของสหายทั้งสี่ที่จากไป วาดซ้อนทับอยู่ตรงหน้า "พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ที่จะขอชีวิต!"
ดาบแห่งจิตสังหารฟันผ่าลงมาด้วยความเร็วแสง วายุ ชาครี และวารี ได้แต่หลับตาลง เตรียมรับชะตากรรมอันโหดร้าย
แต่ก่อนที่ดาบแสงจะฟาดฟันลงมาถึงร่างของพวกเขา เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากเบื้องบน
"หยุดเดี๋ยวนี้นะ ศรัณย์!"
เสียงนั้นดังมาจากเบื้องบนของหอคอยแห่งกาลเวลา ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับร่างของหญิงสาวผู้หนึ่ง เธอกำลังร่อนลงมาจากท้องฟ้า ราวกับนางฟ้า ใบหน้าของเธอซีดเซียว แต่ดวงตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
"อาเทน่า..." ศรัณย์พึมพำ ชื่อของหญิงสาวผู้เป็นที่รักปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของเขา
อาเทน่าลงมายืนอยู่เบื้องหน้าของวายุ ชาครี และวารี เธอหันกลับมามองศรัณย์ด้วยแววตาที่เจ็บปวด
"ศรัณย์...พอได้แล้ว" อาเทน่้ากล่าว "อย่าให้ความโกรธและความแค้นครอบงำจิตใจของเจ้าไปมากกว่านี้"
"อาเทน่า...เจ้ามาทำอะไรที่นี่" ศรัณย์ถาม เสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ข้ามาเพื่อหยุดเจ้า" อาเทน่้าตอบ "เจ้ากำลังจะทำผิดพลาดครั้งใหญ่"
"ผิดพลาด? ข้าไม่มีวันผิดพลาด! พวกมันต้องชดใช้!" ศรัณย์ตะโกนกลับ
"ใช่ พวกมันสมควรได้รับโทษ" อาเทน่้ากล่าว "แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีนี้"
เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าอีกก้าว ยืนเผชิญหน้ากับดาบแห่งจิตสังหารของศรัณย์ที่กำลังจะฟาดฟันลงมา "ศรัณย์...ถ้าเจ้าสังหารพวกมัน ข้าก็จะไม่สามารถอยู่เคียงข้างเจ้าได้อีกต่อไป"
คำพูดของอาเทน่าทำให้ศรัณย์ชะงัก ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"เจ้า...เจ้าหมายความว่ายังไง" ศรัณย์ถามเสียงสั่น
"พลังแห่งจิตสังหาร...มันคือพลังที่บริสุทธิ์เกินไป" อาเทน่ากล่าว "หากเจ้าใช้มันเพื่อสังหาร...เจ้าจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ของเจ้าไปตลอดกาล"
"ไม่...เป็นไปไม่ได้" ศรัณย์ส่ายหน้า
"และหากเจ้าสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป...เจ้าก็จะไม่อาจเป็นผู้ที่ปกป้องทุกสรรพสิ่งได้อย่างแท้จริง" อาเทน่าพูดต่อ "เจ้าจะกลายเป็นเพียงผู้ทำลายล้าง"
ศรัณย์มองหน้าอาเทน่า เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจในแววตาของเธอ ภาพของสหายทั้งสี่ที่จากไปยังคงค้างคาอยู่ในหัว แต่ภาพของอาเทน่าที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ก็ทำให้เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แสนสาหัส
"แต่...สหายของข้า..." ศรัณย์เอ่ยเสียงแผ่วเบา
"ข้าเข้าใจความเจ็บปวดของเจ้า ศรัณย์" อาเทน่ากล่าว "แต่การแก้แค้นไม่ใช่ทางออก"
เธอค่อยๆ วางมือลงบนดาบแห่งจิตสังหารที่ลอยอยู่ตรงหน้า "ให้ข้าช่วยเจ้า...ช่วยเจ้าปลดปล่อยพลังนี้"
ศรัณย์มองมือของอาเทน่าที่ค่อยๆ สัมผัสกับดาบแสงสีทอง ความเจ็บปวดเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างของเขา เขาเห็นภาพของดวงดาวที่ค่อยๆ ดับแสงลง
"อาเทน่า...อย่า..." ศรัณย์ร้องเตือน
แต่ก็สายเกินไป มือของอาเทน่าสัมผัสกับดาบแสงอย่างสมบูรณ์ทันที!
วินาทีนั้นเอง แสงสว่างเจิดจ้ากว่าเดิมหลายเท่าก็พลันสาดส่องออกมาจากดาบแห่งจิตสังหาร แสงนั้นได้โอบล้อมร่างของอาเทน่าเอาไว้ทั้งหมด
"อาเทน่า!" ศรัณย์ตะโกนด้วยความตกใจ
เขาพยายามจะดึงพลังกลับ แต่ก็ทำไม่ได้ ร่างของเขากำลังถูกดึงดูดเข้าหาอาเทน่าอย่างไม่อาจต้านทาน
"ศรัณย์..." เสียงของอาเทน่าแผ่วเบาลง "จงจำไว้...ความรัก...คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด..."
แล้วแสงสว่างนั้นก็พลันสว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรง กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้
เกิดอะไรขึ้นกับอาเทน่า? พลังแห่งจิตสังหารได้กลืนกินเธอไปแล้วจริงหรือ? หรือนี่คือจุดเริ่มต้นของพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม? ศรัณย์จะสามารถกอบกู้สถานการณ์กลับคืนมาได้หรือไม่? ชะตากรรมของโลกกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้ายอันบางเบา...

เทพสังหาร 7 วิญญาณ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก