สายลมหนาวที่พัดผ่านเมืองโบราณอันถูกลืมเลือนนั้น มิใช่เพียงการพัดพาเอาละอองหมอกบางเบามาทักทาย แต่ยังนำพาความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายมาด้วย กลิ่นอายแห่งกาลเวลาที่ถูกผนึกไว้ กลิ่นอายแห่งพลังงานที่หลับใหล และกลิ่นอายแห่งโชคชะตาที่กำลังจะถูกปลุกขึ้น
อัสนี หรือที่คุ้นเคยกันในนาม "นี" ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังโบราณ ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบกาย ภาพของอาคารที่เคยสูงตระหง่าน ปรากฏเพียงเสาหินที่ผุกร่อนและกำแพงที่แตกร้าว บอกเล่าเรื่องราวแห่งอารยธรรมที่รุ่งเรืองในอดีตกาล ก่อนจะเลือนหายไปตามกระแสธารแห่งประวัติศาสตร์
“ที่นี่…มันช่างเก่าแก่เสียจนน่าขนลุก” นีพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าของเขาดังแผ่วเบาในความเงียบสงัด ราวกับจะปลุกผีเสื้อราตรีที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น
เขาจำได้เพียงเลือนรางถึงเหตุการณ์ที่พาเขามายังดินแดนแห่งนี้ ความทรงจำสุดท้ายคือแสงสีฟ้าสว่างวาบ ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกกระชาก และความหนาวเย็นที่แทรกซึมไปถึงกระดูก แต่หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็พร่าเลือน
“แล้ว…เรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน” นีขมวดคิ้ว พยายามรื้อฟื้นเศษเสี้ยวความทรงจำที่กระจัดกระจาย เขาไม่ใช่คนที่จะหลงลืมอะไรง่ายๆ ความสามารถพิเศษของเขาคือการจดจำสิ่งต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ทั้งรูปลักษณ์ เสียง กลิ่น และแม้กระทั่งความรู้สึก แต่กับเหตุการณ์นี้ มันกลับว่างเปล่า
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด เสียงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลังก็เรียกสติของเขาให้กลับมา
“คุณ…คุณตื่นแล้วหรือ”
นีหันขวับไปทันที ร่างสูงโปร่งของสตรีในชุดคลุมสีขาวสะอาดตาปรากฏขึ้น ดวงตาของเธอเปล่งประกายราวกับดวงดาวที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน ใบหน้าของเธอเรียบเฉย แต่ทว่าแฝงไปด้วยความสง่างามยากจะหาผู้ใดเทียบ
“ท่านเป็นใคร” นีถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความระมัดระวัง
“ข้าคือผู้เฝ้าแห่งมหาวิหารแห่งแสงสว่าง” สตรีผู้นั้นตอบ เสียงของเธออ่อนหวานแต่หนักแน่น “และท่าน…คือผู้ที่ถูกลิขิตให้มาที่นี่”
“ผู้ที่ถูกลิขิต?” นีเลิกคิ้ว “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“บางสิ่งบางอย่างได้นำพาท่านมายังสถานที่นี้” เธอกล่าวพลางมองไปรอบกาย “สถานที่แห่งนี้…ถูกหลับใหลมานานแสนนาน จนเกือบจะไม่มีผู้ใดจดจำได้อีกต่อไป”
นีเพ่งมองใบหน้าของสตรีผู้นั้นอย่างพิจารณา เธอไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว หรือความแปลกใจใดๆ ที่พบเขาในสภาพเช่นนี้ ราวกับว่าการปรากฏตัวของเขาเป็นสิ่งที่คาดหวังไว้แล้ว
“ข้า…ไม่เข้าใจ” นีสารภาพ “ข้าจำอะไรไม่ได้เลย นอกจากความรู้สึก…ถึงความหนาวเย็น และแสงสว่างนั้น”
“ความทรงจำของท่านอาจจะยังไม่กลับคืนมาทั้งหมด” ผู้เฝ้ากล่าว “แต่พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวท่าน…มันกำลังตื่นขึ้น”
“พลัง?” นีทวนคำ คำนี้ทำให้เขารู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด “ท่านหมายถึง…พลังที่อยู่ภายในตัวข้า?”
“ใช่” เธอพยักหน้า “ท่านคือผู้ที่ถูกเลือก นี”
เธอเรียกชื่อเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้นีรู้สึกแปลกใจยิ่งขึ้น
“ท่านรู้จักชื่อข้าได้อย่างไร”
“โชคชะตาได้กำหนดทุกสิ่งไว้แล้ว” ผู้เฝ้าตอบ “ท่านจะเข้าใจได้ในไม่ช้า”
เธอเดินนำเขาไปอย่างช้าๆ ผ่านซากอิฐหินที่เคยเป็นกำแพงปราสาท มุ่งหน้าไปยังใจกลางของเมืองโบราณแห่งนั้น นีเดินตามไปอย่างไม่ลังเล ความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นผลักดันให้เขาเดินตามสตรีผู้นี้ไป
ยิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศก็ยิ่งเปลี่ยนไป อากาศที่เคยเย็นเยียบกลับอุ่นสบายขึ้นเล็กน้อย แสงแดดที่ส่องผ่านช่องว่างของกำแพงโบราณก็ดูนุ่มนวลกว่าเดิม ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้กำลังค่อยๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์แห่งความเงียบงันออก
ไม่นานนัก พวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าสิ่งที่ดูคล้ายกับทางเข้าสู่หุบเขาขนาดใหญ่ เบื้องหน้าคือหน้าผาสูงชันที่ถูกแกะสลักอย่างประณีต กลายเป็นรูปทรงคล้ายประตูบานใหญ่ที่เปิดอ้าออก ภายในนั้นมืดมิด แต่กลับมีเสียงกระแสลมที่พัดผ่านดังมาไม่ขาดสาย
“ที่นี่…คือ หุบเขาแห่งสายฟ้า” ผู้เฝ้ากล่าว “สถานที่ที่พลังแห่งท้องฟ้าถูกปลุกขึ้น”
นีมองเข้าไปในหุบเขา ดวงตาของเขาสะท้อนกับแสงสีฟ้าเรืองรองที่มองเห็นได้จางๆ จากภายใน
“สายฟ้า…?”
“ใช่” เธอตอบ “พลังอันมหาศาลที่หลับใหลอยู่ภายใน แต่จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้น”
ขณะที่เธอพูด เสียงฟ้าร้องที่ดังมาจากที่ไหนสักแห่งก็ดังก้องขึ้น นีสะดุ้งเล็กน้อย เขารู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่างกาย ยิ่งเขายืนอยู่ใกล้หุบเขานี้มากเท่าไหร่ พลังงานนั้นก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น
“ทำไม…ข้าถึงต้องมาที่นี่” นีถามอีกครั้ง คำถามนี้ยังคงกวนใจเขาอยู่
“เพื่อทำหน้าที่ของท่าน” ผู้เฝ้าตอบ “เพื่อนำความสมดุลกลับคืนมาสู่โลกที่กำลังจะแตกสลาย”
“แตกสลาย…?” สีหน้าของนีเปลี่ยนไป ความรู้สึกบางอย่างที่ไม่สบายใจเริ่มก่อตัวขึ้น
“โลกกำลังถูกกลืนกินโดยความมืดมิด” เธออธิบาย “พลังงานแห่งแสงสว่างที่เคยปกป้องโลกกำลังอ่อนแอลง จำเป็นต้องมีผู้ที่จะมาเติมเต็มมัน”
เธอหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสบตากับนี
“และท่าน…คือผู้ที่มีสายเลือดแห่งจอมทัพฟ้าลิขิต”
คำว่า "จอมทัพฟ้าลิขิต" ดังก้องอยู่ในหัวของนี เขารู้สึกเหมือนถูกกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านร่างกาย ความทรงจำที่เคยเลือนรางเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย แสงสีฟ้าสว่างวาบ…สายฟ้าที่ฟาดลงมา…ภาพใบหน้าของใครบางคน…
“ข้า…เป็น…?” นีพยายามจะรวบรวมสติ
“ท่านคือผู้ที่จะกอบกู้โลกนี้” ผู้เฝ้ากล่าวเสียงหนักแน่น “ท่านคือ อัสนี จอมทัพฟ้าลิขิต”
ทันใดนั้นเอง พลังงานที่เคยแผ่ซ่านอย่างแผ่วเบาก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะฉีกท้องฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ แสงสีฟ้าสว่างจ้าจนไม่สามารถลืมตาได้ นีรู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังถูกดึงดูดเข้าไปในหุบเขาแห่งนั้น
เขามองเห็นภาพนิมิตแวบหนึ่ง ภาพของกองทัพที่กำลังต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดมิด ภาพของดวงดาวที่กำลังดับแสง ภาพของโลกที่กำลังจะถึงกาลอวสาน
เมื่อแสงสว่างจ้าค่อยๆ จางลง นีพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่กลางหุบเขาแห่งสายฟ้าแล้ว แสงสีฟ้าเรืองรองที่มองเห็นได้จากภายนอก บัดนี้เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่รอบกายเขา อากาศภายในหุบเขานี้เต็มไปด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์ และอัดแน่น
เบื้องหน้าเขาคือแท่นศิลาโบราณ บนแท่นนั้นมีสิ่งที่ดูคล้ายกับดาบโบราณเล่มหนึ่ง แสงสีฟ้าสว่างวาบออกจากด้ามดาบอย่างต่อเนื่อง มันดูสง่างามและทรงพลังอย่างไม่น่าเชื่อ
“นั่นคือ…?” นีถาม เสียงของเขาแหบพร่าด้วยความตื่นตะลึง
“ดาบแห่งสายฟ้า” ผู้เฝ้าตอบ “อาวุธที่จะช่วยให้ท่านสามารถควบคุมพลังแห่งท้องฟ้าได้อย่างสมบูรณ์”
นีเดินเข้าไปใกล้ดาบเล่มนั้นอย่างช้าๆ หัวใจของเขากำลังเต้นระรัวด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความกลัว ความตื่นเต้น และความมุ่งมั่น
เมื่อนิ้วของเขาสัมผัสด้ามดาบ ความรู้สึกราวกับกระแสไฟฟ้าช็อตก็แล่นผ่านเข้าสู่ร่างกาย พลังงานมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในตัวเขาอย่างบ้าคลั่ง ประสาทสัมผัสทุกส่วนของเขากำลังถูกยกระดับขึ้น โลกทั้งใบดูเหมือนจะชัดเจนและสดใสกว่าเดิม
ภาพนิมิตที่เคยเห็นเมื่อครู่กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันชัดเจนยิ่งกว่าเดิม เขาเห็นอนาคตที่เลวร้าย หากเขาไม่สามารถหยุดยั้งมันได้
“ท่านพร้อมแล้วหรือ” ผู้เฝ้าถาม
นีชู ดาบแห่งสายฟ้าขึ้น ดวงตาของเขาลุกโชนด้วยประกายแห่งความมุ่งมั่น
“ข้าพร้อม”
ทันใดนั้นเอง ฟ้าร้องก็ดังกระหึ่มอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่กลับเป็นเสียงแห่งการประกาศก้อง เสียงแห่งการกำเนิดใหม่
สายฟ้าสีฟ้าสว่างวาบฟาดลงมาจากท้องฟ้าโดยตรง พุ่งเข้าสู่ดาบในมือของนี ลำแสงสายฟ้าโอบล้อมร่างของเขาไว้ แสงสว่างเจิดจ้าจนผู้เฝ้าต้องเบือนหน้าหนี
เมื่อแสงสว่างจางลง นีก็ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างมั่นคง ในมือของเขาคือดาบแห่งสายฟ้าที่เปล่งประกายเจิดจ้า รอบกายเขามีพลังงานแห่งสายฟ้าสีฟ้าอ่อนๆ เคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต
“ข้า…คือ อัสนี…” นีกล่าว เสียงของเขาเต็มไปด้วยอำนาจและความมั่นใจ “และข้า…คือผู้ที่จะปกป้องโลกใบนี้”
ขณะที่เขากล่าวจบ ภาพนิมิตสุดท้ายก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา เป็นภาพของมหาวิหารแห่งแสงสว่างที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาอันสูงเสียดฟ้า มันดูงดงามและทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ
“ตอนนี้…ท่านต้องเดินทางไปยังมหาวิหารแห่งแสงสว่าง” ผู้เฝ้ากล่าว “ที่นั่น…คือที่ที่ท่านจะสามารถฝึกฝนพลังของท่านได้อย่างเต็มที่ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภารกิจอันยิ่งใหญ่”
นีพยักหน้า เขาพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ออกเดินทาง เสียงประหลาดก็ดังแว่วมาตามลม เสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น และความมืดมิด
“แก…แกจะไม่มีวันทำสำเร็จ…”
นีหันซ้ายหันขวาอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่พบสิ่งใด
“นั่นคือเสียงของใคร?” เขาถาม
“ศัตรูของท่าน…กำลังเคลื่อนไหว” ผู้เฝ้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น “ท่านต้องรีบไป…ก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่ง”
นีมองไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังมา ความมุ่งมั่นในแววตาของเขายิ่งทวีคูณ
ชะตากรรมของโลกทั้งใบ…กำลังแขวนอยู่บนบ่าของเขาแล้ว.

จอมทัพฟ้าลิขิต
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก