ตอนที่ 3 — ประตูสู่ดินแดนอันเร้นลับ
จอมทัพฟ้าลิขิต · 30 ตอน
ลมหนาวระลอกใหม่พัดโหมกระหน่ำเสียดแทงเข้ามาตามช่องว่างของซากกำแพงเมืองโบราณที่ผุพัง เสียงเสียดสีของก้อนหินกรวดที่ปลิวว่อนคล้ายเสียงกระซิบเตือนให้ระวัง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าธรรมชาติกำลังขับไล่ผู้มาเยือนที่ไม่ได้รับเชิญ อัสนีรู้สึกได้ถึงความเย็นที่กัดกินผิวหนัง แต่ทว่ากายหยาบของเขากลับต้านทานความเหน็บหนาวได้ดีกว่าที่คิด ราวกับว่าร่างกายถูกปรับแต่งให้คุ้นชินกับสภาพอากาศอันโหดร้ายเช่นนี้ ดวงตาคู่คมของเขากวาดสำรวจไปทั่วบริเวณ ลวดลายแกะสลักที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนซากปรักหักพัง แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานนับพันปี แต่ก็ยังคงสื่อถึงความยิ่งใหญ่และอลังการของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรือง ณ ดินแดนแห่งนี้
“ที่นี่…ช่างแตกต่างจากที่อื่นใดที่ข้าเคยพบเจอ” อัสนีพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาทุ้มต่ำและกังวาน สะท้อนไปทั่วหุบเขาแห่งนี้ เขาก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง เท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังและวัชพืชที่ขึ้นรกทึบ ความรู้สึกประหลาดบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขา เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย เป็นการผสมผสานระหว่างความตื่นเต้น ความสงสัยใคร่รู้ และอีกสิ่งหนึ่ง…ความรู้สึกเหมือนกำลังจะกลับมาสู่บ้านที่จากไปนานแสนนาน
ยิ่งก้าวลึกเข้าไปในใจกลางของเมืองโบราณแห่งนี้ บรรยากาศก็ยิ่งทวีความขลังและความลึกลับมากขึ้นไปอีก แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านม่านหมอกส่องกระทบกับก้อนหินขนาดมหึมาที่วางเรียงรายกันอย่างมีระเบียบ ก่อให้เกิดเงาทอดยาวที่ดูราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหว อัสนีสังเกตเห็นว่าก้อนหินเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่มีรูปร่างและลวดลายที่ถูกสลักไว้อย่างประณีต บางชิ้นมีรูปทรงคล้ายปีกของนกยักษ์ บางชิ้นมีลักษณะคล้ายงาช้างที่บิดเกลียว และบางชิ้น…ดูราวกับมีอักษรโบราณที่เขายังไม่อาจอ่านออกได้สลักอยู่
“อักษรพวกนี้…ไม่ใช่ภาษาที่ข้าคุ้นเคยเลย” อัสนีเอ่ยพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามร่องรอยของอักษรเหล่านั้น ความเย็นยะเยือกจากก้อนหินส่งผ่านเข้ามายังปลายนิ้วสัมผัส แต่กลับไม่ทำให้เขารู้สึกหนาวเหน็บ เขาจดจำรูปร่างและตำแหน่งของอักษรเหล่านี้ไว้ในใจอย่างแม่นยำ ราวกับว่าสมองของเขามีความสามารถพิเศษในการบันทึกภาพทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขาก้าวต่อไปอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งมาถึงลานกว้างใจกลางเมือง บริเวณนี้ดูเหมือนจะเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง มีแท่นหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน ท่ามกลางแท่นหินนั้น มีเสาหินสูงตระหง่านตั้งตรงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ปลายเสาหินนั้นมีรูปทรงแปลกประหลาด คล้ายกับว่ามันกำลังจะแยกออกเป็นส่วนๆ และเปล่งประกายออกมา
“นี่มัน…อะไรกันแน่?” อัสนีเดินเข้าไปใกล้แท่นหินนั้น เขาเงยหน้ามองเสาหินสูงตระหง่านด้วยความทึ่ง รอยแกะสลักบนเสาหินนั้นยิ่งดูชัดเจนและซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ลวดลายเหล่านั้นดูราวกับแผนที่โบราณ หรืออาจจะเป็นภาพบอกเล่าเรื่องราวของอารยธรรมที่สาบสูญไป
ขณะที่เขากำลังพิจารณาลวดลายบนเสาหินอยู่นั้น จู่ๆ ลมหนาวที่พัดมาก็พลันหยุดชะงักไปเสียเฉยๆ บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงัดจนน่าขนลุก ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังกลั้นหายใจรอคอยบางสิ่งบางอย่าง อัสนีรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังไหลเวียนอยู่รอบตัวเขา เป็นพลังงานที่เข้มข้นและบริสุทธิ์อย่างน่าประหลาด
ทันใดนั้นเอง ปลายเสาหินที่เขาเพิ่งมองอยู่ก็พลันเปล่งแสงสว่างจ้าออกมา แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมดา แต่เป็นแสงสีฟ้าอมม่วงที่สว่างไสวราวกับสายฟ้าฟาดลงมาจากฟ้า ทว่ากลับไม่สร้างความเจ็บปวดหรือแสบตาให้กับเขาเลยแม้แต่น้อย แสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลำแสงที่พุ่งตรงลงมาจากท้องฟ้า ส่องกระทบลงมายังแท่นหินที่อัสนี ایستนั่นพอดี
“วู้ว!” อัสนีอุทานออกมาด้วยความตกใจ แต่ไม่ได้ถอยหนี เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง สงบนิ่ง ขณะที่ลำแสงสีฟ้าอมม่วงนั้นกำลังแผ่รัศมีออกมาครอบคลุมตัวเขาอยู่
ภายในลำแสงนั้น อัสนีรู้สึกถึงกระแสพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา มันไม่ใช่ความเจ็บปวด แต่มันคือความรู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกหลอมรวมใหม่ ถูกเติมเต็มด้วยพลังงานที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ความรู้สึกเหมือนเขากำลังจะตื่นขึ้นจากภวังค์อันยาวนาน
“นี่คือ…สิ่งที่ข้ารอคอยอยู่หรือ?” เขาพึมพำ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง มองไปยังลำแสงที่กำลังโอบล้อมเขาไว้
ขณะที่พลังงานไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง อัสนีพลันได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบา ดังมาจากที่ไหนสักแห่งในอากาศ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่ดังขึ้นในจิตใจของเขา ราวกับว่าผู้ใดกำลังสื่อสารกับเขาโดยตรง
“ผู้ถูกเลือก…ถึงเวลาแล้ว…ปลุกพลังที่หลับใหล…เปิดประตูสู่ดินแดนอันเร้นลับ…”
คำพูดเหล่านั้นดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในตัวเขามาเนิ่นนาน จู่ๆ ความทรงจำบางส่วนที่เลือนรางก็พลันปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา ภาพของดวงตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยประกายแห่งสายฟ้า ภาพของท้องฟ้าที่บ้าคลั่งด้วยพายุและสายฟ้า ภาพของมือที่กำลังรวบรวมพลังงานอันบริสุทธิ์
“ข้า…คืออัสนี…” เขาเอ่ยชื่อของตัวเองออกมาอย่างมั่นใจ ราวกับว่าเพิ่งจะจำได้ว่าตนเองเป็นใคร “ข้า…คือผู้ที่ถูกกำหนดให้เป็น…จอมทัพฟ้าลิขิต…”
เมื่อคำพูดนั้นหลุดออกจากปากของเขา พลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายก็พลันระเบิดออกไปอย่างรุนแรง ลำแสงสีฟ้าอมม่วงที่เคยโอบล้อมเขาอยู่พลันสว่างวาบขึ้นอีกครั้งจนสว่างไสวไปทั่วทั้งลานกว้าง เสียงกึกก้องราวกับสายฟ้าฟาดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งหุบเขา
แท่นหินที่อยู่ใต้เท้าของเขาก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หินที่ถูกวางเรียงรายกันอยู่รอบๆ แท่นก็พลันเคลื่อนตัวออกจากกัน ปรากฏเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ทอดลึกลงไปเบื้องล่าง มันคือประตู…ประตูที่นำไปสู่ดินแดนอันเร้นลับ
อัสนีมองไปยังประตูที่เพิ่งปรากฏขึ้นด้วยดวงตาที่ฉายแววแห่งความมุ่งมั่น เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาก้าวเดินเข้าไปยังประตูนั้นอย่างองอาจ ท่ามกลางแสงสว่างจ้าที่ยังคงสาดส่องมาจากปลายเสาหิน
ขณะที่เขาก้าวเข้าไปยังประตูนั้น เขาสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่พัดโชยออกมาจากเบื้องล่าง เป็นลมที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่ไม่คุ้นเคย กลิ่นอายของพลังงาน กลิ่นอายของความลี้ลับ และกลิ่นอาย…ของพลังที่รอคอยการปลุกให้ตื่นขึ้น
“ข้ามาแล้ว…มหาวิหารแห่งแสงสว่าง…” เขาเอ่ยออกมาเป็นประโยคสุดท้าย ก่อนที่ร่างของเขาจะค่อยๆ จมหายเข้าไปในความมืดมิดของประตูนั้น เหลือทิ้งไว้เพียงเสียงก้องของสายฟ้าฟาดที่ยังคงดังก้องไปทั่วทั้งหุบเขา ราวกับว่าฟ้าดินกำลังเฉลิมฉลองการมาถึงของผู้ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง
ประตูนั้นปิดลงอย่างช้าๆ ราวกับจะกลืนกินอัสนีเข้าไปโดยสมบูรณ์ เหลือเพียงซากเมืองโบราณอันเงียบเหงาที่ยังคงยืนหยัดท้าทายกาลเวลา แต่ทว่าภายในใจกลางของมัน บัดนี้ได้เปิดออกสู่มิติใหม่ที่ไม่มีผู้ใดเคยล่วงรู้มาก่อน
รอยแยกของประตูนั้นยังคงมีแสงสีฟ้าอมม่วงเรืองรองอยู่จางๆ ชวนให้ผู้ที่ได้พบเห็นเกิดความสงสัยใคร่รู้ และชวนให้ผู้ที่เข้ามาได้สัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า
การผจญภัยที่แท้จริงของจอมทัพฟ้าลิขิต…เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น…
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก