ตอนที่ 17 — การตื่นรู้แห่งสายฟ้า
จอมทัพฟ้าลิขิต · 30 ตอน
ลมหายใจสุดท้ายของราตรีก่อนรุ่งอรุณพัดพาเอาความเย็นยะเยือกแผ่วเบาเข้ามาปลุกอัสนีจากภวังค์แห่งความอ่อนล้า เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพแรกที่ปรากฏตรงหน้าคือเพดานหินเก่าแก่ สลักเสลาเป็นลวดลายอันซับซ้อน บัดนี้ดูราวกับจะสว่างไสวขึ้นเล็กน้อยจากการทอแสงอ่อนๆ ของรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึง ความเจ็บปวดที่เคยกัดกินร่างจนแทบจะสูญสิ้นลมหายใจเมื่อคราวก่อน บัดนี้ได้จางหายไปจนเกือบหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกเมื่อยล้าที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่ามันก็มิได้รุนแรงจนเกินกว่าจะทนทานได้อีกต่อไป
อัสนีพยายามขยับตัวอย่างแผ่วเบา กล้ามเนื้อทุกส่วนยังคงรู้สึกระบมราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ แต่ก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นภายใน มันไม่ใช่พลังที่รุนแรงหรือเร่าร้อน หากแต่เป็นความสงบนิ่ง เย็นยะเยือก และทรงอำนาจ
“นี่ข้า… รอดมาได้อย่างไรกัน” เสียงแหบพร่าของเขาดังขึ้นแผ่วเบาในความเงียบ เขามองไปยังมือของตนเอง ผิวหนังที่เคยซีดเซียวราวกับกระดาษ บัดนี้กลับมีสีเลือดฝาดจางๆ กลับคืนมา แม้จะยังดูอ่อนเพลีย แต่ก็บ่งบอกถึงการฟื้นฟูอย่างน่าอัศจรรย์
ความทรงจำสุดท้ายก่อนที่สติจะเลือนหายไปคือความเจ็บปวดอันแสนสาหัส ราวกับว่าร่างกายของเขากำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ ภาพของหุบเขาแห่งสายฟ้าที่บ้าคลั่ง พายุที่ถาโถม และสายฟ้าฟาดที่พุ่งเป้ามายังตัวเขาอย่างไม่หยุดหย่อน วินาทีนั้น เขามั่นใจเหลือเกินว่าความตายได้มาเยือนแล้ว
แต่กระนั้น… เขาก็ยังคงอยู่ที่นี่
อัสนีพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างช้าๆ พลางใช้มือข้างหนึ่งลูบไปตามแผ่นอกของตนเอง เขาพบว่ารอยแผลฉกรรจ์ที่เคยปรากฏ บัดนี้เหลือเพียงรอยจางๆ ที่กำลังจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกลมหายใจของเทพเจ้าเป่าปัด
“เป็นไปไม่ได้…” เขาพึมพำกับตัวเอง นี่มันเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้
เขามองไปรอบๆ ห้องที่เขาพักอยู่ ผนังหินโบราณยังคงตั้งตระหง่าน สลักเสลาด้วยลวดลายที่บ่งบอกถึงอารยธรรมอันเก่าแก่ที่ถูกลืมเลือน แสงรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องเข้ามาทางช่องหน้าต่างแคบๆ เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศ ราวกับอณูแห่งกาลเวลา
ทันใดนั้นเอง เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม พลังงานบางอย่างที่เคยปั่นป่วนและเกรี้ยวกราดภายในตัวเขาเมื่อหลายวันก่อน บัดนี้กลับสงบนิ่ง แต่ก็พร้อมจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
เขาลองหลับตาลง สูดลมหายใจลึกๆ พยายามสัมผัสถึงพลังงานภายในนั้นอีกครั้ง
แล้วเขาก็พบ…
มันไม่ใช่เพียงแค่พลังงานที่สงบนิ่ง มันคือการรวมตัวของบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยสัมผัสมาตลอดชีวิต
“สายฟ้า…” เขาพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
มันคือพลังแห่งสายฟ้า ที่เคยทำลายล้างทุกสิ่งในหุบเขาแห่งสายฟ้า บัดนี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา มันไหลเวียนไปตามเส้นเลือด แทนที่เลือดที่เคยหล่อเลี้ยงร่าง ทำให้เขารู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังถูกชาร์จพลังงานอยู่ตลอดเวลา
ความเจ็บปวดที่เคยเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่การโจมตีจากภายนอก หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงภายใน ร่างกายของเขากำลังถูกหล่อหลอมใหม่ ถูกปรับเปลี่ยนให้รองรับพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
“นี่คือ… การตื่นรู้แห่งสายฟ้า… งั้นหรือ” อัสนีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
เขาเคยได้ยินตำนานโบราณเกี่ยวกับผู้ที่สามารถผสานรวมพลังแห่งธรรมชาติเข้ากับร่างกายของตนเองได้ ทว่าตำนานเหล่านั้นมักถูกเล่าขานกันว่าเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก
แต่บัดนี้… เขากำลังจะเป็นหนึ่งในตำนานนั้น
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่เคยอ่อนแอ บัดนี้กลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาด เขาเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องนอก
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องลงมายังหุบเขาแห่งสายฟ้า เผยให้เห็นความเขียวขจีของต้นไม้ที่เริ่มผลิใบ หลังจากผ่านพายุที่โหดร้ายมาเมื่อหลายวันก่อน อากาศบริสุทธิ์เย็นฉ่ำ แฝงไปด้วยกลิ่นหอมของดินและความสดชื่นของใบหญ้า
อัสนีเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เมฆสีขาวลอยละล่องอย่างสงบนิ่ง ราวกับจะแสดงความยินดีต่อการเปลี่ยนแปลงของเขา
ทันใดนั้นเอง… เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งกับผืนฟ้า
ราวกับว่าเขาสามารถได้ยินเสียงกระซิบของสายลม สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของเมฆ และรับรู้ได้ถึงพลังงานที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องบน
เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นช้าๆ ราวกับจะสัมผัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มองไม่เห็น
“ข้า… จะใช้พลังนี้… เพื่ออะไร” เขาถามตัวเอง
คำถามนี้ผุดขึ้นมาในใจอย่างฉับพลัน พลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ จะปล่อยให้มันสูญเปล่าไปได้อย่างไร
เขานึกถึงเมืองโบราณที่ถูกลืม สถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ที่กำลังผุพังไปตามกาลเวลา นึกถึงผู้คนมากมายที่อาจกำลังตกอยู่ในอันตราย หรือเผชิญกับความทุกข์ยาก
“ข้าจะไม่ปล่อยให้ความเจ็บปวดที่ข้าเคยได้รับ… กลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย” เขาประกาศก้อง
อัสนีตัดสินใจเดินออกจากห้องพัก เขาพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนทางเดินหินที่ทอดยาวไปสู่ส่วนกลางของมหาวิหารแห่งแสงสว่าง ที่นี่เคยเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย แต่บัดนี้กลับเงียบสงัด มีเพียงเสียงสะท้อนของฝีเท้าของเขาเท่านั้นที่ดังอยู่
เขาเดินผ่านห้องโถงที่กว้างขวาง เพดานสูงเสียดฟ้า ประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามที่บอกเล่าเรื่องราวของผู้สร้างอารยธรรมแห่งนี้
ขณะที่เขากำลังเดินไปนั้นเอง… เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง
“ท่านฟื้นแล้ว… ท่านอัสนี!”
อัสนีหันกลับไปมอง เขาเห็นร่างหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว เป็น ‘มิล่า’ หญิงสาวผู้เป็นนักรบแห่งเผ่า ‘ศิลา’ ที่เคยช่วยเหลือเขาไว้
ใบหน้าของมิล่าแสดงความดีใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาของเธอฉายแววแห่งความโล่งอก
“ข้า… เกือบจะคิดว่าท่านจะ…” มิล่าพูดตะกุกตะกัก พลางรีบเข้ามาพยุงแขนของอัสนี
“ข้าสบายดีแล้ว มิล่า” อัสนีตอบ พลางยิ้มให้เธอ “ข้าขอบคุณเจ้ามาก ที่ดูแลข้า”
“ท่าน… ท่านดูเหมือนจะแตกต่างไปจากเดิม…” มิล่าเอ่ยอย่างสังเกต
อัสนีหัวเราะเบาๆ “อาจจะ… เพราะข้าได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”
“อะไรหรือคะ?” มิล่าถามด้วยความสงสัย
“พลัง… ที่ข้าไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่จริง” อัสนีตอบ พลางนึกถึงความรู้สึกของพลังสายฟ้าที่ไหลเวียนอยู่ภายใน
“แต่… ตอนที่ท่านหลับไป… ได้มีบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่” มิล่ากล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“บางอย่าง? สิ่งใดหรือ?” อัสนีถาม
“มี… กลุ่มคนปริศนา… บุกเข้ามาในมหาวิหารแห่งนี้” มิล่าเล่า “พวกเขา… มีอาวุธที่น่ากลัวยิ่งนัก และดูเหมือนจะกำลังตามหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง… ข้าพยายามต่อสู้แล้ว แต่… พวกเขาแข็งแกร่งเกินไป”
อัสนีขมวดคิ้ว “กลุ่มคนปริศนา? พวกเขาเป็นใคร?”
“ข้าไม่ทราบ… แต่พวกเขา… สวมใส่ชุดเกราะสีดำสนิท และมีสัญลักษณ์ประหลาดอยู่ที่หน้าอก” มิล่าอธิบาย “พวกเขาสามารถ… ปล่อยพลังงานสีดำออกมาได้… ข้า… ข้าไม่อยากนึกภาพเลยว่าถ้าพวกเขาได้สิ่งที่ตามหาไป… จะเกิดอะไรขึ้น”
“พวกเขา… มาจากที่ไหน?” อัสนีถามต่อ
“ข้าได้ยินพวกเขาพูดกัน… ดูเหมือนพวกเขาจะมาจาก… ‘อาณาจักรแห่งเงา’…” มิล่าเอ่ยชื่อนั้นด้วยความหวาดหวั่น
‘อาณาจักรแห่งเงา’… ชื่อนี้ไม่คุ้นหูสำหรับอัสนีเลย แต่จากท่าทางของมิล่า ทำให้เขารับรู้ได้ว่ามันต้องเป็นสถานที่ที่อันตรายอย่างแน่นอน
“แล้ว… สิ่งที่พวกเขาตามหา… คืออะไร?” อัสนีถาม
“ข้า… ข้าไม่ทราบแน่ชัด… แต่จากที่พวกเขาถามไถ่… ดูเหมือนจะเป็น… ‘ศิลาแห่งแสง’…” มิล่าตอบ
‘ศิลาแห่งแสง’… ชื่อนี้กลับคุ้นหูอัสนีอย่างประหลาด เขาเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับศิลาแห่งแสงนี้มาก่อน ว่ากันว่าเป็นวัตถุโบราณที่ทรงพลัง สามารถมอบพลังแห่งชีวิตและการเยียวยาให้กับทุกสรรพสิ่งได้
“พวกเขา… ได้สิ่งนั้นไปหรือไม่?” อัสนีถามเสียงเข้ม
“ไม่… ก่อนที่ข้าจะหมดสติ… ข้าเห็น ‘ลูมิเนีย’… ผู้นำแห่งเผ่า ‘ศิลา’… กำลังพา ‘ศิลาแห่งแสง’… หนีไปยังที่ที่ปลอดภัย… แต่… แต่ข้าไม่ทราบว่าพวกเขาไปที่ไหน…” มิล่าตอบด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
อัสนีหลับตาลงครู่หนึ่ง พลังแห่งสายฟ้าภายในตัวเขาเริ่มปั่นป่วนขึ้นเล็กน้อยจากการได้ยินเรื่องนี้
“อย่าได้ห่วงไปเลย มิล่า” อัสนีกล่าว พลางวางมือข้างหนึ่งบนไหล่ของเธอ “ข้าจะตามหา ‘ศิลาแห่งแสง’ และจะปกป้องมันเอง”
“แต่ท่าน… ท่านเพิ่งฟื้น… ท่านยังอ่อนแออยู่…” มิล่ากล่าวด้วยความเป็นห่วง
“ข้ามิได้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว” อัสนีตอบ พลางยกมือขึ้นเล็กน้อย ท่ามกลางความประหลาดใจของมิล่า ปรากฏสายฟ้าฟาดเล็กๆ ที่หมุนวนอยู่รอบปลายนิ้วของเขา
ดวงตาของมิล่าเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “ท่าน… ท่านทำได้อย่างไร!?”
“นี่คือ… พลังใหม่ของข้า” อัสนีกล่าวด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “และข้าจะใช้พลังนี้… เพื่อต่อสู้กับ ‘อาณาจักรแห่งเงา’ และปกป้อง ‘ศิลาแห่งแสง’!”
เขาเงยหน้ามองไปยังทางออกของมหาวิหาร แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามา ราวกับเป็นแสงแห่งความหวัง
“ข้าต้องรีบไปตามหา ‘ลูมิเนีย’ ก่อนที่พวกเขาจะพบตัว” อัสนีกล่าว “มิล่า… เจ้าช่วยบอกทางข้าหน่อยได้หรือไม่ ว่า ‘ลูมิเนีย’ มักจะไปที่ไหนเป็นพิเศษ?”
มิล่าพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “ท่านผู้นำ ‘ลูมิเนีย’… มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่… อยู่ที่… ‘น้ำตกแห่งแสง’… ทางทิศตะวันออกของมหาวิหาร… ที่นั่น… เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์… ที่พวกเรามักจะไปประกอบพิธี… และ ‘ศิลาแห่งแสง’… ก็มักจะถูกเก็บรักษาไว้ที่นั่น…”
“ยอดเยี่ยม!” อัสนีกล่าว “ข้าจะไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!”
เขากำลังจะก้าวเดินออกไป แต่แล้วเขาก็ชะงัก พลันนึกถึงบางสิ่งบางอย่าง
“มิล่า… เจ้าทราบหรือไม่ว่า ‘อาณาจักรแห่งเงา’… มีเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร? นอกจากการครอบครอง ‘ศิลาแห่งแสง’…”
มิล่าส่ายหน้า “ข้าไม่ทราบแน่ชัด… แต่… ข้าได้ยินพวกเขาพูดกันถึง… ‘การปลุกพลังโบราณ’… และ… ‘การเปลี่ยนแปลงโลก’… ข้า… ข้าไม่แน่ใจว่ามันหมายถึงอะไร… แต่… มันฟังดูน่ากลัวเหลือเกิน…”
อัสนีรู้สึกถึงกระแสความหนาวเย็นที่แล่นไปทั่วสันหลัง
‘การปลุกพลังโบราณ’? ‘การเปลี่ยนแปลงโลก’? สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงแผนการที่ยิ่งใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้
เขากำหมัดแน่น สัมผัสได้ถึงพลังสายฟ้าที่ปั่นป่วนภายในราวกับจะพร้อมที่จะระเบิดออกมา
“ไม่ว่าพวกเขาจะวางแผนอะไร… ข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด” อัสนีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ข้าจะหยุดยั้ง ‘อาณาจักรแห่งเงา’… ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!”
เขามองไปยังมิล่าอีกครั้ง “ขอบคุณสำหรับข้อมูล… ข้าจะรีบไปทันที”
พลันนั้นเอง… อัสนีก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างรอบตัวเขา
สายลมที่พัดผ่านเข้ามาในมหาวิหาร ดูเหมือนจะมีความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม…
ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสว บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำทะมึนอย่างรวดเร็ว…
และจากเบื้องบน… เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัว… ก็ดังแว่วมา…
ราวกับว่า… โชคชะตากำลังจะทดสอบเขาอีกครั้ง… ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม…
อัสนีหันไปมองยังทางออกของมหาวิหาร… ดวงตาของเขาลุกวาวด้วยประกายแห่งความท้าทาย…
สงคราม… กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว…!
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก