ละอองหมอกบางเบาที่โรยปรายลงมา ยามราตรีแห่งกรุงเทพมหานคร มิได้ช่วยคลายความอึดอัดที่กัดกินหัวใจของชาติกล้าได้เลยแม้แต่น้อย แสงไฟนีออนหลากสีสันที่สาดส่องสะท้อนบนพื้นถนนที่ยังคงเปียกชื้น กลับยิ่งขับเน้นให้เห็นถึงความวุ่นวายที่ดำรงอยู่ภายใต้ผืนฟ้าอันมืดมิด สายตาของเขาจับจ้องไปยังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยืนรายล้อมอยู่รอบตัว กลิ่นอายแห่งอำนาจและความอันตรายแผ่ซ่านออกมาจากพวกมัน จนชาติกล้าสัมผัสได้ถึงเกล็ดแห่งความเย็นยะเยือกที่เริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมร่างกาย
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้ชาติกล้า... หายหน้าหายตาไปนาน คิดว่าจะหนีพวกข้าพ้นไปได้เสียอีก” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่เบื้องหน้า ดวงตาของมันวาวโรจน์ราวกับจะเผาไหม้ทุกสิ่งให้มอดไหม้
ชาติกล้าเลิกคิ้วเล็กน้อย เขากวาดสายตามองไปยังใบหน้าแต่ละคนอย่างประเมิน คุ้นเคยกับสายตาแบบนี้ดี มันคือสายตาของนักล่าที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ “พวกแกคงจะรอข้าอยู่นานสินะ”
“แน่ล่ะ! ใครจะปล่อยให้คนอย่างแกมาทำลายแผนการอันยิ่งใหญ่ของเราได้ลงคอ” ชายร่างใหญ่แค่นหัวเราะเย้ยหยัน “แกคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้ามาขวางทางพวกเรา”
“ข้าเป็นคนที่มองเห็นความเน่าเฟะที่พวกแกสร้างขึ้น และข้าจะไม่ยอมให้มันเป็นเช่นนี้ต่อไป” ชาติกล้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงเฉียบคม แสงจันทร์ที่สาดลอดผ่านกลุ่มเมฆ ส่องกระทบดวงตาของเขา ให้เป็นประกายราวกับเหล็กกล้าที่ผ่านการลับคม
“หึ! ปากดีนัก” หนึ่งในลูกน้องของชายร่างใหญ่ตะโกนขึ้น พร้อมกับยกมือที่กำหมัดแน่นราวกับจะพุ่งเข้าโจมตี “พวกเรามีกันตั้งหลายคน แกจะสู้ไหวหรือไง!”
“การต่อสู้ไม่ได้วัดกันที่จำนวน” ชาติกล้ากล่าวเบาๆ เขาค่อยๆ ก้าวถอยหลังเล็กน้อย เพื่อประเมินสถานการณ์และหาช่องทางที่จะเอาตัวรอด “แต่ถ้าพวกแกอยากจะลองดูก็ไม่ว่ากัน”
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นรอบด้าน ชายฉกรรจ์เหล่านั้นราวกับโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน พวกมันแต่ละคนมีท่าทางแข็งกร้าว และแฝงไปด้วยความโหดเหี้ยม ชาติกล้าสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งเข้ามาหาเขา ราวกับว่าพื้นดินรอบตัวกำลังจะยุบตัวลง
“อย่าเสียเวลาเลย จัดการมันให้เสร็จๆ ไป!” ชายร่างใหญ่บัญชาการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
พลัน! เสียงหวีดหวิวของลมก็ดังขึ้น ชาติกล้าหมุนตัวหลบคมดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างฉิวเฉียด ดาบเล่มนั้นปะทะเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างหลังเขา เกิดประกายไฟสีขาววาบขึ้นมา ชายที่ถือดาบพยายามจะชักดาบกลับ แต่ชาติกล้าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย เขากระโดดเข้าประชิดตัว ใช้สันมือฟาดเข้าที่ขมับของศัตรูอย่างแม่นยำ ชายผู้นั้นเซถลาไปด้านข้าง
แต่ก่อนที่ชาติกล้าจะได้พักหายใจเพียงเล็กน้อย หมัดเหล็กที่หนักอึ้งก็พุ่งเข้าใส่บริเวณสีข้างอย่างจัง เขาผงะถอยหลังไปหลายก้าว รู้สึกถึงแรงสะท้อนที่แล่นไปทั่วร่าง
“แกมันแข็งแกร่งกว่าที่คิดนะ” ชายร่างใหญ่เอ่ยขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่มุมปาก “แต่นั่นก็แค่จุดเริ่มต้น!”
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นรุมล้อมชาติกล้าจากทุกทิศทุกทาง การเคลื่อนไหวของพวกมันรวดเร็วและทรงพลัง ชาติกล้าต้องใช้ทักษะทั้งหมดที่มีเพื่อเอาชีวิตรอด เขาหลบหลีก หลบหมัด หลบเตะ และสวนกลับไปเป็นระยะๆ ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดขาดและแม่นยำ
“แกคิดว่าแกจะทำอะไรได้! พวกเราไม่ใช่แค่ลูกกระจ๊อกนะเฟ้ย!” ลูกน้องคนหนึ่งตะโกนขึ้น พร้อมกับเหวี่ยงท่อนเหล็กเข้าใส่ชาติกล้า
ชาติกล้าเอี้ยวตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด ท่อนเหล็กนั้นเฉียดผ่านใบหน้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เขารู้สึกได้ถึงลมที่ปะทะผิวหน้าจนแสบยุบยิบ
“พวกแกยังไม่เห็นของจริงต่างหาก” ชาติกล้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเยือกเย็น แม้จะอยู่ท่ามกลางวงล้อมอันตราย
ทันใดนั้นเอง แสงไฟจากตู้เอทีเอ็มบริเวณใกล้เคียงก็เกิดกระพริบอย่างผิดปกติ ชาติกล้าสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เขารู้ดีว่าสัญญาณแบบนี้ มักจะเกิดขึ้นเมื่อมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นในระบบ
“เกิดอะไรขึ้น?” เขาพึมพำกับตัวเอง
แต่ไม่มีเวลาให้เขาได้คิดนานนัก ชายร่างใหญ่ก็พุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง หมัดของมันหนักหน่วงราวกับค้อนทุบเหล็ก ชาติกล้าต้องใช้แขนทั้งสองข้างปัดป้องอย่างสุดกำลัง
“คิดว่าแกจะรอดไปได้ถึงเมื่อไหร่” ชายร่างใหญ่คำราม “แกมันก็แค่หมาตัวหนึ่ง ที่มาเพ่นพ่านในอาณาเขตของเรา!”
“อาณาเขตของพวกแกเหรอ? น่าขัน!” ชาติกล้าสวนกลับไป ดวงตาของเขากวาดมองไปยังสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างรวดเร็ว พยายามหาทางออกจากสถานการณ์นี้
เขาเห็นว่าฝั่งตรงข้ามมีชายร่างใหญ่ยืนคุมเชิงอยู่ ราวกับเป็นหัวหน้า การกำจัดหัวหน้าอาจจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้
“ไอ้ชาติกล้า! แกมันก็แค่คนนอก!” ลูกน้องอีกคนหนึ่งตะโกน พร้อมกับยื่นมีดสั้นออกมา “อย่าคิดว่าแกจะทำอะไรได้!”
ชาติกล้าหลบคมมีดได้อย่างเฉียดฉิว เขาเห็นจังหวะ เขาใช้ปลายเท้าถีบเข้าที่หน้าแข้งของชายคนนั้นอย่างแรง ทำให้เสียหลัก จากนั้นก็ใช้ศอกกระแทกเข้าที่กรามอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก!” ชายคนนั้นร้องลั่น ล้มลงไปกองกับพื้น
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ชาติกล้าเริ่มจับจังหวะของคู่ต่อสู้ได้มากขึ้น เขาเริ่มสวนกลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ การโจมตีของเขาเฉียบคมและแม่นยำ สร้างความเสียหายให้กับกลุ่มชายฉกรรจ์ได้อย่างต่อเนื่อง
แต่แล้ว เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่น่าตกใจ ชายร่างใหญ่ที่ยืนอยู่ห่างออกไป กำลังชูดินสอที่ปลายมีแสงสีแดงเรืองรองขึ้นมาในมือ
“นั่นมันอะไรกัน?” ชาติกล้าขมวดคิ้ว
ทันใดนั้นเอง แสงสีแดงนั้นก็พุ่งออกไปจากดินสอ และพุ่งตรงไปยังตึกสูงที่อยู่ไม่ไกลออกไป ชาติกล้าเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งออกมาจากหน้าต่างบางบานของตึกนั้นอย่างรวดเร็ว
“ไม่ใช่แค่การต่อสู้ธรรมดา!” ชาติกล้าอุทานด้วยความตกใจ
เขาหันกลับมามองกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ยังคงรุมล้อมเขาอยู่ แต่ตอนนี้ ความสนใจของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขารู้สึกได้ถึงอันตรายที่ใหญ่หลวงกว่าที่เขาคิด
“พวกแกกำลังทำอะไรอยู่!” ชาติกล้าตะโกนถาม
ชายร่างใหญ่หัวเราะเยาะ “แกไม่จำเป็นต้องรู้หรอก! สิ่งที่แกควรรู้ก็คือ แกกำลังจะตาย!”
พูดจบ ชายร่างใหญ่ก็คำราม และพุ่งเข้าใส่ชาติกล้าด้วยความเร็วที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม การโจมตีของมันหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น ชาติกล้าต้องใช้ทุกแรงที่มีเพื่อปัดป้อง
แต่ในใจของเขามีความกังวลเกิดขึ้น ความผิดปกติของตู้เอทีเอ็ม และแสงสีแดงที่พุ่งออกไปจากดินสอเหล่านั้น มันเชื่อมโยงกันอย่างไร? และเป้าหมายที่แท้จริงของพวกมันคืออะไร?
ชาติกล้าสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขารู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ จะไม่ใช่แค่การต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอีกต่อไป แต่มันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
เมื่อชาติกล้าปัดป้องการโจมตีของชายร่างใหญ่ได้ เขาก็เหลือบไปเห็นโทรศัพท์มือถือที่หลุดออกจากกระเป๋ากางเกงของลูกน้องคนหนึ่งที่ล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้น
“นี่แหละโอกาส!” ชาติกล้าคิดในใจ
เขาใช้จังหวะที่ชายร่างใหญ่กำลังจะโจมตีอีกครั้ง เตะสกัดขาของมันอย่างแรง จนมันเซถลาไปด้านข้าง ชาติกล้าไม่รอช้า เขาพุ่งตัวไปคว้าโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นมาอย่างรวดเร็ว
“แกทำอะไร!” ชายร่างใหญ่ตะโกนด้วยความโกรธ
ชาติกล้าไม่สนใจ เขาเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมา และพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
“ระบุตำแหน่งเป้าหมายสำเร็จ... ดำเนินการตามแผน... สัญญาณที่ 13...”
“สัญญาณที่ 13?” ชาติกล้าพึมพำ “นี่มันหมายความว่ายังไง?”
ในขณะที่เขากำลังประมวลผลข้อความนั้นอยู่ ก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของตึกที่เขาเห็นกลุ่มควันพวยพุ่งออกมา เสียงนั้นดังราวกับฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ
แสงไฟบนท้องถนนทั้งหมดดับวูบลงไปในทันที ความมืดมิดที่ปกคลุมกรุงเทพมหานครในยามค่ำคืน ยิ่งทวีความน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
ชาติกล้าเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาสังเกตเห็นเงาขนาดมหึมาที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอยู่เหนือกลุ่มเมฆ เงาดังกล่าวมีลักษณะคล้ายปีกของสัตว์ร้ายโบราณ
“มังกร...” ชาติกล้าอุทานด้วยความตกตะลึง “นี่มัน... ไม่จริงน่า!”
เขาหันกลับมามองกลุ่มชายฉกรรจ์อีกครั้ง และพบว่าพวกมันหลายคนได้หายไปจากบริเวณนั้นแล้ว เหลือเพียงชายร่างใหญ่ที่ยังคงยืนจ้องเขาอยู่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น
“แกคงจะหนีไปไม่พ้นหรอก” ชายร่างใหญ่กล่าวอย่างเย็นชา “การต่อสู้เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”
ชาติกล้าตั้งท่าเตรียมพร้อมอีกครั้ง แม้จะตกใจกับสิ่งที่เขาเห็น แต่สัญชาตญาณนักสู้ของเขาก็ยังคงทำงานเต็มที่ เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และใครคือผู้อยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้
เงาขนาดมหึมาบนท้องฟ้า ยิ่งทวีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ชาติกล้าสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านมายังพื้นดิน ราวกับว่าอำนาจอันยิ่งใหญ่กำลังจะปรากฏตัวขึ้น ณ ใจกลางกรุงเทพมหานครแห่งนี้
เขาจะเอาชีวิตรอดจากการโจมตีของมังกรได้อย่างไร? และอะไรคือแผนการอันชั่วร้ายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง? คำถามเหล่านี้ดังก้องอยู่ในหัวของชาติกล้า ขณะที่เขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง

สยบมังกร ณ สุวรรณภูมิ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก