ละอองหมอกบางเบาที่โรยปรายลงมายามราตรีแห่งกรุงเทพมหานคร มิได้ช่วยคลายความอึดอัดที่กัดกินหัวใจของชาติกล้าได้เลยแม้แต่น้อย แสงไฟนีออนหลากสีสันที่สาดส่องสะท้อนบนพื้นถนนที่ยังคงเปียกชื้นจากการโปรยปรายของสายฝนยามบ่าย ยิ่งขับเน้นความโดดเดี่ยวของเขาให้เด่นชัดขึ้น หัวใจของเขายังคงเต้นระรัวด้วยความโกรธแค้นและความเสียใจ พลังอันมหาศาลที่ปะทุขึ้นในตัวเขาเมื่อครู่ มันคือสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันคือคำสาป หรือพรสวรรค์กันแน่?
“ชาติกล้า! เจ้าเป็นอะไรไป! รีบขึ้นมา!” เสียงของมาลินดังมาแต่ไกล ชาติกล้าสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เขาหันไปมองมาลินที่ยืนรออยู่ตรงปากซอย ดวงตาของเธอฉายแววความเป็นห่วง
“ผม… ผมไม่เป็นไรครับ” เขาตอบเสียงแหบพร่า พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“หน้าเจ้าซีดเหมือนไก่ต้มเลย ไปหาอะไรกินกันเถอะ จะมัวยืนตากหมอกอยู่ที่นี่ไม่ได้” มาลินจับแขนเขา แล้วดึงเขาให้เดินตามเธอไป
ทั้งสองเดินไปตามทางเท้าที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ร้านค้าต่างๆ ยังคงเปิดไฟสว่างไสว เสียงจอแจของผู้คนดังระงม แต่ในใจของชาติกล้ากลับเงียบสงัด ราวกับมีกำแพงกั้นระหว่างเขากับโลกภายนอก
“เจ้าคิดมากเรื่องที่เกิดขึ้นสินะ” มาลินเอ่ยขึ้นเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังเลือกโต๊ะในร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่ง
ชาติกล้าเพียงพยักหน้า เขานึกถึงใบหน้าของอัครมหาเสนาบดีผู้ชั่วร้าย ความแค้นที่เขาเห็นในแววตาของชายคนนั้น ยิ่งทำให้เขาสงสัยในชะตากรรมของบรรพบุรุษของเขา
“มันไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลยนะชาติกล้า” มาลินวางมือบนหลังมือของเขา “พลังนั้น… มันอาจจะถูกปลุกขึ้นมาเพราะเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ได้”
“แต่ผมควบคุมมันไม่ได้เลยครับคุณมาลิน” ชาติกล้าถอนหายใจ “ผมกลัวว่าวันหนึ่งผมจะทำร้ายใครสักคนโดยไม่ตั้งใจ”
“ข้าเข้าใจ” มาลินบีบมือเขาเบาๆ “แต่เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน เจ้ามีคนที่จะคอยช่วยนะ”
“ใครครับ?” ชาติกล้าถามอย่างไม่เข้าใจ
มาลินยิ้มบางๆ “เจ้ายังไม่รู้อีกเหรอ? พลังที่เจ้ามี มันเชื่อมโยงกับพลังของบางสิ่งบางอย่างในอดีตกาล พลังที่ถูกหลับใหลมานาน… และตอนนี้มันกำลังจะตื่นขึ้น”
คำพูดของมาลินยิ่งทำให้ชาติกล้ารู้สึกสับสน เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้เรื่องนี้ หรือเธออาจจะรู้มากกว่าที่เขาคิด?
“คุณมาลิน… คุณรู้เรื่องพลังนี้มากแค่ไหนครับ?” เขาถามตรงๆ
มาลินมองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาของเธอทอดยาวไปยังอาคารสูงตระหง่านของกรุงเทพฯ “ข้ารู้… เพียงพอที่จะรู้ว่าชีวิตของเจ้ากำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล”
หลังจากทานอาหารเสร็จ ทั้งสองก็แยกย้ายกัน ชาติกล้าเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่ยังคงเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เขานั่งลงบนเตียง มองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
กรุงเทพฯ ในยามค่ำคืน ยังคงมีชีวิตชีวา แต่สำหรับชาติกล้า คืนนี้มันกลับดูแปลกตา ราวกับมีม่านหมอกแห่งอดีตกาลค่อยๆ คลี่คลุมเมืองหลวงแห่งนี้เอาไว้
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบา ก็ดังขึ้นในหัวของเขา
“ปลุกข้า… ปลุกข้าขึ้นมา…”
ชาติกล้ารู้สึกขนลุกซู่ เขาพยายามปัดเป่าเสียงนั้นออกไป แต่มันกลับดังขึ้นเรื่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ
“ข้า… มังกรแห่งสุวรรณภูมิ… กำลังรอเจ้า… ปลุกข้า… แล้วเราจะสยบทุกสรรพสิ่ง…”
มังกรแห่งสุวรรณภูมิ? ชาติกล้าผงะ เขาไม่เข้าใจว่าเสียงนั้นคืออะไร มันมาจากไหน? เป็นภาพหลอนที่เกิดจากพลังที่เขาเพิ่งค้นพบ หรือเป็นสัญญาณเตือนจากบางสิ่งบางอย่าง?
เขาจำได้ว่าตอนที่พลังของเขาปะทุขึ้น ร่างกายของเขาก็รู้สึกร้อนผ่าว ราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายใน ยิ่งเสียงกระซิบนั้นดังขึ้นเท่าไหร่ ความร้อนนั้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
“ความแค้น… ความเสียสละ… ความสูญเสีย… นั่นคือพลัง… ที่จะปลุกข้า…”
ชาติกล้าลุกขึ้นยืน เขาเดินไปที่หน้ากระจก เงาสะท้อนของเขาดูแปลกไป ดวงตาของเขาทอประกายสีแดงอ่อนๆ ซึ่งเป็นสีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“เจ้าคือผู้ถูกเลือก… ผู้ที่จะนำพาข้า… กลับสู่โลกหล้า…”
จู่ๆ ภาพของอดีตอันไกลโพ้นก็ฉายวาบเข้ามาในความคิดของเขา เป็นภาพของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยมังกรสีทองอร่าม ผู้คนสวมใส่ชุดโบราณกำลังบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีมังกรยักษ์ตนหนึ่งกำลังคำรามกึกก้อง
ภาพเหล่านั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงความรู้สึกที่เหมือนสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไป
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับผม!” ชาติกล้าตะโกน เขาเดินไปเดินมาในห้องด้วยความกระวนกระวาย
เขานึกถึงคำพูดของมาลิน “พลังที่เจ้ามี มันเชื่อมโยงกับพลังของบางสิ่งบางอย่างในอดีตกาล…”
บางที… สิ่งที่เขาได้สัมผัส อาจไม่ใช่แค่พลังของตัวเอง แต่อาจเป็นพลังของมังกรในตำนานที่มาลินเคยพูดถึง?
“อย่าต่อต้าน… ปล่อยให้มันไหลเวียน… เจ้าจะเข้าใจ… เมื่อถึงเวลา…”
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันฟังดูอ่อนโยนลง แต่ก็ยังคงทรงพลัง ชาติกล้าตัดสินใจลองทำตามที่เสียงนั้นบอก เขาหลับตาลง พยายามผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ
ความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างเริ่มบรรเทาลง กลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณู
“เจ้า… คือสายเลือด… ของผู้ปกป้อง… เจ้าคือผู้สืบทอด… แห่งมังกร…”
สายเลือดของผู้ปกป้อง? ผู้สืบทอดแห่งมังกร? คำพูดเหล่านี้ยิ่งทำให้เขาสับสนมากขึ้น เขาเป็นใครกันแน่? ทำไมเขาถึงมีความรู้สึกที่เชื่อมโยงกับพลังโบราณนี้?
ในขณะที่เขากำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความคิด ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
กลิ่นคาวเลือด… จางๆ ลอยมาตามลม
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปรอบๆ ห้อง ไม่มีอะไรผิดปกติ
แต่กลิ่นนั้น… มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ชาติกล้าเดินไปที่ประตูห้อง เขาเปิดออกอย่างระมัดระวัง
โถงทางเดินในคอนโดมิเนียมเงียบสงัด มีเพียงแสงไฟสลัวๆ จากโคมไฟติดผนัง
แต่เมื่อเขาก้าวเท้าออกไป สายตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ปลายโถงทางเดิน
เงาตะคุ่ม… ร่างหนึ่ง… กำลังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
เงาตะคุ่มนั้นหันมา… และชาติกล้าก็เห็นดวงตาคู่นั้น…
ดวงตาที่แดงก่ำ… เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น…
มันคือดวงตาของอัครมหาเสนาบดี!
“แก!” ชาติกล้าอุทานออกมาด้วยความตกใจ
อัครมหาเสนาบดีค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด ร่างของเขาดูสูงใหญ่และน่าเกรงขามกว่าเดิม ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มเย็นชาประดับอยู่
“ข้า… ไม่คิดว่าเจ้าจะบ้าบิ่นถึงเพียงนี้… มาหาข้าถึงที่” อัครมหาเสนาบดีกล่าวเสียงแหบพร่า
“แกเข้ามาในนี้ได้อย่างไร!” ชาติกล้าถามอย่างไม่เชื่อสายตา
“เจ้าลืมไปแล้วหรือ? พลังที่เจ้าเพิ่งค้นพบ… มันดึงดูดข้า… เช่นเดียวกับที่มันดึงดูดพวกพ้องของข้า…”
เมื่ออัครมหาเสนาบดีพูดจบ เงาตะคุ่มอื่นๆ ก็เริ่มปรากฏขึ้นจากมุมมืดของโถงทางเดิน พวกเขากระจายตัวออก ยืนขนาบข้างอัครมหาเสนาบดีเอาไว้
ชาติกล้าสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ซ่านออกมาจากพวกมัน พลังงานที่ชั่วร้ายและเย็นเยียบ
“แกคิดจะทำอะไร!” ชาติกล้ากัดฟันกรอด
“ข้าจะ… สยบเจ้า… และชิงพลังที่แท้จริง… ของมังกรแห่งสุวรรณภูมิ… มาเป็นของข้า!” อัครมหาเสนาบดีหัวเราะเสียงดัง
ชาติกล้ากำหมัดแน่น พลังที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นในตัวเขากำลังพลุ่งพล่านอีกครั้ง เขารู้สึกได้ถึงความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งกับมังกรตนนั้น
เขาไม่ใช่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว…
บางที… สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้… คือการปลดปล่อยพลังแห่งมังกร… เพื่อปกป้องตัวเอง… และเพื่อต่อสู้กับความชั่วร้ายที่กำลังคุกคาม…
ศึกครั้งใหม่… กลางใจกรุงเทพมหานคร… กำลังจะเริ่มขึ้น…

สยบมังกร ณ สุวรรณภูมิ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก