มหาเทพผู้สวมวิญญาณ

ตอนที่ 6 — พลังแห่งศรัทธาและการกำเนิดใหม่

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,172 คำ

อัคคีลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องเข้ามายังแคร่ไม้เก่าๆ ทอประกายอ่อนโยน ร่างกายของเขาที่ยังคงรู้สึกตึงเครียดจากการปรับตัวกับโลกมนุษย์เริ่มผ่อนคลายลง ความปวดเมื่อยเมื่อวานนี้ยังคงหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็เบาบางลงกว่าเดิมมาก เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ชุมชนสลัมแห่งนี้อีกครั้ง ‌ภาพความแออัดของผู้คน เสียงจอแจที่ดังมาจากระยะไกล กลิ่นอับชื้นปนเปื้อนกลิ่นอาหารที่ปรุงอย่างง่ายๆ ยังคงเป็นภาพและเสียงที่คุ้นเคยสำหรับเขาในตอนนี้

“ดูเหมือนว่าการปรับตัวจะใช้เวลานานกว่าที่คิด” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าเล็กน้อยจากการไม่ได้ใช้งานมานาน

อัคคีค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง มือสองข้างกุมศีรษะที่ยังคงรู้สึกหนักอึ้ง ​ดวงตาคมกริบกวาดมองไปยังมือของตนเอง ผิวหนังที่เคยปรากฏร่องรอยของพลังอันยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับดูบอบบางและอ่อนแอกว่าที่เคย แต่ภายในนั้น เขารู้ดีว่าแก่นแท้ของ 'ศิวะ' ยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่ถูกบดบังด้วยรูปกายอันเปราะบางของ ‍'อัคคี'

เสียงท้องร้องดังขึ้นมาเป็นสัญญาณเตือนภัย เมื่อความหิวโหยเริ่มเข้าครอบงำ เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ ในโลกที่เขาเคยอยู่ พลังแห่งจักรวาลไหลเวียนอยู่ในสายเลือด การดำรงอยู่ของเขาไม่ต้องพึ่งพาอาหารหรือน้ำ แต่ในร่างมนุษย์นี้ ร่างกายที่อ่อนแอ ‌เขาจำเป็นต้องหล่อเลี้ยงมันให้คงอยู่

“ต้องออกไปหาอะไรประทังท้องเสียก่อน” เขาลุกยืนเต็มความสูง แคร่ไม้เก่าๆ ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเล็กน้อย เป็นเสียงที่บอกเล่าถึงความทรุดโทรมของมัน

เขาหยิบผ้าขาดๆ ที่พอจะใช้คลุมกายได้ มาสวมใส่ แล้วก้าวลงจากแคร่ ‍เดินเท้าเปล่าไปตามทางเดินที่เต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูล กลิ่นเหม็นสาบสางยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเขาเดินเข้าไปในส่วนที่ลึกกว่าเดิม ผู้คนในสลัมเริ่มทยอยตื่นนอน เสียงพูดคุย เสียงเด็กทารกร้องไห้ เสียงบ่นด่าของผู้ใหญ่ ปะปนกันไป เสียงเหล่านี้เป็นดนตรีแห่งชีวิตของชุมชนแห่งนี้

อัคคีเดินผ่านซุ้มขายอาหารข้างทาง ​กลิ่นควันไฟลอยกรุ่นมาจากเตาถ่านที่ก่อขึ้นอย่างง่ายๆ ผู้คนกำลังแย่งกันซื้อข้าวแกงหม้อใหญ่ อาหารที่ดูหยาบกระด้าง แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือชีวิต คือพลังที่จะทำให้ผ่านพ้นไปอีกวัน

“เอ้า! คนงานหน้าใหม่ มาแต่เช้าเลยนะ” ​เสียงตะโกนดังมาจากแผงขายของชำเล็กๆ แผงหนึ่ง ชายร่างท้วมสวมเสื้อยืดขาดๆ นุ่งกางเกงขาสั้น มีหนวดเคราดกดำ กำลังยิ้มกริ่มให้เขา

อัคคีหันไปมองด้วยความแปลกใจ เขาจำชายคนนี้ไม่ได้ แต่จากสายตาของอีกฝ่าย ​เขาดูเหมือนจะรู้จักเขา

“ขอโทษครับ… ท่านรู้จักผมหรือ?” อัคคีเอ่ยถามอย่างสุภาพ

“ฮ่าๆๆ! ถามไปได้! ข้าชื่อ ‘ลุงสมชาย’ จำไม่ได้รึไง เมื่อวานเจ้ายังมาช่วยข้าเข็นรถอยู่เลยไง! แหม… หน้าตาหล่อเหลา แต่ความจำสั้นไปหน่อยนะเอ็ง!” ลุงสมชายหัวเราะเสียงดัง

อัคคีพยายามนึกย้อนไป แต่ภาพความทรงจำที่เกี่ยวกับเมื่อวานยังคงเลือนราง เขาจำได้เพียงว่าเขาตื่นขึ้นมาในสภาพที่อ่อนแอ และมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่าง

“อ๋อ… ครับ ลุงสมชาย จำได้แล้วครับ” อัคคีประดิษฐ์คำพูดขึ้นมาเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ

“เออ! นั่นแหละ! วันนี้มีอะไรให้ช่วยอีกไหม? ทำงานแลกข้าวก็ได้นะ ข้าพอมีเหลืออยู่บ้าง” ลุงสมชายเสนอ

อัคคีมองไปที่ท้องของตนเอง ความหิวโหยเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น เขาไม่มีเงินเลยแม้แต่แดงเดียว การทำงานแลกข้าวดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้

“ถ้าอย่างนั้น… ผมขอรบกวนด้วยครับ” เขาตอบรับ

ลุงสมชายยิ้มกว้าง “ดีมาก! เอ้า! ไปช่วยยกข้าวสารใส่ถุงสิ! หนุ่มๆ อย่างเอ็งนี่แหละ แรงดี”

อัคคีเดินไปที่หลังร้านของลุงสมชาย เขามองเห็นกระสอบข้าวสารขนาดใหญ่หลายใบวางเรียงรายกันอยู่ เขายกมือขึ้นจับกระสอบข้าวสารใบแรก และออกแรงดึง บัดนี้ เขารู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในแขนของเขา แม้จะไม่เท่ากับพลังในอดีต แต่ก็เพียงพอที่จะยกกระสอบข้าวสารที่มีน้ำหนักกว่า 50 กิโลกรัมได้อย่างสบายๆ

“โอ้โห! แรงดีจริงๆ! ข้าคิดว่าเจ้าจะยกไม่ไหวเสียอีก!” ลุงสมชายอุทานด้วยความทึ่ง

อัคคีเพียงแค่ยิ้มตอบ เขาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่นานกระสอบข้าวสารก็ถูกยกใส่ถุงเสร็จเรียบร้อย

“เอาล่ะ! ได้เวลาอาหารแล้ว! มานี่! ข้าจะแบ่งให้!” ลุงสมชายเดินออกมาพร้อมกับข้าวแกงหม้อใหญ่ และตักข้าวใส่จานให้เขา

อัคคีรับจานข้าวแกงมาด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง เขานั่งลงบนเก้าอี้ไม้เก่าๆ ท่ามกลางผู้คนในสลัม มองดูข้าวแกงที่ดูธรรมดา แต่สำหรับเขาแล้ว นี่คืออาหารที่ทรงคุณค่าที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับ

เมื่อเริ่มตักข้าวเข้าปาก รสชาติอันจัดจ้านเผ็ดร้อนของเครื่องแกงและความหอมนุ่มของข้าว ทำให้เขารู้สึกถึงพลังที่ค่อยๆ หล่อเลี้ยงร่างกาย ความรู้สึกตึงเครียดของกล้ามเนื้อค่อยๆ จางหายไป ความหิวโหยที่เคยทรมานก็บรรเทาลง

“เป็นไงบ้าง! รสชาติถูกปากไหม?” ลุงสมชายถาม

“อร่อยมากครับลุง! อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยกินมาเลยครับ” อัคคีตอบอย่างจริงใจ

“ฮ่าๆๆ! ปากหวานจริงนะเอ็ง! เอาไปเลย! เพิ่มอีกจาน!” ลุงสมชายตักข้าวแกงให้เขาอีกจาน

ขณะที่อัคคีกำลังเพลิดเพลินกับอาหาร เขาพลันสังเกตเห็นกลุ่มเด็กๆ สองสามคนกำลังวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ เด็กคนหนึ่งสะดุดล้มลงกับพื้น ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยน้ำตา

“โอ๊ย! เจ็บ!” เด็กน้อยร้องไห้

อัคคีวางจานข้าวลง เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดของเด็กน้อย ราวกับเป็นความเจ็บปวดของตนเอง ความรู้สึกสงสารและความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

เขาลุกขึ้นเดินตรงไปยังเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ “ไม่เป็นไรนะ” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม

เด็กน้อยเงยหน้ามองอัคคี ดวงตาแดงก่ำ เขารู้สึกถึงความอบอุ่นและความมั่นคงจากสายตาคู่นั้น

อัคคีคุกเข่าลง วางมือที่ยังคงมีร่องรอยของพลังอันยิ่งใหญ่ แต่บัดนี้กลับอ่อนโยนลง วางทาบบนหัวเข่าที่ถลอกของเด็กน้อย

“ไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวก็หาย” เขากล่าว

ในชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับบาดแผลของเด็กน้อย แสงสีทองอ่อนๆ ก็สว่างวาบขึ้นมาจากมือของเขา แสงนั้นโอบล้อมบาดแผลของเด็กน้อยไว้

เด็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะรู้สึกถึงความเย็นซ่าที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณบาดแผล ความเจ็บปวดค่อยๆ จางหายไปอย่างรวดเร็ว

“หายแล้ว!” เด็กน้อยอุทานอย่างตื่นเต้น เขาลองลุกขึ้นยืน และพบว่าอาการเจ็บปวดนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว

“ว้าว! พี่คนนี้เก่งจัง! หายเจ็บแล้ว!” เด็กน้อยหันไปตะโกนบอกเพื่อนๆ

เด็กคนอื่นๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ พากันวิ่งกรูกันเข้ามาดูด้วยความสงสัย

“จริงเหรอ? พี่เขาทำได้ยังไง?”

“พี่เขาเป็นหมอเหรอ?”

อัคคีมองดูเด็กน้อยที่กลับมายิ้มได้อีกครั้ง เขาประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน พลังแห่งการรักษาที่เขาเคยมีเมื่อครั้งเป็น 'ศิวะ' มันกลับมาแล้ว แม้จะอยู่ในรูปแบบที่อ่อนแอกว่า แต่ก็ยังคงดำรงอยู่

ลุงสมชายที่มองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับอ้าปากค้าง “นี่มัน… นี่มันอะไรกันเนี่ย! พลังวิเศษ!”

ผู้คนในสลัมที่ได้ยินเสียงอึกทึกก็พากันเดินเข้ามามุงดูด้วยความสนใจ

“เด็กน้อยคนนั้นล้มเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ? เห็นร้องไห้จ๊ากเลย”

“แต่ตอนนี้หายแล้วนี่! แผลที่หัวเข่าก็ไม่เห็นมีรอยเลย!”

“ไอ้หนุ่มนั่นมันทำอะไรกันแน่?”

เสียงกระซิบกระซาบดังไปทั่ว อัคคีรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาที่เขา เขารู้สึกได้ถึงความหวาดระแวงและความสงสัยในแววตาของพวกเขา

“ผม… ผมแค่… “ เขากำลังจะอธิบาย แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

“พี่เขาเป็นเทพจุติมาเกิดแน่ๆ เลย!” เด็กน้อยคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา

คำว่า "เทพ" ทำให้หลายคนในสลัมที่เริ่มเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติหันมามองอัคคีด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความสงสัย เป็นความเลื่อมใส

“เทพอะไรกัน… อย่าพูดเหลวไหลน่า” ลุงสมชายพยายามหักล้าง

“ไม่ใช่! ลุง! เมื่อกี้หนูเห็นแสงสีทองออกมาจากมือพี่เขาจริงๆ! มันเหมือนแสงแห่งสวรรค์เลย!” เด็กน้อยยืนยัน

อัคคีถอนหายใจเบาๆ เขาไม่เคยคิดว่าพลังที่แทบจะหลงเหลืออยู่เลย จะแสดงออกมาในรูปแบบที่ชัดเจนเช่นนี้ในโลกมนุษย์

“ข้า… ข้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาพูดเสียงเบา

แต่สำหรับชาวสลัมที่กำลังดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบาก การปรากฏตัวของสิ่งเหนือธรรมชาติที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ เป็นเหมือนความหวังอันยิ่งใหญ่

“ท่านคือผู้ศักดิ์สิทธิ์! ท่านมาเพื่อช่วยเหลือพวกเรา!” เสียงหนึ่งดังขึ้น

“ใช่แล้ว! ท่านมาโปรดพวกเรา!” เสียงอื่นๆ พากันกล่าวตาม

ผู้คนเริ่มเข้ามาหาอัคคี พวกเขาไม่ได้เข้ามาด้วยความหวาดกลัว แต่เข้ามาด้วยความศรัทธา บางคนพยายามจะเข้ามาสัมผัสตัวเขา บางคนก็ก้มลงกราบ

อัคคีรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่หลั่งไหลเข้ามาหาเขา พลังงานแห่งความศรัทธาของผู้คน มันไม่ใช่พลังงานที่เคยคุ้นเคยในฐานะ 'ศิวะ' แต่เป็นพลังงานอีกรูปแบบหนึ่ง ที่บ่มเพาะมาจากจิตใจของมนุษย์

“ไม่! ข้า… ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา” เขาพยายามปัดป้อง

แต่คำพูดของเขาดูเหมือนจะไร้ความหมายท่ามกลางความตื่นเต้นและความศรัทธาที่ท่วมท้น

“ท่านอย่าถ่อมตนเลย! เราเห็นกับตาแล้ว! ท่านคือผู้ที่สวรรค์ส่งมา!”

อัคคีถอยหลังไปช้าๆ เขารู้สึกถึงความอึดอัดที่เริ่มก่อตัวขึ้น การเป็นที่พึ่งทางใจของผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่าง ที่มาจากพลังแห่งศรัทธาเหล่านั้น

เขาเหลือบมองไปที่เด็กน้อยที่เขาเพิ่งจะรักษาให้หาย เขายิ้มให้เด็กน้อยอย่างอ่อนโยน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้คนในสลัมอีกครั้ง

“ข้า… ข้าจะพยายามช่วยเหลือพวกท่านเท่าที่ข้าจะทำได้” เขาเอ่ยเสียงหนักแน่น

คำพูดของเขาทำให้ผู้คนในสลัมส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี

อัคคีก้าวถอยหลังไปอีก และด้วยความรู้สึกที่สั่งสมมา เขาตัดสินใจเดินออกจากฝูงชนเหล่านั้น เขาไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่เขารู้ว่า การเดินทางในโลกมนุษย์ของเขา เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง และมันกำลังจะนำพาเขาไปสู่สิ่งที่ไม่คาดฝัน

เขาเดินลึกเข้าไปในซอยที่แคบและมืดกว่าเดิม ทิ้งเสียงโห่ร้องยินดีและความศรัทธาเบื้องหลัง ทิ้งไว้เพียงคำถามที่ค้างคาใจ ว่าพลังที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้ จะพาเขาไปสู่สิ่งใดกันแน่? และการเป็น "มหาเทพผู้สวมวิญญาณ" ในร่างมนุษย์ที่เปราะบางนี้ เขาจะสามารถแบกรับภาระที่หนักอึ้งนี้ได้หรือไม่?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
มหาเทพผู้สวมวิญญาณ

มหาเทพผู้สวมวิญญาณ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!