ตอนที่ 22 — พลังแห่งจิตจักรวาล
มหาเทพผู้สวมวิญญาณ · 30 ตอน
แสงอรุณสีทองอ่อนโยนค่อยๆ ทาบทาทั่วผืนป่า เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วปลุกชีวิตชีวาให้กลับมาอีกครั้งภายใต้เงาไม้ครึ้มทึบ ทว่าสำหรับอัคคี การตื่นขึ้นในเช้านี้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง พลังที่เคยระเบิดพลุ่งพล่านจนแทบควบคุมไม่อยู่เมื่อวานนี้ บัดนี้กลับสงบนิ่งราวกับสายน้ำใต้พื้นพิภพ แต่ทว่ากลับอัดแน่นไปด้วยมหาศาลอำนาจที่พร้อมจะปลดปล่อย
เขาลุกขึ้นยืน สัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของร่างกาย แขนขาที่เคยผอมบางบัดนี้กลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่กระชับได้รูป ผิวพรรณที่เคยซีดเซียวกลับเปล่งปลั่งราวกับไข่มุกบริสุทธิ์ ดวงตาของเขายังคงมีประกายสีทองอร่าม แต่ทว่าตอนนี้กลับลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ราวกับสามารถมองทะลุเข้าไปในห้วงจักรวาลอันไร้ขอบเขต
"นี่คือพลังที่ข้าได้รับจากการหลอมรวมกับแก่นแท้แห่งจิตจักรวาลงั้นหรือ" เสียงของอัคคีดังขึ้นแผ่วเบา เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนปิติยินดี
เมื่อวานนี้คือวันที่เขาได้ปลดปล่อยพลังที่หลับใหลอยู่ภายในออกมาอย่างเต็มที่ หลังจากที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงภายใต้การชี้นำของวิญญาณแห่งบรรพกาล การหลอมรวมกับแก่นแท้แห่งจิตจักรวาลนั้นไม่ใช่เพียงการเพิ่มพูนพลัง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของตัวตนอย่างสิ้นเชิง
เขาเดินเข้าไปใกล้ลำธารที่ไหลเอื่อย เสียงน้ำที่กระทบโขดหินดังเป็นท่วงทำนองอันไพเราะ อัคคีทรุดตัวลงนั่งข้างลำธาร ค่อยๆ จรดปลายนิ้วลงบนผิวน้ำเย็นเยียบ
ทันใดนั้นเอง ผิวน้ำพลันเกิดระลอกคลื่นอันน่าอัศจรรย์ ดวงดาวนับพันปรากฏขึ้นมาสะท้อนในน้ำราวกับท้องฟ้ายามราตรี ดวงดาวเหล่านั้นเคลื่อนไหว หมุนวน เป็นภาพจำลองของกาแล็กซีอันไกลโพ้น
"น่าทึ่งยิ่งนัก" เขาพึมพำ ตาจับจ้องไปยังภาพสะท้อนอันน่าพิศวง "นี่คือพลังแห่งการสร้างสรรค์ งั้นหรือ"
อัคคีลองนึกถึงบางสิ่งบางอย่างในใจ ภาพของผีเสื้อสีรุ้งตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาในความคิดของเขา ทันใดนั้นเอง แสงสีทองอ่อนๆ ก็ส่องประกายจากปลายนิ้วของเขา พลันมีผีเสื้อสีรุ้งตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาจริงๆ ปีกของมันพลิ้วไหวราวกับแพรไหม สวยงามจนแทบหยุดหายใจ
ผีเสื้อตัวนั้นโบยบินไปรอบๆ ตัวเขา ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมอ่อนๆ
"พลังแห่งการสร้างสรรค์" เขากล่าวซ้ำอีกครั้ง "ข้าสามารถสร้างสรรค์สิ่งมีชีวิต สิ่งของ หรือแม้กระทั่งภาพลวงตาได้ตามที่ใจต้องการ"
ความสามารถนี้ทำให้เขาตระหนักได้ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของตนเอง พลังที่เขามีนั้นไม่ใช่แค่พลังดิบ แต่เป็นพลังที่สามารถก่อเกิดสิ่งต่างๆ ได้อย่างแท้จริง
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่กำลังย่ำเข้ามาใกล้ก็ดังขึ้น อัคคีเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงสาวร่างผอมบางใบหน้าเปื้อนฝุ่น กำลังเดินตรงมาหาเขา
"อัคคี" เสียงของเธอแหบพร่า แต่เต็มไปด้วยความยินดี "ท่านตื่นแล้ว! ข้า... ข้าดีใจมาก"
เธอคือสิริน ผู้หญิงคนแรกที่เขาได้พบในโลกมนุษย์ ผู้นำพาเขาเข้ามาสู่ชุมชนสลัม และเป็นคนที่คอยดูแลเขามาโดยตลอด
"สิริน" อัคคีตอบ พลางยิ้มบางๆ "ข้าสบายดี"
สิรินเดินเข้ามาใกล้ ยื่นผลไม้ป่าสีแดงสดลูกหนึ่งให้เขา "ข้าเก็บมาให้ท่าน ทานหน่อยนะ"
อัคคีรับผลไม้นั้นมาพิจารณา มันเป็นผลไม้ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ด้วยพลังที่เขามี เขารับรู้ได้ถึงความบริสุทธิ์และคุณค่าทางโภชนาการของมัน
"ขอบคุณมาก สิริน" เขาว่า ขณะที่กำลังจะกัดผลไม้นั้น เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นมาจากในป่า
ผืนป่าทั้งผืนพลันสั่นสะเทือน ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่มีขนาดมหึมา กำลังเคลื่อนไหวอยู่
"เสียงอะไรน่ะ" สิรินหน้าซีดเผือด จับแขนของอัคคีไว้แน่น
"ดูเหมือนว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญ" อัคคีว่า ดวงตาของเขายังคงฉายแววสงบนิ่ง แม้ว่าในใจจะรับรู้ได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
สัตว์ร้ายที่คำรามออกมานั้นไม่ใช่สัตว์ป่าธรรมดา เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานอันมืดมิดที่แผ่ออกมาจากมัน เป็นพลังที่ชั่วร้ายและกระหายเลือด
"ท่าน... ท่านจะสู้กับมันหรือ?" สิรินถาม น้ำเสียงสั่นเครือ
"ข้าไม่เคยมีทางเลือกอื่น" อัคคีตอบ ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ป่า ราวกับกำลังประเมินสถานการณ์
ทันใดนั้นเอง ต้นไม้ใหญ่ก็โค่นล้มลงมา เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เบื้องหลังต้นไม้ที่ล้มลงมานั้น คือร่างมหึมาของอสุรกายขนดก ดวงตาของมันลุกวาวด้วยเปลวไฟสีแดงก่ำ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งราวกับหินผา ปากของมันเผยอออก เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมที่เต็มไปด้วยน้ำลายเหนียวหนืด
"อสูรแห่งเงามืด" อัคคีพึมพำ เขาจำได้ว่าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับมันจากวิญญาณแห่งบรรพกาล อสูรตนนี้เป็นหนึ่งในผู้รับใช้ของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่
"ท่าน... ท่านรับมือไหวหรือ?" สิรินซบหน้ากับแขนของอัคคี กลัวจนแทบจะยืนไม่อยู่
"ไม่ต้องห่วง" อัคคีปลอบ เธอ "ข้าจะปกป้องเจ้าเอง"
เขาผละออกจากสิริน ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ราวกับนักรบผู้กล้าที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับความตาย
"เจ้าคงจะไม่คุ้นเคยกับการปรากฏตัวของข้าสินะ" อัคคีกล่าวกับอสูรตรงหน้า เสียงของเขาดังชัดเจน ท้าทาย
อสูรแห่งเงามืดคำรามตอบ ราวกับจะประกาศชัยชนะ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่อัคคีด้วยความเร็วที่น่าตกใจ
อัคคีไม่หลบ เขาเพียงแค่ยืนนิ่ง พลางรวบรวมพลังไว้ที่ฝ่ามือ
เมื่ออสูรกายเข้าใกล้ เขาปล่อยพลังที่รวบรวมไว้ พลังแห่งจิตจักรวาลที่หลอมรวมกับเปลวเพลิงแห่งการชำระล้าง
แสงสีทองสว่างจ้าพลันระเบิดออกจากการปะทะ พลังของอัคคีได้แผดเผาอสูรกายจนสิ้นซาก
อสูรแห่งเงามืดกรีดร้องโหยหวน ร่างกายของมันแหลกสลาย กลายเป็นเถ้าถ่าน ล่องลอยไปตามสายลม
สิรินมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง เธอไม่เคยเห็นพลังอำนาจที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้มาก่อน
"ท่าน... ท่านคือใครกันแน่?" เธอเอ่ยถาม ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
อัคคีหันกลับมามองเธอ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ข้าคือคนที่เคยเป็นศิวะ และบัดนี้คืออัคคี"
"ศิวะ...?" สิรินพึมพำ
"ข้าคือมหาเทพผู้สวมวิญญาณ" เขาตอบ พร้อมกับรวบรวมพลังงานที่เหลืออยู่รอบตัว พลังงานเหล่านั้นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่าง
แสงสีทองที่ส่องประกายรอบตัวเขาเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นรัศมีอันเจิดจ้า รัศมีที่แผ่ขยายออกไป ครอบคลุมผืนป่าทั้งผืน
ในขณะที่อัคคีกำลังปลดปล่อยพลังอันมหาศาลของตนเองนั้นเอง ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้า ภาพเงาของชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าเขา ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดคลุมสีดำสนิท ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชาและอำมหิต
"เจ้า... เจ้าคือผู้ที่ข้าตามหา" เสียงของชายหนุ่มดังขึ้น เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "พลังของเจ้า... ช่างน่าสนใจเสียจริง"
อัคคีหรี่ตาลง เขาสัมผัสได้ถึงพลังอันชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มตรงหน้า เขาไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา
"เจ้าเป็นใคร" อัคคีถาม
"ข้าคือรัชทายาทแห่งความมืด" ชายหนุ่มตอบ "และข้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่ข้าควรจะได้"
พลันนั้นเอง แสงสีทองที่ส่องสว่างรอบตัวอัคคีพลันดับวูบลง ม่านหมอกสีดำมืดก็คืบคลานเข้ามา ปกคลุมผืนป่าทั้งผืน
สิรินกรีดร้องด้วยความตกใจ เธอพยายามคว้าแขนของอัคคี แต่กลับรู้สึกเพียงความว่างเปล่า
อัคคีเบิกตากว้าง เขาเห็นรัชทายาทแห่งความมืดกำลังก้าวเข้ามาใกล้ พลันนั้นเอง ภาพของโลกสวรรค์อันงดงามก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเขา โลกที่เต็มไปด้วยความสงบสุข แต่ทว่า... ก็แฝงไว้ด้วยอันตรายบางอย่าง
เขาจะสามารถจัดการกับภัยคุกคามที่เพิ่งปรากฏขึ้นนี้ได้หรือไม่? และโลกสวรรค์ที่เขาเห็นนั้น กำลังจะมีความหมายอย่างไรต่อชะตากรรมของเขา?
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก